สหรัฐอเมริกาประกาศระงับการนำเข้าสินค้าจากแคนาดาเป็นวงกว้าง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2569 ถือเป็นจุดแตกหักครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ มาตรการนี้ตามหลังการที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษี 50% ต่อสินค้านำเข้าจากแคนาดามูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนที่ผ่านมา และแคนาดาตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ โดยเริ่มมีผลหลังเที่ยงคืนของวันอังคารที่ 8 กันยายน รายการสินค้าที่ถูกห้ามนำเข้ารอบนี้ครอบคลุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกือบทั้งหมด ทั้งเบียร์ ไวน์ วิสกี้ เบอร์เบิน รัม วอดก้า เวอร์มุต เตกีลา เมซคาล และบรั่นดี รวมถึงรถจักรยานยนต์ และผลิตภัณฑ์กลุ่มนมและวัตถุดิบแปรรูปอย่างเวย์โปรตีน อินเวิร์ต โมลาส กากน้ำตาลอ้อย และเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ขณะที่สหรัฐฯ ยังเพิ่มภาษีในอัตราสูงถึง 50% สำหรับชีสหลายชนิด ตลอดจนกระดาษ อะลูมิเนียม ไม้ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ส่องสว่าง และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาจาก 25% เป็น 50% ในวันที่ 1 มกราคม ยังคงมีผลบังคับใช้ ด้านนายกรัฐมนตรีแคนาดาเรียกร้องให้ประเทศลดการพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุด และย้ำผ่านวิดีโอบน YouTube ว่าแคนาดามีศักยภาพพอที่จะสร้างความรุ่งเรืองได้ด้วยตัวเอง แม้มาตรการตอบโต้จะแลกมาด้วยต้นทุนสูง ขณะที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการค้าระดับทวิภาคียืนยันว่าภารกิจสูงสุดของรัฐบาลในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมาคือการปกป้องเกษตรกรและภาคธุรกิจแคนาดา ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วนี้สร้างข้อกังขาต่ออนาคตของข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา แม้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และรัฐมนตรีแคนาดาจะมีกำหนดหารือกันอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้