นายเซจิ อาดาจิ อดีตกรรมการบริหารธนาคารกลางญี่ปุ่นแสดงความเห็นว่า หากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวขึ้นเกินร้อยละ 3 มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะร้องขอให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเพิ่มวงเงินซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยมองจากมุมความยั่งยืนทางการคลัง ระดับร้อยละ 3.0 ถึง 3.5 ถือเป็นเส้นตายที่รัฐบาลต้องปกป้องไว้ สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่นนั้น นายอาดาจิคาดว่า หากปรับขึ้นอีกเพียงครั้งเดียวจนอัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับร้อยละ 1.25 ก็จะถือว่ายุทธศาสตร์การออกจากนโยบายผ่อนคลายพิเศษสิ้นสุดลง หลังจากนั้นจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินตามปกติโดยยึดกฎเทย์เลอร์เป็นหลัก เขาชี้ว่าปัจจัยที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวขึ้นในขณะนี้มาจากส่วนชดเชยความเสี่ยงทางการคลังล้วน ๆ และตลาดมีความกังวลอย่างยิ่งต่อวินัยทางการคลังในอนาคต โดยเมื่อวันที่ 9 ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยระยะยาวแตะระดับร้อยละ 2.900 ชั่วคราว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 1996 นายอาดาจิอธิบายว่า หากนำอัตราการเติบโตที่แท้จริงร้อยละ 1 บวกกับอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 2 จะได้อัตราการเติบโตในรูปตัวเงินที่ร้อยละ 3 ดังนั้นระดับประมาณร้อยละ 3 ถึง 3.5 จึงเป็นเส้นตายเพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีนโยบายที่จะตอบสนองอย่างยืดหยุ่น เช่น เพิ่มการซื้อพันธบัตรรัฐบาล หากอัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว นายอาดาจิระบุว่า ขึ้นอยู่กับจังหวะการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาว รัฐบาลอาจร้องขอให้เพิ่มการซื้อพันธบัตรรัฐบาลก็เป็นได้ พร้อมกล่าวว่า การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นแยกการซื้อพันธบัตรออกจากการดำเนินนโยบายการเงินก็เป็นผลดีต่อรัฐบาลเช่นกัน ในด้านการดำเนินนโยบายการเงิน เขามองว่า หากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งจนอัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะร้อยละ 1.25 นโยบายการออกจากมาตรการพิเศษจะสิ้นสุดลง หลังจากนั้นจะเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินนโยบายการเงินตามปกติโดยยึดกฎเทย์เลอร์ และเมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อที่รวมผลกระทบจากมาตรการรับมือราคาสินค้าสูงของรัฐบาลแล้ว คาดว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึงประมาณร้อยละ 1.5 การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปน่าจะอยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่งระหว่างเดือนตุลาคมถึงมกราคมปีหน้า หลังจากนั้นในปีหน้าอาจปรับขึ้นอีกหนึ่งครั้ง หรือในบางกรณีอาจสองครั้ง ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก นายอาดาจิมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางในรูปตัวเงินเมื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.25 และหากธนาคารกลางญี่ปุ่นยกเลิกการใช้คำว่าการปรับสมดุลการผ่อนคลายเมื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับร้อยละ 1.25 นั่นหมายความว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเข้าใกล้อัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางแล้ว และต่อจากนี้จะเข้าสู่ท่าทีการคุมเข้มทางการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ พร้อมชี้ว่าจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเร่งเร็วขึ้นได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์