รายงานเตือนหิมาลัยใกล้จุดพลิกผัน ธารน้ำแข็งละลายเร็ว เสี่ยงกระทบน้ำร้อยล้านคน

MacroIndustry
โดย InfoQuest·NPCN·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

รายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่ในเดือนนี้โดยซิสเทมิก บริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ร่วมกับองค์กรด้านการพัฒนาภูเขาและสิ่งแวดล้อมอีก 3 แห่ง เตือนว่าเทือกเขาหิมาลัยกำลังเข้าใกล้จุดพลิกผัน หลังธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา และคาดว่าภูมิภาคนี้จะเข้าสู่ภาวะปริมาณน้ำแตะจุดสูงสุดหรือ Peak Water ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้ ผลการศึกษาระบุว่าการถอยร่นของธารน้ำแข็งทำให้เกิดทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีความเสี่ยงไม่มั่นคง โดยมีหินและน้ำแข็งกองตัวเป็นแนวกั้นอยู่เหนือหุบเขาซึ่งมีประชาชนหลายล้านคนอาศัยอยู่ ปัจจุบันมีธารน้ำแข็งเพียง 21 แห่งที่ได้รับการตรวจวัดภาคสนาม จากทั้งหมดราว 40,000 แห่งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 8 ประเทศ ตั้งแต่อัฟกานิสถานถึงเมียนมา ขณะที่ในอินเดียพบทะเลสาบธารน้ำแข็งเกือบ 200 แห่งที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง โดย 56 แห่งมีความเสี่ยงสูงมาก รายงานระบุว่าพื้นที่หิมาลัยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจอินเดีย โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของ GDP ประเทศ และแม้คิดเป็นราว 18% ของพื้นที่อินเดีย แต่กลับเป็นพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติประมาณ 35% ของทั้งประเทศ ทั้งนี้ ผลการศึกษามีขึ้นหลังธารน้ำแข็งบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตถล่มลงในช่วงปลายเดือนส.ค. ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันแบบลูกโซ่ลงสู่หุบเขา โดยมีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 1,300 ราย และสูญหายกว่า 5,300 รายในเนปาลและเขตทิเบตของจีน

ผลกระทบต่อหุ้น 0

ผลกระทบต่อธีม 1

บริษัทนอก coverage 1

Systemiqเอกชน± ผสม
ความเกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส.อ.ท. เตือนอุตสาหกรรมรับมือสองความเสี่ยงน้ำ เร่งวางแผนฤดูแล้ง

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ออกโรงเตือนภาคอุตสาหกรรมให้บริหารความเสี่ยงด้านน้ำสองด้านพร้อมกัน ทั้งการรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ในระยะสั้น และความเพียงพอของน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง โดยนายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ระบุว่าฝนที่ตกหนักในบางช่วงไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำเพียงพอ ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่าช่วงวันที่ 18–20 กันยายน 2569 หลายพื้นที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยพื้นที่เสี่ยงจากฝนสะสม 24 ชั่วโมง ได้แก่ พิษณุโลก จันทบุรี ตราด นครพนม น่าน แพร่ กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา ระนอง และสุราษฎร์ธานี ขณะที่ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 มกราคม-13 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,032.6 มิลลิเมตร โดยภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 28 ภาคกลางร้อยละ 18 และภาคตะวันออกร้อยละ 13 ด้านข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 496 แห่ง มีน้ำเก็บกักรวม 55,015 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 72 ของความจุ และมีน้ำใช้การได้ 31,041 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 59 ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 4,210 ล้านลูกบาศก์เมตร ส.อ.ท. แนะนำให้สถานประกอบการจัดทำแผนบริหารน้ำอย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะปกติ ภาวะเฝ้าระวัง และภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมเร่งลดการสูญเสียน้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. อยู่ระหว่างพัฒนา Water Information & Early Warning เพื่อจัดทำ Industrial Water Risk Map และขยายเครือข่าย Water War Room ให้สอดคล้องกับนโยบาย 5I ของ ส.อ.ท. ด้าน I4 Industrial Infrastructure Reform และ I5 Inclusive Sustainability

CenterPoint Energy เปลี่ยนวงเงินสินเชื่อ 2.40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นวงเงินรีโวลเวอร์ 5 ปี 2.20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

CenterPoint Energy, Inc. ได้เปลี่ยนวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนแบบไม่มีหลักประกันเดิมมูลค่า 2.40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนอาวุโสแบบไม่มีหลักประกันระยะ 5 ปี มูลค่า 2.20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนกันยายน 2026 วงเงินใหม่นี้ประกอบด้วยวงเงินกู้ยืมแบบสวิงไลน์และวงเงินย่อยสำหรับหนังสือค้ำประกันแบบสแตนด์บาย มีการขยายกำหนดเวลาครบกำหนด และมีข้อกำหนดที่จำกัดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทไว้ที่ไม่เกิน 67.5% นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดปรับเงื่อนไขในตัวที่อนุญาตให้ใช้leveragedสูงขึ้นชั่วคราว หากเกิดค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สามารถแปลงเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ในพื้นที่ให้บริการของบริษัท วงเงินที่ปรับปรุงใหม่นี้ช่วยรัดความสามารถในการก่อหนี้ลงเล็กน้อย พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ และบริษัทยังได้เสร็จสิ้นระยะที่สองของโครงการ Greater Houston Resiliency Initiative อีกด้วย แผนการดำเนินงานของ CenterPoint Energy คาดการณ์รายได้ 11.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และกำไร 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2029 โดยมีประมาณการมูลค่ายุติธรรมที่ 46.12 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสปรับขึ้น 20%
Simply Wall St·1dอ่านต่อ →

อินโดนีเซียสั่งเข้มโทษเผาป่า ชงกฎหมายฐานก่อการร้ายทางนิเวศ

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดทางกฎหมายและบทลงโทษผู้ที่ใช้วิธีตัดฟันแล้วเผาเพื่อถางพื้นที่ หลังประเทศเผชิญไฟป่ารุนแรงต่อเนื่องหลายสัปดาห์จนเกิดหมอกควันกระทบประเทศเพื่อนบ้าน โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี ปราโบโวกล่าวว่ารัฐบาลจะไม่ผ่อนปรนต่อบุคคลหรือบริษัทที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเกิดไฟป่า พร้อมสั่งให้รัฐมนตรีประจำสำนักเลขาธิการประธานาธิบดีและรัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายพิจารณาแนวทางเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมาย และเสนอให้รัฐบาลหารือกับสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย โดยอาจกำหนดให้การเผาป่าในลักษณะดังกล่าวเข้าข่าย “การก่อการร้ายทางนิเวศ” เนื่องจากเป็นปัญหาร้ายแรง นอกจากนี้ยังสั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นยกเลิกข้อยกเว้นที่อนุญาตให้เกษตรกรรายย่อยใช้ไฟถางพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก และให้ตำรวจดำเนินคดีอาญากับบริษัทที่ฝ่าฝืนมาตรการป้องกันไฟป่า รายงานระบุว่ารัฐบาลอินโดนีเซียระดมอากาศยานมากกว่า 50 ลำปฏิบัติการทิ้งน้ำและทำฝนเทียมเพื่อควบคุมไฟ ขณะที่ญี่ปุ่นส่งเฮลิคอปเตอร์ CH-47 ชีนุกจำนวน 3 ลำเข้าร่วมภารกิจทิ้งน้ำดับไฟเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน สถานการณ์ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงที่สุดในรอบ 11 ปี ท่ามกลางสภาพอากาศจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทำให้ป่าไม้และพื้นที่การเกษตรแห้งแล้งอย่างหนัก โดยเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่หมอกควันส่งผลให้ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น และทำให้คุณภาพอากาศในสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ข้อมูลรัฐบาลระบุว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้ ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ 202,000 เฮกตาร์ หรือเกือบ 500,000 เอเคอร์ ขณะที่ YKAN กลุ่มด้านสิ่งแวดล้อม ประเมินว่าไฟป่าสร้างความเสียหายเพิ่มเติมอีกประมาณ 600,000 เฮกตาร์ หรือ 1.4 ล้านเอเคอร์ในเดือนสิงหาคม ด้านราชา จูลี อันโตนี รัฐมนตรีกระทรวงป่าไม้ของอินโดนีเซีย เตือนว่าไฟป่าอาจยืดเยื้อถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฤดูฝนมีแนวโน้มมาถึงช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้