Megatrend · Defense & Geopolitical Fragmentation

ถ้าฝ่ายโจมตีคือโดรนราคาพันบาท คำถามคือเราจะ “ยิงทิ้ง” ยังไงให้ไม่ถังแตกก่อน

ถ้า node พี่น้องเล่าเรื่อง “หอก” — โดรนและกระสุนวนรอราคาถูกที่บินไปฆ่าได้เอง — node นี้คือเรื่องของ “โล่” ระบบที่ทำหน้าที่ ตรวจจับ–ติดตาม–ตัดสินใจ–ทำลาย ฝูงโดรนของอีกฝ่าย ฟังดูเหมือนแค่ “ยิงให้ตก” แต่หัวใจจริงคือสมการต้นทุน: คุณจะเอาจรวดราคาล้านดอลลาร์ไปยิงโดรนราคา $400 ทิ้งไม่ได้ — นี่คือเหตุผลที่เลเซอร์ ไมโครเวฟกำลังสูง เครื่องรบกวนคลื่น และตัวสกัดราคาประหยัด กลายเป็นสนามทำเงินที่โตเร็วที่สุดสนามหนึ่งของวงการกลาโหม

หมวด Defense & Geopolitical Fragmentation ระดับ leaf (สาขาย่อยปลายสุด) ชั้น แพลตฟอร์ม (platform) เวลาอ่าน ~13 นาที
โดมหรือกำบังโปร่งบางๆ แผ่คลุมพื้นที่หนึ่ง ขณะที่จุดเล็กๆ จำนวนมากบินเข้ามาจากด้านบนแล้วถูกเส้นบางๆ จากพื้นจับและตัดออกทีละจุด สื่อถึงการตั้งรับฝูงโดรนเป็นชั้นๆ
ภาพประกอบ (hero.webp)
โล่ที่ต้องถูกพอจะใช้บ่อยๆ. เมื่อภัยมาเป็น “จำนวนมากและราคาถูก” โล่ที่ตั้งรับก็ต้องราคาถูกพอจะใช้ซ้ำได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ของแพงที่ใช้ครั้งเดียวหมด

01มันคืออะไร

ลองนึกภาพแบบนี้ — มีฝูงของบินจิ๋วราคาตัวละไม่กี่พันบาทกำลังมุ่งหน้ามาหาคุณเป็นร้อยเป็นพันตัว แต่ละตัวอาจพกระเบิดเล็กๆ มาด้วย คำถามของฝ่ายตั้งรับไม่ใช่ “ของพวกนี้น่ากลัวไหม” (น่ากลัว) แต่คือ “เราจะหยุดมันทุกตัวได้ยังไง โดยที่ไม่ต้องจ่ายแพงกว่ามันเป็นพันเท่า” นั่นคือโจทย์ทั้งหมดของ node นี้

Counter-UAS (ย่อจาก Counter-Unmanned Aircraft System) หรือ counter-drone คือ ระบบที่ทำหน้าที่ตรวจจับ ติดตาม และทำลายอากาศยานไร้คนขับที่เป็นภัย มันไม่ใช่ของชิ้นเดียว แต่เป็นชุดเครื่องมือที่ทำงานต่อกันเป็นสายโซ่: เซนเซอร์ (เรดาร์ · ตัวดักคลื่นวิทยุ RF · กล้องไฟฟ้า-อินฟราเรด) ที่คอย “เห็น” โดรน · สมอง ที่ระบุว่าเป็นมิตรหรือศัตรูและสั่งการ · และ ตัวทำลาย ที่มีสองแบบใหญ่ๆ — แบบ “นุ่ม” (soft-kill) ที่รบกวนคลื่นหรือหลอกสัญญาณให้โดรนหลงทาง/ตกเอง กับแบบ “แรง” (hard-kill) ที่ยิงทิ้งจริงด้วยเลเซอร์ ไมโครเวฟกำลังสูง ตัวสกัด หรือปืน

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจ node นี้คือมองว่ามันเป็น “โล่” ที่คู่กับ “หอก” หอกคือสาขาย่อยพี่น้องของมัน — Loitering Munitions & Combat UAS (โดรนและกระสุนวนรอฝ่ายโจมตี) ทั้งสองอยู่ใต้ Autonomous Systems & Counter-Drone ในเมกะเทรนด์ใหญ่ Defense & Geopolitical Fragmentation ที่น่าสนใจคือ ยิ่ง “หอก” ถูกและมีจำนวนมากขึ้นเท่าไหร่ ดีมานด์ของ “โล่” ก็ยิ่งพุ่ง — สองฝั่งนี้โตไปด้วยกัน เป็นเกมแมวไล่จับหนูที่ไม่มีวันจบ

ศัพท์ที่ควรรู้
Soft-kill · Hard-kill · Directed energy

Soft-kill (ทำลายแบบนุ่ม) = ไม่ยิงอะไรเลย แต่เล่นกับ “คลื่น” — รบกวนสัญญาณบังคับ (jamming) หรือหลอกสัญญาณดาวเทียมนำทาง (spoofing) ให้โดรนหลงทางหรือตกเอง · Hard-kill (ทำลายแบบแรง) = ทำลายตัวโดรนจริงด้วยตัวสกัด ปืน เลเซอร์ หรือไมโครเวฟ · Directed energy (อาวุธพลังงานกำกับ) = เลเซอร์กำลังสูงหรือไมโครเวฟกำลังสูง (HPM) ที่ “ยิง” ด้วยลำพลังงาน ต้นทุนต่อนัดต่ำมาก เพราะแค่ใช้ไฟ ไม่ต้องเปลืองกระสุน

02ทำไมถึงสำคัญ — เกมต้นทุนต่อการสกัด

มีประโยคหนึ่งที่อธิบายทั้งวงการนี้ได้ในบรรทัดเดียว: “คุณจะเอาจรวดราคาล้านดอลลาร์ไปยิงโดรนราคา $1,000 ทิ้งไม่ได้” ฟังดูเหมือนตรรกะธรรมดา แต่นี่คือกับดักที่กองทัพชั้นนำติดอยู่จริงๆ — ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีอยู่ถูกออกแบบมายิงเครื่องบินและจรวดราคาแพง พอเอามายิงโดรนถูกๆ ก็กลายเป็นการ “ชนะการรบ แต่แพ้สงครามต้นทุน”

ความสำคัญของ node นี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “ยิงโดนไหม” (เทคโนโลยีพร้อมแล้ว) แต่อยู่ที่ “ยิงโดนแล้วคุ้มไหม” และนี่คือเหตุผลที่เงินไหลเข้ามาเร็วมาก ตลาด counter-UAS ทั่วโลกอยู่ที่ราว $6,600 ล้านในปี 2025 และหลายสำนักวิจัยคาดว่าจะโตไปแตะราว $20,000 ล้านในปี 2030 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึงราว 25% ต่อปี — เป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่โตเร็วที่สุดของอุตสาหกรรมกลาโหมทั้งหมด

ตลาดต่อต้านโดรน (Counter-UAS) ทั่วโลก
มูลค่าตลาด (พันล้านดอลลาร์) — โตเฉลี่ย ~25% ต่อปี (ปี 2027–2030 เป็นประมาณการ)
ที่มา: MarketsandMarkets — Counter-UAS systems market worth $20.31B by 2030, CAGR 25.1%

ใครจ่ายเงินก้อนนี้? คำตอบสะท้อนชัดในสัญญาจริง ปลายปี 2025 กองทัพบกสหรัฐฯ เซ็นสัญญากับ Raytheon (RTX) มูลค่าสูงถึง $5,040 ล้าน สำหรับระบบ Coyote (ตัวสกัด) คู่กับเรดาร์ KuRFS — เป็นข้อตกลงระยะยาวก้อนแรกที่บอกชัดว่า “นี่ไม่ใช่ของซื้อทีละชิ้นอีกต่อไป แต่เป็นโครงการถาวร” แรงดีมานด์มาจากสองที่พร้อมกัน: บทเรียนจากสนามรบยูเครนที่โดรนกลายเป็นภัยหลัก และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานถูกโดรนโจมตีซ้ำๆ

$5.04 พันล้าน
สัญญาเดียวที่กองทัพบกสหรัฐฯ ให้ RTX (ก.ย. 2025) สำหรับระบบ Coyote + เรดาร์ KuRFS ถึงปี 2033 — สัญญาณว่า counter-drone ขยับจาก “ของทดลอง” เป็นโครงการจัดซื้อถาวรขนาดใหญ่

สิ่งที่ทำให้ node นี้น่าสนใจในเชิงลงทุนคือ มันเป็น “ตลาดที่บังคับให้เกิด” — ตราบใดที่โดรนราคาถูกยังถูกลงและมีมากขึ้น (ซึ่งกำลังเกิดจริง) ทุกฐานทัพ ทุกสนามบิน ทุกงานใหญ่ ทุกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ก็ต้องมีโล่ป้องกัน นี่ไม่ใช่ความต้องการที่จะหายไปตามรอบเศรษฐกิจ แต่เป็นความจำเป็นเชิงโครงสร้างที่เพิ่งเริ่มต้น

03มันทำงานยังไง (สายโซ่ ตรวจจับ→ทำลาย)

หัวใจของ counter-drone คือ “สายโซ่” สี่ข้อต่อ ที่ต้องทำงานต่อเนื่องกันในเวลาไม่กี่วินาที ถ้าข้อใดข้อหนึ่งขาด ทั้งระบบก็พัง ลองไล่ดูทีละก้าวว่าตั้งแต่โดรนปรากฏตัวจนถูกหยุด เกิดอะไรขึ้นบ้าง

สายโซ่การทำงานของระบบต่อต้านโดรน: ตรวจจับ ติดตาม ตัดสินใจ ทำลาย เริ่มจากเรดาร์และตัวดักคลื่นวิทยุตรวจจับโดรน แล้วติดตามและระบุว่าเป็นภัย จากนั้นสมองตัดสินใจเลือกวิธีหยุด ซึ่งแยกเป็นสองทาง คือทำลายแบบนุ่มด้วยการรบกวนคลื่น และทำลายแบบแรงด้วยเลเซอร์ ไมโครเวฟ หรือตัวสกัด สายโซ่ที่ต้องครบใน “ไม่กี่วินาที” 1 ตรวจจับ เรดาร์ · RF · กล้อง 2 ติดตาม · ระบุ มิตร หรือ ศัตรู? 3 ตัดสินใจ AI เลือกวิธีหยุด 4 ทำลายแบบนุ่ม รบกวนคลื่น · หลอกสัญญาณ ไม่ต้องยิง · โดรนตกเอง ทำลายแบบแรง เลเซอร์ · ไมโครเวฟ HPM ตัวสกัด · ปืน
สายโซ่สี่ข้อ. ตรวจจับ → ติดตาม/ระบุ → ตัดสินใจ → ทำลาย โดยข้อสุดท้ายแยกเป็นสองทาง: “นุ่ม” (รบกวนคลื่น ไม่ต้องยิง) หรือ “แรง” (เลเซอร์/ไมโครเวฟ/ตัวสกัด) — สมอง AI เป็นตัวเลือกว่าทางไหนคุ้มที่สุดในแต่ละครั้ง

