ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ประกาศปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับหุ้นสามัญเข้าจดทะเบียนสำหรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ New Economy มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 โดยเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ของตลาดหุ้นไทย มุ่งเปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีศักยภาพสูงและบริษัทต่างชาติระดมทุนได้ง่ายขึ้น แทนการเน้นดูรายได้ในอดีต นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การปรับปรุงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปี ระหว่างปี 2569 ถึง 2571 ภายใต้วิสัยทัศน์ The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities สำหรับเกณฑ์ใหม่ในกลุ่ม New Economy ได้ปรับลดมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดขั้นต่ำกรณีปกติในตลาด SET ลงเหลือไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท จากเดิม 7,500 ล้านบาท และตลาด mai เหลือไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท จากเดิม 2,000 ล้านบาท พร้อมลดระยะเวลาประวัติการมีรายได้จากการดำเนินงานของ SET เหลือย้อนหลัง 2 ปี ขณะที่ช่องทางพิเศษ Special Track ร่วมกับ BOI สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจะลดเกณฑ์ Market Cap ขั้นต่ำเหลือไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาทสำหรับ SET และไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทสำหรับ mai โดยต้องการ Track Record รายได้ย้อนหลังเพียงอย่างน้อย 1 ปี และปรับเงื่อนไขรายได้จากธุรกิจ New Economy เป็นรายได้หลักในปีล่าสุดที่สัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม แทนเกณฑ์เดิมที่บังคับสูงถึง 50% หรือ 5,000 ล้านบาท สำหรับบริษัทใน SET ด้านบริษัทต่างประเทศที่ระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศอยู่แล้วสามารถใช้เกณฑ์ Secondary Listing ได้ โดยผ่อนคลายสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในกลุ่มประเทศ Unrecognized Country หรือตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่ ก.ล.ต. ยอมรับ ลดสัดส่วนการเสนอขายหุ้น IPO ในไทยลงเหลือเพียงมี Market Cap ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท หรือไม่น้อยกว่า 5% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า ส่วนเงื่อนไขการห้ามขายหุ้นภายหลังเข้าจดทะเบียน หรือ Silent Period กำหนดให้ผู้มีส่วนร่วมในการบริหารห้ามขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 100% หลัง IPO ในสัดส่วนรวมกันไม่ต่ำกว่า 30% ของทุนชำระแล้ว แต่ผ่อนปรนระยะเวลา Lock-up Period สำหรับบริษัทที่ยังไม่มีกำไรลงเหลือเพียง 2 ปี จากเดิม 3 ปี และอนุญาตให้ทยอยขายได้ 25% ในทุกๆ 6 เดือน นายอัสสเดช ยืนยันว่าการปรับปรุงครั้งนี้ไม่ได้เป็นการลดมาตรฐานการคัดกรองความเสี่ยง เนื่องจากบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาแล้วระดับหนึ่ง และ ก.ล.ต. ยังคงกำกับดูแลด้านงบการเงินและการตรวจสอบรายการระหว่างกันอย่างเข้มงวด โดยกระบวนการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงาน ก.ล.ต. และ BOI ซึ่ง ก.ล.ต. อยู่ระหว่างพิจารณาขั้นตอนการอนุมัติหุ้น IPO ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาพิจารณาอนุมัติ Filing เหลือเพียงประมาณ 100 วัน หรือราว 3-4 เดือน