บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า PTT รักษาความมั่นคงทางพลังงานไว้ได้ แม้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์กระทบขนส่งพลังงานขยายวงมากขึ้น หนุนจากความสามารถของธุรกิจ Trading ที่สามารถเข้าถึงแหล่ง supply ทั่วโลก โดยบริษัทยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบ และ feedstock ให้ธุรกิจ downstream ทำการผลิตได้ต่อเนื่อง u-rate โรงกลั่นในเครือ 1H26 103% (ช่วงปกติ 1H25 104%) Vs. ในภูมิภาคที่มีการลด run 8-17% นำโดยโรงกลั่นจีน รวมถึงฝั่งปิโตรเคมี u-rate โอเลฟินส์ 1H26 เพิ่มมาที่ 86% Vs. 1H25 80% ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น จาก supply ตึงตัว ต่อเนื่อง คงเป้าขยายธุรกิจ Trading ต่อเนื่องในระยะยาว มุ่งกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงขยายการค้าไปเชื้อเพลิงอื่นมากขึ้น โดยคงเป้าเพิ่มปริมาณค้า LNG ราว 3 เท่าตัวภายใน 2030 เป็น 10 mta Vs. 1H26 1.75 mta และเป้า 2026 ที่ 3.7 mta สร้างกระแสเงินสดได้มากขึ้น หนุนจากเกือบทุกธุรกิจ อยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น โดย 1H26 EBITDA และ กำไรสุทธิ +55% / 75% y-y ตามลำดับ หนุนจาก supply พลังงานที่ตึงตัวจากการปิดฮอร์มุซ ส่งให้ i) ธุรกิจ E&P ที่อัตรากำไรเพิ่มตามราคาน้ำมันดิบ ii) ธุรกิจก๊าซฯ นอกจากต้นทุนที่ลดลงจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ราคาขายอ้างอิงเพิ่มขึ้นด้วย iii) ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ค่าการกลั่น และ product spread ฟื้น ซึ่งปัจจัยข้างต้นยังหนุน y-y ต่อเนื่องใน 2H26F ส่งให้แนวโน้มการสร้างกระแสเงินสดดีขึ้น ส่งให้ net debt/EBITDA มีแนวโน้มลดต่อเนื่องจาก 1H26 ที่ลดเป็น 1.26 เท่า Vs. 2025 ที่ 1.75 เท่า และมีสภาพคล่องส่วนเกินในการจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ไม่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม คงแผน Asset monetization และการหา strategic partner ลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว คงเป้าทำ Asset monetization ราว 1 แสนลบ. ใน 2025-27 (2025-1H26 ทำแล้ว 1.8 หมื่นลบ.) เพื่อนำสภาพคล่องมาลดภาระหนี้เพิ่มความสามารถในการรองรับความผันผวนของธุรกิจในระยะยาว และ ii) คงแผนหา strategic partner / Genesis เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านการจัดหา feedstock และแหล่งเงินทุนในระยะยาว คาดความคืบหน้าเลื่อนไปใน 2027 จากสงครามในตะวันออกกลางและการแทรกแซงจากภาครัฐกระทบการเจรจา มอง slightly positive ต่อPTT จากแนวโน้มที่ผู้บริหารอยู่ระหว่างพิจารณาให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากขึ้นตามสภาพคล่องส่วนเกิน ส่งให้แนวโน้มปันผล 2026F ที่คาดราว 2.3 บาท/หุ้น หรือ yield 5.6% สูงใกล้เคียงกับ 2025 ที่มีการจ่ายปันผลพิเศษมีความเป็นไปได้มากขึ้น และอาจมี upside ได้ (Vs. คาด PTTEP และ TOP มี dividend yield ไม่ต่ำกว่า 6-7%) ส่วนแนวโน้มข้อสรุป strategic partner / Genesis ที่ล่าช้าในช่วงสงครามฯ ไม่ได้เหนือกว่าคาด และเราคงมุมมองว่าไม่ได้ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของ PTT และบริษัทในเครือลดลง รวมถึงเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจามากขึ้น จากสถานะของธุรกิจในปัจจุบันที่แข็งแกร่งมากขึ้นคงมุมมองกำไรปกติ 3Q26F โต y-y ยังหนุนจากเกือบทุกธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ i) การปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ทำให้ feed cost ของโรงแยกก๊าซฯ -17% y-y รวมถึงการปิดฮอร์มุซส่งให้ราคาขายอ้างอิงฯ เพิ่มขึ้น ii) ธุรกิจบริษัทลูกได้แรงหนุนจาก supply ตึงตัวต่อเนื่อง หนุนอัตรากำไรทั้ง PTTEP, TOP, PTTGC, IRPC คงคำแนะนำ Buy ที่ TP27F = 44.5 บ. คงมุมมองธุรกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว ทั้งธุรกิจก๊าซฯ ที่ turnaround จากการปรับโครงสร้างก๊าซฯ รวมถึงธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ supply ตึงตัวมากขึ้นจากกำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามาน้อยลง และการปรับโครงสร้างการผลิตทั่วโลก ทำให้ค่าการกลั่นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี และ spread ปิโตรเคมีฟื้นกลับสู่จุดทำกำไรในระยะยาว หนุนกำไรปกติโตเฉลี่ย 18% CAGR ใน 2026-28F