ทีมกู้ภัยเนปาลเร่งสร้างสะพานชั่วคราวและเปิดปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลแถบเทือกเขาหิมาลัย หลังมหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มจากธารน้ำแข็งพังทลายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตพุ่งแตะ 987 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกราว 4,000 คน ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติ 583 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่มุ่งเป้าช่วยเหลือคนงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ยังติดค้างอยู่ใต้อุโมงค์อีกอย่างน้อย 639 คน โดยจุดวิกฤตอยู่ที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำตรีศูลีในเขตรสุวา ซึ่งอาซิช กูรุง มัคคุเทศก์ภูเขาที่ร่วมทีมกู้ภัยเผยว่าดินโคลนทับถมปิดปากทางจนไม่สามารถเดินเท้าเข้าไปได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรกเตอร์และรถแบคโฮ แต่หน้างานมีเครื่องจักรเพียง 2 คัน คันหนึ่งพังเสียหาย อีกคันกำลังซ่อมแซม และคาดว่ามีผู้ติดค้างอยู่ข้างในถึง 500 คน ก่อนหน้านี้ทีมกู้ภัยสามารถช่วยคนงานออกมาได้แล้ว 279 คนจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง เจ้าหน้าที่เปิดเส้นทางเข้าสู่เขตนวโกฏซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เสียหายหนักที่สุดได้แล้ว โดยบิปิน เรคมี เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่าทีมค้นหากู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ถึง 24 รายจากบ้านเพียงหลังเดียวในหมู่บ้านเวตรวดี นายกรัฐมนตรีบาเลนทรา ชาห์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อคืนวันจันทร์ว่าช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้แล้วกว่า 11,000 คน และเริ่มกู้ระบบไฟฟ้ากับการสื่อสารคืนมาได้ในบางจุด โดยภัยพิบัติครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของรัฐบาลชาห์ที่เพิ่งบริหารประเทศได้เพียง 6 เดือน แม้เนปาลปฏิเสธรับทีมกู้ภัยทั่วไปจากต่างชาติ แต่ได้ร้องขอเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น เครื่องตรวจจับสัญญาณชีพ ตู้แช่ขนาดใหญ่สำหรับเก็บรักษาร่างผู้เสียชีวิต และสะพานโครงเหล็กชั่วคราว จีนเร่งเปิดเส้นทางเลียบชายแดนเนปาลในช่องแคบหุบเขาสูงชัน พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ DNA รวมถึงสิ่งของบรรเทาทุกข์ โดรน และเครื่องกรองน้ำ ด้านเกาหลีใต้ส่งทีมกู้ภัยฉุกเฉิน 44 นายลงพื้นที่เขตรสุวา หลังมีแรงงานชาวเกาหลีใต้สูญหายในโครงการโรงไฟฟ้า 9 คน สำหรับพันธมิตรนานาชาติที่มาช่วยเหลือเนปาลนั้น มีอินเดียและจีนเป็นแกนนำหลัก ร่วมด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สหภาพยุโรป และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมียอดเงินช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าเนปาลแล้วกว่า 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายกฯ ชาห์ระบุว่าหายนะครั้งนี้ส่งสัญญาณเตือนภัยถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นบนเทือกเขาหิมาลัย และถึงเวลาแล้วที่ต้องหยิบยกภัยพิบัติจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นมาหารือในเวทีโลกอย่างจริงจัง สอดคล้องกับสื่อทางการจีนที่ระบุว่ามหาอุทกภัยครั้งนี้เกิดจากความไม่มั่นคงของธารน้ำแข็งภายใต้ผลกระทบระยะยาวของภาวะโลกร้อน