Goldman Sachs Group IncGoldman Sachs research cited on Japan's FX intervention capacity; no direct impact on Goldman's business.

โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่าญี่ปุ่นยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราเพื่อพยุงค่าเงินเยนได้อีกหลายรอบ หลังการแทรกแซงครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยญี่ปุ่นมีทุนสำรองในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ และยังสามารถเข้าถึงกลไก FIMA Repo Facility ของธนาคารกลางสหรัฐเพื่อเพิ่มสภาพคล่องสำหรับการดำเนินมาตรการได้ คาเรน ฟิชแมน นักกลยุทธ์ของโกลด์แมน แซคส์ รีเสิร์ช ระบุว่า ในทุนสำรองสกุลดอลลาร์ของญี่ปุ่นราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ มีประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์อยู่ในรูปเงินสดหรือสินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดเงินที่อาจถูกนำมาใช้ในการแทรกแซงตลาดเมื่อเดือนกรกฎาคม โกลด์แมน แซคส์ จึงประเมินว่าญี่ปุ่นมีเงินพร้อมใช้มากพอที่จะดำเนินมาตรการซื้อเยนในขนาดใกล้เคียงกับครั้งที่ผ่านมาได้อีกประมาณ 2 รอบ แม้ในทางปฏิบัติโตเกียวไม่น่าจะนำเงินทั้งหมดมาใช้ก็ตาม ญี่ปุ่นและสหรัฐเข้าแทรกแซงตลาดร่วมกันในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม หลังเงินเยนอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ทศวรรษ และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 ที่สหรัฐเข้าร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนค่าเงินเยน โดยในช่วง 2 วันแรกของปฏิบัติการเดือนกรกฎาคม ญี่ปุ่นอาจใช้เงินมากถึง 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นการแทรกแซงตลาดเงินตราในช่วง 2 วันที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของญี่ปุ่น หากไม่นับการดำเนินการในเดือนตุลาคม 2554 หลังเหตุภัยพิบัติฟุกุชิมะ หลังการแทรกแซง เงินเยนแข็งค่าผ่านระดับเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ประมาณ 158 เยนต่อดอลลาร์ แต่แรงแข็งค่าดังกล่าวเริ่มจางลง โดยล่าสุดเงินเยนอ่อนกลับมาใกล้ระดับสำคัญที่ 160 เยนต่อดอลลาร์ และคืนกำไรจากการแทรกแซงไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง ฟิชแมนมองว่า การแทรกแซงค่าเงินไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน แต่เป็นเพียงการซื้อเวลา โดยก่อนหน้านี้ หลังญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงฝ่ายเดียวในเดือนเมษายนและพฤษภาคม เงินเยนก็กลับไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีอีกครั้งภายในเวลาไม่กี่เดือน อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงอีกครั้งกำลังทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเงินเยนอ่อนเข้าใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ เนื่องจากตลาดออปชันยังสะท้อนความกังวลว่าเงินเยนอาจแข็งค่าขึ้นอย่างฉับพลันหากทางการเข้าดำเนินการ ปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงตลาดอีกหรือไม่ คือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น ซึ่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอัตราแลกเปลี่ยน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.690% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีอยู่ที่ 2.839% ทำให้สินทรัพย์สหรัฐยังให้ผลตอบแทนสูงกว่า และสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนถือครองดอลลาร์มากกว่าเยน ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักประมาณ 65% ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน พร้อมคาดว่าจะมีการคุมเข้มนโยบายรวมประมาณ 0.40% ภายในสิ้นปี โกลด์แมน แซคส์ เตือนว่า หากธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดในเดือนกันยายน อาจสร้างแรงกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลงอีก และเพิ่มความเป็นไปได้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องกลับเข้าแทรกแซงตลาด นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด หากต้องการเปลี่ยนแรงจูงใจจากส่วนต่างผลตอบแทนที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เงินเยนอ่อนค่าราว 45% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อีกตัวแปรสำคัญอยู่ที่สหรัฐฯ หากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาอ่อนแอกว่าคาด อาจลดแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม และช่วยลดส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อเงินเยน ข้อมูลล่าสุดพบว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อน สอดคล้องกับที่ตลาดคาด ขณะที่เงินเฟ้อรายปีชะลอลงเหลือ 3.4% จาก 3.5% ในเดือนมิถุนายน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลดลงหลังการเปิดเผยข้อมูล อย่างไรก็ตาม โกลด์แมน แซคส์ มองว่า หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ หรือการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น ผิดไปจากที่ตลาดคาด นักลงทุนอาจเพิ่มการคาดการณ์ว่า ญี่ปุ่นและสหรัฐจะกลับเข้าแทรกแซงค่าเงินอีกครั้ง โดยเฉพาะหากเงินเยนกลับมาอ่อนค่าทะลุระดับสำคัญบริเวณ 160 เยนต่อดอลลาร์
Goldman Sachs Group IncGoldman Sachs research cited on Japan's FX intervention capacity; no direct impact on Goldman's business.