ราคาทองคำในเดือนกรกฎาคมให้ผลตอบแทนเป็นบวก 0.85% ซึ่งเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทองคำโดนแรงเทขายอย่างหนักและให้ผลตอบแทนติดลบติดต่อกัน 4 เดือน โดยเดือนมีนาคมและมิถุนายนให้ผลตอบแทนติดลบสูงถึง 11.5% และ 11.7% ตามลำดับ การที่ราคาทองคำเริ่มทรงตัวได้สะท้อนแรงขายที่ลดลง หลังจากตลาดคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น และความจำเป็นที่เฟดจะต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายนลดลง โดยเฉพาะ CPI และ PPI ที่ชะลอตัวลงและต่ำกว่าตลาดคาดมาก นอกจากนี้ การจ้างงาน NFP เดือนมิถุนายนอ่อนแอเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ในช่วงสงครามอิหร่าน 4 เดือน เม็ดเงิน Fund Flow ไหลออกจากกองทุนอีทีเอฟทองคำสูงถึง 129.1 ตัน เป็นการไหลออกจากกองทุน SPDR รวม 96.25 ตัน แต่ในเดือนกรกฎาคมกองทุน SPDR กลับมามียอดซื้อสุทธิทองคำ 1.9 ตัน ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่น้อยมาก แต่เริ่มมีสัญญาณที่ดี ด้านการแทรกแซงค่าเงินเยน กระทรวงการคลังสหรัฐร่วมกับญี่ปุ่นเข้าซื้อเงินเยนเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม เพื่อพยุงค่าเงินเยนที่อ่อนค่าหนัก หลังจากร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีที่เกือบ 164 เยนต่อดอลลาร์ ถือเป็นการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนร่วมกันครั้งแรกในรอบ 15 ปี และเป็นหนึ่งในการดำเนินการที่ผิดไปจากธรรมเนียมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดเงิน ความผิดปกติไม่ได้อยู่ที่การช่วยพยุงค่าเงินเยนเพียงอย่างเดียว แต่การที่สหรัฐส่งสัญญาณล่วงหน้าว่าอาจเข้าแทรกแซงตลาด ใช้เงินยูโรแทนดอลลาร์ในการซื้อเยน และแม้แต่ภาพบันทึก “To Do: Buy Japanese Yen $5-10 bil.” หรือ สิ่งที่ต้องทำ: ซื้อเงินเยนญี่ปุ่น มูลค่า 5-10 พันล้านดอลลาร์ของสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่หลุดสู่สาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้น วงเงินเพียง 5-10 พันล้านดอลลาร์ถือว่าเป็นวงเงินที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการประเมินว่าญี่ปุ่นใช้เงินมากกว่า 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในการแทรกแซงร่วมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม โดยมี 3 เหตุผลที่สหรัฐต้องช่วยญี่ปุ่นพยุงค่าเงินเยน ได้แก่ 1) ป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศรายใหญ่สุดของสหรัฐ เทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อนำเงินมาซื้อเยน ซึ่งอาจผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับสูงขึ้น หลัง Bond Yield สหรัฐ อายุ 30 ปีเพิ่มขึ้นแตะ 5.28% สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2007 หรือในรอบ 19 ปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐปรับสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ก่อนหน้านี้สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เคยย้ำถึงความสำคัญของการไม่ปล่อยให้ Bond Yield พุ่งสูงเกินไป 2) สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าสหรัฐ และลดการขาดดุลการค้า และ 3) ช่วยลดความเสี่ยงที่ความผันผวนของค่าเงินเยนและตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นจะลุกลามไปสู่ระบบการเงินโลก จนเกิดเป็นวิกฤตตลาดพันธบัตรทั่วโลก แม้การแทรกแซงจะช่วยให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น ทองคำดูเหมือนจะได้รับผลบวกจากการแทรกแซงเงินเยน ที่ทำให้เงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเยนอ่อนค่าลง ส่วน Bond Yield สหรัฐอายุยาวที่ลดลงบ้าง