จุดที่ทำให้ของพวกนี้ “ยาก” อยู่ตรงข้อ 4 เพราะแต่ละทางเลือกมีต้นทุนต่อการยิงต่างกันมหาศาล การรบกวนคลื่น (soft-kill) แทบไม่มีต้นทุนต่อครั้งเลย — แค่เปิดเครื่องส่งคลื่น — แต่ใช้ไม่ได้กับโดรนรุ่นใหม่ที่บังคับด้วยสายไฟเบอร์ออปติก (ไม่มีคลื่นให้รบกวน) หรือบินเองด้วย AI ส่วน การยิงทิ้ง (hard-kill) ได้ผลแน่กว่า แต่แพง — แม้แต่ตัวสกัดราคาประหยัดอย่าง Coyote ก็ยังตกลูกละราว $100,000 ซึ่งแพงกว่าโดรนเป้าหมายหลายสิบเท่า นี่คือเหตุผลที่ทุกคนวิ่งหาทางออกราคาถูกกว่า — เลเซอร์และไมโครเวฟ ที่ต้นทุนต่อนัด “แค่ค่าไฟ”

ต้นทุนต่อหนึ่งครั้งที่ใช้หยุดโดรน หนึ่งตัว
ดอลลาร์ต่อนัด/ต่อครั้ง — สเกลต่างกันหลายหมื่นเท่า (ค่าประมาณ; เลเซอร์/ไมโครเวฟคิดเฉพาะค่าพลังงานต่อนัด)
ที่มา: TWZ (Coyote Block 2 ~$100k), Euronews/Lockheed Martin (HELIOS laser “ต้นทุนระดับเศษเซนต์ต่อนัด”), ค่าจรวดเป็นค่าประมาณช่วงกว้าง

แต่ในชีวิตจริงไม่มีวิธีไหน “ชนะทุกกรณี” โดรนรุ่นใหม่ออกแบบมาหลบทีละอย่าง — ไฟเบอร์ออปติกหนีการรบกวนคลื่น ฝนกับหมอกลดประสิทธิภาพเลเซอร์ ฝูงใหญ่ทำให้ตัวสกัดที่มีจำกัดไม่พอ คำตอบจึงไม่ใช่ “อาวุธวิเศษชิ้นเดียว” แต่คือ การป้องกันเป็นชั้นๆ (layered defense) — วางหลายระบบซ้อนกันให้ชั้นหนึ่งอุดจุดบอดของอีกชั้น แล้วใช้สมอง AI เป็นตัวเลือกว่าภัยแต่ละตัวควรถูกหยุดด้วยอะไรให้คุ้มที่สุด

04มันเชื่อมกับอะไรบ้างในระบบนิเวศ

node นี้เป็น “ชั้นแพลตฟอร์ม” ที่นั่งอยู่บนเทคโนโลยีหลายอย่าง และมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับเพื่อนบ้านในแผนผังเมกะเทรนด์:

  • เป็น “โล่” ที่คู่กับ “หอก” โดยตรง — Loitering Munitions & Combat UAS: สองสาขาย่อยนี้คือคู่ตรงข้ามที่สมบูรณ์แบบ ฝั่งโจมตีทำโดรนให้ถูกลงและฉลาดขึ้น (ไฟเบอร์ออปติก บินเองด้วย AI) ฝั่งตั้งรับก็ต้องวิ่งตามให้ทัน — ทุกครั้งที่ “หอก” พัฒนา “โล่” ก็ต้องเปลี่ยน นี่คือเครื่องยนต์ที่ทำให้ทั้งคู่โตไม่หยุด
  • เสริมการป้องกันภัยทางอากาศแบบเดิม — Missiles & Air Defense: counter-drone ไม่ได้มาแทนระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่มาอุด “ชั้นล่างสุด” ที่ระบบเดิมแพงเกินจะรับมือ — จรวดราคาแพงไว้ยิงเป้าใหญ่ ส่วนเลเซอร์/ไมโครเวฟ/ตัวสกัดถูกๆ ไว้รับฝูงโดรนเล็ก กลายเป็นปิรามิดป้องกันที่ครบทุกชั้น
  • พึ่ง AI เป็นสมอง: ในสนามที่โดรนมาเป็นฝูง การให้คนนั่งดูจอแล้วกดยิงทีละตัวเป็นไปไม่ได้ AI คือสิ่งที่ทำให้ระบบ “เห็น–แยกแยะมิตรศัตรู–เลือกวิธีหยุด” ได้เร็วระดับวินาที และยิ่งโดรนฝ่ายโจมตีบินเองด้วย AI มากขึ้น ฝั่งตั้งรับก็ต้องใช้ AI สู้กลับ
  • พึ่งวัตถุดิบและอวกาศ: เซนเซอร์ เรดาร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต้องใช้แร่หายากและชิ้นส่วนที่ห่วงโซ่อุปทานโลกคุมอยู่ ขณะที่การตรวจจับและนำทางบางส่วนพึ่งสัญญาณจากดาวเทียม — เป็นเหตุผลที่ node นี้เชื่อมไปถึงทั้งห่วงโซ่วัตถุดิบและเศรษฐกิจอวกาศ
มุมมอง
วิธีจำง่ายๆ คือ counter-drone คือ “ชั้นล่างสุดของร่ม” — ป้องกันภัยทางอากาศเดิม (จรวด) ดูแลภัยใหญ่ราคาแพง ส่วน node นี้ดูแลภัยเล็กจำนวนมากที่ราคาถูกเกินกว่าระบบเดิมจะรับมือไหว และตัวที่เชื่อมทั้งร่มเข้าด้วยกันให้ทำงานเป็นชั้นๆ คือ AI กับซอฟต์แวร์บัญชาการ — นี่คือเหตุผลที่บริษัทซอฟต์แวร์ ไม่ใช่แค่บริษัทอาวุธ เข้ามามีบทบาทใหญ่ในสนามนี้

05ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (2025–2026)

ภาพรวมตอนนี้คือ เงินและความเร่งด่วนกำลังไหลเข้าพร้อมกันทั้งสองด้าน — ทั้งฝั่งยักษ์กลาโหมเดิมที่มีสัญญาก้อนใหญ่ และฝั่งบริษัทหน้าใหม่ที่เอาตรรกะเทคโนโลยีเข้ามาท้าชน เริ่มจากยักษ์เดิม: RTX (Raytheon) คือเจ้าตลาดตัวสกัด ด้วยระบบ Coyote คู่เรดาร์ KuRFS (ตรวจจับโดรนเล็กได้ไกลราว 16 กม.) และเพิ่งคว้าสัญญา $5,040 ล้านจากกองทัพบกปลายปี 2025 รุ่นใหม่ Coyote Block 3 ออกแบบให้ “นำกลับมาใช้ใหม่ได้” เพื่อกดต้นทุนต่อการยิงลง

ฝั่งอาวุธพลังงานกำกับ Lockheed Martin เป็นผู้นำเลเซอร์ ด้วยระบบ HELIOS กำลัง 60 กิโลวัตต์ (ขยายได้ถึง 120 kW) ที่ติดตั้งบนเรือพิฆาต USS Preble และในการทดสอบสามารถยิงโดรนตกได้หลายลำ จุดขายคือ “ต้นทุนต่อนัดระดับเศษเซนต์” — แต่ก็มีจุดอ่อนคือฝน หมอก และฝุ่นที่ทำให้ลำแสงกระจาย

ลำแสงบางคมพุ่งขึ้นจากอุปกรณ์บนพื้นไปยังจุดเล็กๆ บนท้องฟ้า โดยรอบมีคลื่นซ้อนกันเป็นวงแผ่ออก สื่อถึงเลเซอร์และไมโครเวฟกำลังสูงที่ใช้หยุดโดรน
ภาพประกอบ (directed-energy.webp)
ยิงด้วยพลังงาน ไม่ใช่กระสุน. เลเซอร์และไมโครเวฟกำลังสูงคือทางออกของกับดักต้นทุน — ต้นทุนต่อนัดต่ำมากเพราะใช้แค่ไฟฟ้า ไม่ต้องเปลืองตัวสกัดราคาแพง

