บีโอไอ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนโครงการ BOI to IPO เปิดทางให้ธุรกิจในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy เข้าถึงตลาดทุนได้สะดวกขึ้น โดยโครงการนี้เชื่อมเครื่องมือของทั้ง 3 หน่วยงานเข้าด้วยกัน บีโอไอจะใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเป็นแรงจูงใจ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. จะช่วยเตรียมความพร้อมและปรับกระบวนการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หรือ mai ให้กระชับมากขึ้น จุดสำคัญอยู่ที่สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับบริษัทที่เข้าสู่ตลาดทุน โดยบริษัทในกลุ่ม New Economy ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือได้รับลดหย่อนภาษี 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไปที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือได้รับลดหย่อนภาษี 50% เพิ่มเติมอีก 3 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ กลุ่มธุรกิจเป้าหมายของโครงการครอบคลุม 10 อุตสาหกรรม New Economy ได้แก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายเชื่อมการส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุน เพื่อให้บริษัทที่มีศักยภาพระดมทุนในประเทศไทยและนำเงินไปขยายกิจการต่อเนื่อง ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับแนวทาง Investment-led Growth โดยต้องการให้การลงทุนนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงานทักษะสูง และการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ด้าน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างปรับปรุงกระบวนการพิจารณา IPO ให้รวดเร็วและชัดเจนขึ้น ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เพื่อเปิดทางให้กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอเข้าจดทะเบียนได้สะดวกขึ้น พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมเข้าตลาดทุน