แต่ทั้งนี้ปัจจัยพื้นฐานยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ไม่แน่ใจว่าผลของการแทรกแซงเงินเยนจะยั่งยืนและได้ผลลัพธ์อย่างที่สหรัฐและญี่ปุ่นต้องการหรือไม่ อย่างไรก็ดีการที่ญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าอาจแทรกแซงเงินเยนอีกในอนาคต และการแทรกแซงร่วมกันระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นมีผลทางจิตวิทยามากกว่าญี่ปุ่นแทรกแซงเพียงลำพัง ช่วยลดแรงเก็งกำไรในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่าการใช้เม็ดเงินเพียงอย่างเดียว ทางด้านเทคนิค ทองคำในเดือนกรกฎาคมพยายามสร้างฐานและเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบ 3,960-4,200 ดอลลาร์ ฮั่วเซ่งเฮงมองว่าเป็นการสะสมพลังเพื่อที่จะปรับตัวขึ้นได้ต่อ ซึ่งทองคำสามารถทะลุผ่านกรอบด้านบนที่ 4,200 ดอลลาร์ได้เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ทำให้เกิดสัญญาณซื้อในระยะสั้นและราคาทองคำทางด้านเทคนิคมีโมเมนตัมแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ต่อ มีแนวต้านที่ 4,400 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวต้านของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA 100 วัน ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวต้านของเส้น SMA 200 วัน ถ้าทะลุผ่าน 4,500 ดอลลาร์ขึ้นไปได้ คาดทองคำมีโอกาสปรับขึ้นได้แรงและจะกลับเป็นขาขึ้นได้ในระยะยาว ส่วนกรอบด้านล่างคาดจะขยับขึ้น ทำให้คาดแนวรับอยู่ที่ 4,200 ดอลลาร์ และ 4,100 ดอลลาร์ ทองไทยมีแนวรับที่ 66,000 บาท และ 65,000 บาท ส่วนแนวต้าน 68,000 บาท และ 69,000 บาท ปัจจัยหนุนราคาทองคำในระยะสั้น คือ การคาดหวังว่าอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และสหรัฐ – อิหร่านจะพักรบเพื่อเจรจาสันติภาพกัน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับลดลง 20% หลังจากที่ขึ้นไปแตะ 100 ดอลลาร์ในเดือนที่แล้ว ทำให้ตลาดออกจากโหมดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อสูง ถึงแม้ว่าเงินเฟ้อ CPI, PPI ในเดือนกรกฎาคมที่จะประกาศในช่วงกลางเดือนนี้คาดจะเร่งตัวสูงขึ้นก็ตาม ตลาดยังไม่เชื่อว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างรุนแรง ปัจจัยที่คาดราคาน้ำมันจะไม่พุ่งแรง คือ จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ลดการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างมากลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี สะท้อนว่าการบริโภคน้ำมันชะลอตัวจากเศรษฐกิจอ่อนแรง การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โรงกลั่นลดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป สหรัฐผลิตน้ำมันได้มากเป็นประวัติการณ์ กำลังการผลิตของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ 13.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน พร้อมกับมีการระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และการประสานกับประเทศผู้บริโภคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาด รวมราว 400 ล้านบาร์เรล และความไม่แน่นอนของทรัมป์ ทำให้นักเก็งกำไรไม่กล้าเดิมพัน ทรัมป์ส่งสัญญาณสลับไปมา บางช่วงพูดถึงการเจรจา บางช่วงเพิ่มการโจมตี บางช่วงระบุว่าการขนส่งผ่าน Hormuz กลับมาได้ ทำให้กองทุนจำนวนมากไม่กล้าสร้างสถานะ Long น้ำมันขนาดใหญ่ ส่งผลให้แรงเก็งกำไรที่มักเร่งราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตมีน้อยกว่าที่คาด ส่วนปัจจัยที่ต้องระวัง คือ การเจรจาสันติภาพสหรัฐ – อิหร่านที่ยังยืดเยื้อ และสงครามอิหร่านที่ยังไร้ทางออก ประเด็นเรื่องการบริหารช่องแคบฮอร์มุซที่ทางสหรัฐไม่เห็นด้วยให้อิหร่านและโอมานเข้ามาบริหารจัดการ