ซาอุฯ ตุรกี ปากีสถาน เตรียมลงนามข้อตกลงกลาโหมร่วมที่เมกกะ

Geopolitics Impact 4
โดย Money & Banking·SA·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน เตรียมลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมร่วมกันที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในวันศุกร์ ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด หลังหลายประเทศในอ่าวอาหรับเผชิญการโจมตีจากอิหร่าน ภายหลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน แหล่งข่าวในภูมิภาคสองรายที่ทราบเรื่องโดยตรงเปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะมีการลงนามในวันศุกร์ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตุรกียืนยันข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการประกาศรายละเอียดของข้อตกลงต่อสาธารณะในวันเดียวกันหรือไม่ รวมถึงแต่ละประเทศจะมีพันธกรณีด้านการทหารในระดับใด ข้อตกลงครั้งนี้สะท้อนการกระชับความร่วมมือระหว่างสามชาติสำคัญในโลกมุสลิมนิกายสุหนี่ ซึ่งต่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง บทบาทของอิหร่าน และท่าทีด้านความมั่นคงของอิสราเอล ทั้งสามประเทศต่างมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยตุรกีมีกองทัพขนาดใหญ่เป็นอันดับสองขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือเนโท รองจากสหรัฐ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นมหาอำนาจสำคัญในอ่าวอาหรับและหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ส่วนปากีสถานเป็นประเทศมุสลิมเพียงประเทศเดียวที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เดินทางถึงเมืองเจดดาห์เมื่อวันพฤหัสบดี พร้อมด้วย อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ก่อนเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ที่นครเมกกะ ขณะที่ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี เดินทางไปยังเจดดาห์ในวันศุกร์ ผู้นำทั้งสองมีกำหนดพบกับ เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย หลังซาอุดีอาระเบียเผชิญการโจมตีหลายครั้งจากอิหร่าน รวมถึงกลุ่มฮูตีในเยเมนและกองกำลังชีอะห์ในอิรัก นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความขัดแย้งดังกล่าวยังเผยให้เห็นความเปราะบางด้านความมั่นคงของประเทศในอ่าวอาหรับ และกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก่อนสงครามเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจีราวหนึ่งในห้าของโลก ข้อตกลงระหว่างตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถานครั้งนี้เป็นผลจากการเจรจาที่ดำเนินมานานเกือบหนึ่งปี โดยรอยเตอร์เคยรายงานตั้งแต่เดือนมกราคมว่า ตุรกีสนับสนุนการจัดตั้งกรอบความมั่นคงระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและเสถียรภาพ ปัจจุบัน ซาอุดีอาระเบียและปากีสถานมีข้อตกลงด้านความมั่นคงระหว่างกันอยู่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียเคยระบุว่า การโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่งจะถือเป็นการโจมตีทั้งสองประเทศ และข้อตกลงครอบคลุมการใช้ขีดความสามารถทางทหารทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ปากีสถานพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามกับอิหร่าน และเลือกแสดงบทบาทเป็นตัวกลางมากกว่า ความร่วมมือด้านกลาโหมของทั้งสามประเทศมีพื้นฐานมาอย่างยาวนาน ปากีสถานให้การฝึกอบรมและความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่กองทัพซาอุดีอาระเบียมาหลายทศวรรษ ขณะที่ตุรกีและปากีสถานมีความร่วมมือทั้งด้านเรือรบและเครื่องบินฝึก ส่วนในปี 2566 ซาอุดีอาระเบียตกลงซื้อโดรนจากตุรกี ซึ่งในขณะนั้นอังการาระบุว่าเป็นสัญญาส่งออกด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ รอยเตอร์รายงานก่อนหน้านี้ว่า ปากีสถานได้ส่งกำลังทหารประมาณ 8,000 นาย พร้อมเครื่องบินขับไล่ โดรน และระบบป้องกันภัยทางอากาศไปยังซาอุดีอาระเบีย ท่ามกลางสงครามกับอิหร่าน พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศอื่นในอ่าวอาหรับ การลงนามที่นครเมกกะ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของศาสนาอิสลาม จึงมีนัยสำคัญทั้งในเชิงสัญลักษณ์และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเกิดขึ้นในช่วงที่ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของหลักประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐ ท่ามกลางความขัดแย้งที่ลุกลามทั่วภูมิภาค

