USDTRY.FOREX▲
แบงก์ชาติตุรกีเตรียมกลับใช้ Repo 37% หลังช็อกสงครามอิหร่านคลาย
ธนาคารกลางตุรกีเตรียมกลับมาใช้การประมูล Repo รายสัปดาห์ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 37% อีกครั้ง เพื่อปรับภาวะการจัดหาเงินทุนในระบบการเงินกลับสู่ภาวะปกติ หลังประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดจากสงครามในอิหร่านอาจผ่านพ้นไปแล้ว ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางตุรกีระงับการจัดหาเงินทุนผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 37% ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม และหันไปใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ข้ามคืนที่สูงกว่าในระดับ 40% แทน ซึ่งเท่ากับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยโดยอ้อม หรือ Stealth Rate Hike เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังสงครามปะทุขึ้นในอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ช่วงค่ำวันอาทิตย์ ธนาคารกลางตุรกีไม่ได้ระบุว่าจะกลับมาเปิดประมูล Repo รายสัปดาห์เมื่อใด ฟาติห์ คาราฮาน ผู้ว่าการธนาคารกลางตุรกี กล่าวระหว่างการนำเสนอรายงานประเมินเงินเฟ้อรายไตรมาสเมื่อต้นเดือนนี้ว่าการกลับมาเปิดประมูล Repo รายสัปดาห์อยู่ในวาระการพิจารณาของธนาคารกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับภาวะสภาพคล่องให้กลับสู่ภาวะปกติ ไม่ใช่การส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน คาราฮานยังระบุในเวลานั้นว่า เขาเชื่อว่าผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากสงครามได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทักเบิร์ก ซิติลชี ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Fiba Yatirim ในอิสตันบูล กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้ดูเหมือนสะท้อนว่า ธนาคารกลางได้ตัดความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดิบ Brent จะกลับขึ้นไปเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ธนาคารกลางเลือกดำเนินมาตรการดังกล่าวถือว่าสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างมากจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานโลกอันเป็นผลจากสงคราม โดยราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนได้เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อภายในประเทศ ผลกระทบดังกล่าวทำให้ธนาคารกลางตุรกีปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ณ สิ้นปีในเดือนสิงหาคมเป็น 28% จากเดิม 26% ซึ่งใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของตลาดมากขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปีของตุรกีอยู่ที่ 31.8% ในเดือนกรกฎาคม การกลับมาใช้ Repo รายสัปดาห์ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 37% จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการนำกลไกการจัดหาเงินทุนของธนาคารกลางกลับสู่ภาวะปกติ หลังต้องใช้อัตราดอกเบี้ยข้ามคืนที่สูงกว่าเพื่อรับมือกับความผันผวนจากสงคราม อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางย้ำว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการเริ่มต้นผ่อนคลายนโยบายการเงิน ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง