GCAP GOLD ระบุราคาทองคำปรับตัวลงแตะระดับ 4,022 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงและเพิ่มความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัว ส่งผลให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งหนุนค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือนและกดดันทองคำในระยะสั้น ขณะเดียวกันสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังทวีความรุนแรง โดยสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 13 มุ่งเป้าไปยังศูนย์บัญชาการทางทหาร คลังเก็บโดรน ระบบสื่อสาร และขีดความสามารถทางทะเล ส่วนอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรตอบโต้ฐานทัพที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน และจอร์แดน รวมถึงกลุ่มฮูตีที่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ความขัดแย้งที่ลุกลามไปยังเส้นทางขนส่งสำคัญยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานและผลักดันราคาน้ำมันขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน นอกจากนี้ การประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 10 ถึง 12.5 เปอร์เซ็นต์จากคู่ค้า 60 ประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเพิ่มความไม่แน่นอนด้านการค้า แม้ความกังวลดังกล่าวจะหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในระยะสั้นก็เป็นบวกต่อค่าเงินดอลลาร์เช่นกัน ส่งผลให้ทองคำยังเสี่ยงปรับฐานก่อนการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า ทางด้านเทคนิค ราคาทองคำไม่สามารถผ่านเส้น EMA 200 บริเวณ 4,160 ดอลลาร์ และอ่อนตัวลงต่อ ขณะที่ MACD พลิกกลับสู่แดนลบ และ RSI ลดลงใกล้ระดับ 41 สะท้อนว่าแรงขายยังได้เปรียบ หากราคาหลุด 4,000 ดอลลาร์ และแนวรับ 3,980 ดอลลาร์ อย่างชัดเจน จะยืนยันภาพลบและเปิดความเสี่ยงต่อการปรับตัวลงลึกขึ้น ส่วนแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 4,090 ถึง 4,125 ดอลลาร์ และแนวต้านสำคัญที่ 4,160 ดอลลาร์ โดยราคาต้องกลับขึ้นยืนเหนือระดับดังกล่าวให้ได้ จึงจะช่วยลดแรงกดดันขาลง สำหรับกลยุทธ์การเทรด ฝั่งเทรดสั้นแนะนำให้รอรีบาวด์และแบ่งขายบริเวณ 4,090 ถึง 4,120 ดอลลาร์ หากไม่สามารถผ่านแนวต้านได้ แล้วค่อยรอจังหวะเข้าซื้อใหม่ใกล้โซนรับ 4,000 ถึง 3,975 ดอลลาร์ ส่วนฝั่งเทรดระยะกลางถึงยาว แนะนำให้รอเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวใกล้ 4,000 ถึง 3,975 ดอลลาร์ หากยังสามารถรักษาฐานแนวรับและเริ่มเห็นสัญญาณแรงซื้อกลับ ด้านทองคำไทย สถานะซื้อ แบ่งขายทำกำไรหากราคารีบาวด์ไม่ผ่านบริเวณ 65,200 ถึง 65,600 บาท