ผลกระทบต่อหุ้น 0

ผลกระทบต่อธีม 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

5impact 4

สหรัฐ-เดนมาร์ก-กรีนแลนด์ ปิดดีลความมั่นคง เปิดทางกองทัพสหรัฐฯ ประจำการถาวร

เดนมาร์กและกรีนแลนด์ยืนยันว่าข้อตกลงด้านความมั่นคงที่อยู่ระหว่างการจัดทำร่วมกับสหรัฐอเมริกาจะไม่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรเดนมาร์ก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทควบคุมด้านความมั่นคงของกรีนแลนด์ในระยะยาว โดยข้อตกลงจะเปิดทางให้กองทัพสหรัฐฯ เพิ่มบทบาทและการประจำการในกรีนแลนด์อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกำหนดข้อจำกัดไม่ให้ประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นคู่แข่งเข้ามาจัดตั้งฐานทัพ หรือดำเนินการลงทุนในกิจการที่ถูกจัดว่า อ่อนไหว โดยไม่มีความเห็นชอบจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีสิทธิด้านการบินผ่าน การเข้าถึง และการตั้งฐานในกรีนแลนด์อยู่แล้วภายใต้ข้อตกลงตั้งแต่ปี 2494 และข้อตกลงฉบับใหม่จะยกระดับสิทธิดังกล่าวให้มีลักษณะถาวรมากขึ้น ครอบคลุมถึงการจำกัดประเทศนอกกลุ่ม NATO ไม่ให้ตั้งฐานทัพในกรีนแลนด์ รวมถึงการคัดกรองการลงทุนบางประเภท โดยคาดว่าจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า ด้านนายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ย้ำว่าข้อตกลงยังรับรองอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงสิทธิของประชาชนกรีนแลนด์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง ขณะที่ NATO ระบุว่ายินดีต่อข้อตกลง โดยมองว่าจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาคอาร์กติก ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปประกาศแผนลงทุนในกรีนแลนด์วงเงิน 200 ล้านยูโร หรือราว 232 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งไปที่แร่สำคัญ การสื่อสารผ่านดาวเทียม และพลังงานหมุนเวียน พร้อมเสนอเพิ่มงบสนับสนุนกรีนแลนด์ในช่วงปี 2571-2579 เป็น 530 ล้านยูโร จาก 225 ล้านยูโรในกรอบงบประมาณปัจจุบัน
impact 4

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ยูเครน 2.7 พันล้านดอลลาร์

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติข้อเสนอขายอาวุธทางทหารให้ยูเครนวงเงินสูงสุด 2.7 พันล้านดอลลาร์ ตามหนังสือแจ้งต่อสภาคองเกรสเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ 18 กันยายน โดยแพ็กเกจนี้ครอบคลุมการยกระดับระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนอุปกรณ์และบริการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยขีปนาวุธเลียนแบบ S-300 ขีปนาวุธ GAM-67 จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์พิสัยยิงไกลขึ้น ชุดดัดแปลงเครื่องยิงและระบบยิงเคลื่อนที่ รวมถึงเรดาร์ต่อต้านโดรน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรส และยังไม่มีการสรุปข้อตกลงขั้นสุดท้าย หากการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ ยูเครนจะใช้เงินสนับสนุนจากประเทศยุโรปร่วมกับงบประมาณกองทุนสนับสนุนการจัดหาอาวุธทางทหารแก่ต่างประเทศ หรือ Foreign Military Financing ของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการจัดสรรไว้ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าเงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ สำหรับการซื้อขายครั้งนี้จะถูกนับเป็นเงินสมทบทุนให้แก่กองทุนเพื่อการลงทุนเพื่อฟื้นฟูยูเครน หรือ Ukraine Reconstruction Investment Fund ภายใต้ข้อตกลงชดเชยเงินคืนในอัตรา 1 ต่อ 1 ซึ่งกองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงด้านแร่ธาตุที่สหรัฐฯ และยูเครนลงนามร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว ทั้งนี้ ข้อเสนอขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามผลักภาระค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนยูเครนให้ประเทศยุโรปรับผิดชอบมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน ทรัมป์ระบุว่าจะขอให้ประเทศยุโรปชดใช้เงินแก่สหรัฐฯ สำหรับความช่วยเหลือทางทหารและกระสุนที่สหรัฐฯ เคยส่งมอบให้ยูเครน และยังมีขึ้นหลังทรัมป์ลงนามในกฎหมายเมื่อวันศุกร์ ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ขณะที่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อต้นปี 2565 และทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะยุติความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีที่แล้ว แต่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป แม้ผ่านพ้นช่วง 20 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาแล้ว
2impact 4

ทรัมป์ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย-อิหร่าน ให้อำนาจเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 100%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจขยายมาตรการคว่ำบาตร การเรียกเก็บภาษีศุลกากร และข้อห้ามต่าง ๆ ต่อรัสเซีย พร้อมต่ออายุมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีอยู่เดิม กฎหมายซึ่งมีชื่อว่า Lindsey O. Graham Sanctioning Russia and Iran Act of 2026 กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัสเซีย ธนาคารรัสเซีย และเรือที่ใช้ขนส่งพลังงานจากรัสเซีย อีกทั้งให้อำนาจทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 100% กับสินค้าจาก 5 ประเทศที่นำเข้าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมากที่สุด นอกจากนี้ยังขยายอายุของกฎหมายคว่ำบาตรอิหร่าน หรือ Iran Sanctions Act ออกไปอีก 5 ปี เพื่อคงมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปยังภาคพลังงานและอาวุธของอิหร่าน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน หลังจากวุฒิสภามีมติผ่านร่างกฎหมายนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นผลงานสำคัญที่สืบทอดเจตนารมณ์ของลินด์ซีย์ เกรแฮม อดีตวุฒิสมาชิกผู้ผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังล้มป่วยกะทันหันได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวเผชิญความเห็นแตกแยกในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าในวุฒิสภา โดยสมาชิกพรรคเดโมแครต 3 คนในสภาผู้แทนราษฎรระบุในแถลงการณ์ร่วมเมื่อไม่นานมานี้ว่า กฎหมายฉบับนี้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเพิ่มอำนาจให้ทรัมป์ในการกำหนดภาษีศุลกากรอย่างมาก แต่ไม่ได้บังคับให้เขาใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย