HSBC Holdings PLCHSBC is considering consolidating Singapore businesses to reduce complexity, part of a broader restructuring; impact unclear as it may cut costs but also involves significant changes.

HSBC Holdings Plc กำลังพิจารณาปรับโครงสร้างธุรกิจในสิงคโปร์ครั้งใหญ่ โดยมีแผนรวมบริการธนาคารหลักหลายประเภทให้อยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียว เพื่อทำให้โครงสร้างองค์กรเรียบง่ายขึ้น ท่ามกลางการปรับโครงสร้างธุรกิจทั่วโลกที่ดำเนินมาตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แผนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจะนำธุรกิจ Wholesale Banking, Retail Banking และ Private Banking ของ HSBC ในสิงคโปร์มารวมไว้ภายใต้หน่วยงานเดียว จากปัจจุบันที่ดำเนินงานผ่านโครงสร้างหลายส่วน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ HSBC นับตั้งแต่ Georges Elhedery เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมื่อเดือนกันยายน 2567 โดย HSBC ได้ทยอยปิด ควบรวม และขายธุรกิจหลายแห่ง เพื่อทำให้โครงสร้างองค์กรมีความคล่องตัวและลดต้นทุน ล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม HSBC ตกลงขายธุรกิจประกันภัยในสิงคโปร์มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โฆษก HSBC ระบุว่าธนาคารยังคงทบทวนโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อหาโอกาสในการลดความซับซ้อน แต่ยืนยันว่า นิติบุคคลด้านธนาคารทั้งหมดของ HSBC ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยังอยู่ภายใต้การถือครอง การบริหาร และโครงสร้างการแก้ไขปัญหาของ The Hongkong and Shanghai Banking Corporation Ltd. เช่นเดิม และไม่มีแผนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในส่วนดังกล่าว ทั้งนี้ HSBC จัดตั้ง HSBC Bank (Singapore) Ltd. เป็นนิติบุคคลท้องถิ่นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 เพื่อดำเนินธุรกิจธนาคารรายย่อยและบริหารความมั่งคั่งในสิงคโปร์ ขณะเดียวกันยังมีสาขาที่ดำเนินงานแยกต่างหากผ่าน The Hongkong and Shanghai Banking Corporation ซึ่งเป็นนิติบุคคลหลักของ HSBC ในเอเชีย แม้กำลังพิจารณาปรับโครงสร้าง ธนาคารยังเดินหน้าลงทุนในสิงคโปร์ โดยมีแผนจัดตั้งศูนย์ AI ระดับโลก (Global AI Center) และเตรียมจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์มากกว่า 100 คน สะท้อนว่าสิงคโปร์ยังเป็นหนึ่งในตลาดเชิงยุทธศาสตร์ของ HSBC ในภูมิภาค การพิจารณาปรับโครงสร้างในสิงคโปร์เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการที่ HSBC มีธุรกิจและรายได้กระจุกตัวอยู่ในฮ่องกงในระดับสูง ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเพิ่มขึ้น ในบรรดาธนาคารระดับโลก HSBC ถือเป็นธนาคารที่มีความเสี่ยงเชื่อมโยงกับฮ่องกงมากที่สุด โดยฮ่องกงยังเป็นแหล่งกำไรที่ใหญ่ที่สุดของธนาคาร HSBC ยังขยายธุรกิจในฮ่องกงเพิ่มเติมในปีนี้ หลังเสร็จสิ้นการนำ Hang Seng Bank ออกจากตลาดหลักทรัพย์ผ่านดีลมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ HSBC ยังเป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ 3 แห่งที่มีสิทธิออกธนบัตรในฮ่องกง ตัวเลขผลประกอบการสะท้อนความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสองตลาด โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ธุรกิจ HSBC ในสิงคโปร์สร้างกำไรก่อนหักภาษี 774 ล้านดอลลาร์ เทียบกับธุรกิจในฮ่องกงที่สร้างกำไรก่อนภาษีสูงถึง 7.8 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าสิงคโปร์ประมาณ 10 เท่า ด้านจำนวนพนักงาน HSBC มีพนักงานในฮ่องกงมากกว่า 30,000 คน และมียอดสินเชื่อ Wholesale Banking ประมาณ 1.44 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี ขณะที่สิงคโปร์มีพนักงานประมาณ 3,600 คน และยอดสินเชื่อ Wholesale Banking อยู่ที่ 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์ การรวมโครงสร้างธุรกิจในสิงคโปร์ไม่ใช่แนวทางใหม่สำหรับธนาคารระดับโลก โดยเมื่อปี 2562 คู่แข่งอย่าง Standard Chartered เคยรวมการดำเนินงานไว้ภายใต้บริษัทลูกที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ เพื่อสร้างโครงสร้างศูนย์กลางคู่ระหว่างสิงคโปร์และฮ่องกง พร้อมลดความซับซ้อนของเครือข่ายและควบคุมต้นทุน สำหรับ HSBC แผนปรับโครงสร้างที่กำลังพิจารณาจึงเป็นอีกส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ลดความซับซ้อนและต้นทุนทั่วโลก ขณะเดียวกันก็เกิดขึ้นในช่วงที่ธนาคารยังเดินหน้าลงทุนด้าน AI ในสิงคโปร์ และต้องบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดฮ่องกงซึ่งยังเป็นฐานกำไรหลักของกลุ่ม
HSBC Holdings PLCHSBC is considering consolidating Singapore businesses to reduce complexity, part of a broader restructuring; impact unclear as it may cut costs but also involves significant changes.
Standard Chartered PLC