ทำเนียบขาวสหรัฐเปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 13 ว่า สหรัฐกำลังสูญเสียรายได้ภาษีศุลกากรประมาณ 1.9 หมื่นล้านถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี จากการส่งออกอ้อมที่เลี่ยงภาษีโดยส่งสินค้าจีนผ่านประเทศที่สามก่อนนำเข้าสหรัฐ รายงานดังกล่าวจัดทำโดยปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาอาวุโสประจำทำเนียบขาวด้านการค้าและการผลิต และระบุประเทศประมาณ 40 ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นจุดส่งออกอ้อมโดยมิชอบ โดยในประเทศเหล่านี้มีกรณีที่สินค้าชิ้นส่วนจากจีนถูกแปรรูปเพียงเล็กน้อย เปลี่ยนฉลาก หรือบรรจุใหม่ แล้วเปลี่ยนแหล่งกำเนิดสินค้าก่อนส่งออกไปยังสหรัฐ รายงานอธิบายว่า มูลค่าการส่งออกอ้อมที่ประเมินจากข้อมูลภาคเอกชนและภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 3.4 หมื่นล้านถึง 3.03 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ในกรณีกลางได้สมมติการส่งออกอ้อมไว้ที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และคำนวณจากฐานดังกล่าวว่าสหรัฐสูญเสียรายได้ภาษีศุลกากรปีละ 1.9 หมื่นล้านถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หากนำเข้าสินค้าจีนผ่านเม็กซิโกหรือแคนาดา อาจหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรได้ทั้งหมด รายงานระบุว่า การส่งออกอ้อมมูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ส่งผลให้สหรัฐสูญเสียการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมกันประมาณ 450,000 ตำแหน่ง จากข้อมูลของสำนักงานสำมะโนสหรัฐ มูลค่านำเข้าจากจีนในปี 2025 ลดลงเหลือ 3.087 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี ขณะที่การนำเข้าจากเม็กซิโกและเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รายงานอ้างว่า ผลจากภาษีศุลกากรต่อจีนของรัฐบาลทรัมป์ทำให้การนำเข้าโดยตรงจากจีนลดลง แต่การส่งออกอ้อมผ่านประเทศที่สามอาจขยายตัวขึ้น รายงานระบุว่า ปัจจุบันสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐได้นำระบบเฝ้าระวังที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์มาใช้เพื่อเพิ่มการตรวจจับการส่งออกอ้อม โดยโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงวิเคราะห์ข้อมูลฉลากตู้คอนเทนเนอร์ รูปแบบการบรรจุ และภาพเอกซเรย์ เพื่อตรวจจับความไม่สอดคล้องระหว่างสินค้าที่สำแดงกับสินค้าจริง และเดินหน้าตรวจหาการนำเข้าที่มิชอบ