นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งจับตา 2 จุดอันตรายทางเศรษฐกิจ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับสูงขึ้นเป็น 2.7% ในไตรมาส 2 ปี 2569 และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลไปแล้ว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาทในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนเครื่องบินที่บินเอียงด้วยเครื่องยนต์ส่งออกกว่า 71% ต่อจีดีพี ขณะที่การลงทุนในประเทศอ่อนแอ และต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐแล้วว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยางและชิ้นส่วนจากยาง รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งเป็น 3 กลุ่มที่ถูกไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน มีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 75-90% ไม่มีอุตสาหกรรมใดใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ตามข้อกล่าวหา พร้อมตั้งเป้าให้อัตราภาษีรวมจากมาตรการต่างๆ ไม่สูงเกินกว่า 19% ซึ่งเป็นกรอบที่เคยตกลงกันไว้ และไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากเกินไป ขณะที่นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่าปี 2569 ประเทศไทยเสี่ยงขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการนำเข้าที่สูงโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน และเตือนว่าการสอบสวนภาวะกำลังการผลิตล้นตลาดของสหรัฐภายใต้มาตรา 301 อาจเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการส่งออกไทยในระยะต่อไป โดยปัจจุบันสหรัฐอยู่ระหว่างตรวจสอบกับ 16 เขตเศรษฐกิจรวมถึงไทย ซึ่งขอบเขตการบังคับใช้กว้างและไม่มีเพดานอัตราภาษีที่กำหนด