แต่เรื่องที่ร้อนแรงที่สุดของช่วงนี้คือ การผงาดของผู้เล่นหน้าใหม่และบริษัทเฉพาะทาง ที่ไม่ได้มาจากสายกลาโหมดั้งเดิม:

Anduril (บริษัทเอกชน) ขายแนวคิด “ป้องกันเป็นชั้น” ครบวงจรผ่านระบบบัญชาการ Lattice ที่รวมเซนเซอร์และตัวทำลายหลายแบบ — ตั้งแต่รบกวนคลื่น (Pulsar) ไปจนถึงตัวสกัดจลน์ (Anvil) — ให้ AI เลือกวิธีหยุดที่คุ้มที่สุด ปี 2025–2026 มันคว้าสัญญา counter-drone กับนาวิกโยธินสหรัฐฯ มูลค่า $642 ล้าน และกลายเป็นผู้ชนะรายแรกในสัญญากรอบใหญ่ของกองทัพบกที่เพดานสูงถึง $20,000 ล้าน ในสิบปี

Epirus (เอกชน) คือดาวรุ่งของฝั่งไมโครเวฟกำลังสูง (HPM) ระบบ Leonidas ของมันยิงคลื่นไมโครเวฟกวาดทีเดียว “ล้มฝูงโดรนได้หลายตัวพร้อมกัน” (one-to-many) — เป็นคำตอบตรงๆ ของปัญหาฝูงใหญ่ ปี 2025 มันได้สัญญารุ่นที่สอง (Gen II) จากกองทัพบกราว $43.5 ล้าน และระดมทุน Series D อีก $250 ล้าน ดันยอดระดมทุนรวมทะลุ $550 ล้าน

และดาวเด่นในตลาดหุ้นจริงคือ DroneShield (DRO) บริษัทออสเตรเลียที่เป็น “pure-play” ต่อต้านโดรนแท้ๆ — ทำทั้งตัวดักคลื่น RF และเครื่องรบกวนแบบพกพา (ตระกูล DroneGun) ปี 2025 รายได้พุ่งเป็นราว A$216 ล้าน (โต ~276%) ขายระบบไปแล้วกว่า 4,000 ชุด และมี pipeline งานในมือสูงถึงราว A$2,550 ล้าน — เป็นตัวอย่างชัดว่า เมื่อภัยโดรนกลายเป็นเรื่องจริง บริษัทเล็กที่โฟกัสเรื่องเดียวก็โตได้เร็วมาก

DroneShield: รายได้พุ่งเมื่อภัยโดรนกลายเป็นเรื่องจริง
รายได้ต่อปี (ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย) — ปี 2025 โตราว 276% จากปีก่อน
ที่มา: DroneShield FY2025 results (รายได้ ~A$216.5M, +276% YoY)

ที่ต้องเข้าใจคือ ผู้นำหลายรายของฝั่งทำลายแบบล้ำสุด (เช่น Anduril กับ Epirus) ยังเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น — นี่เป็นลักษณะของสนามที่ยังใหม่และเงินทุนเอกชนหลั่งไหลเข้าหนัก สำหรับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การเข้าถึงเทรนด์นี้จึงมักผ่านยักษ์เดิม (RTX, Lockheed, Kratos, AeroVironment) หรือ pure-play อย่าง DroneShield มากกว่าตัวผู้ท้าชิงเอกชนโดยตรง

ผู้เล่นหลักในสนามนี้
สหรัฐฯ · เจ้าตลาดตัวสกัด
เจ้าของระบบ Coyote (ตัวสกัดโดรน) คู่เรดาร์ KuRFS ที่ตรวจจับโดรนเล็กได้ไกลราว 16 กม. — คว้าสัญญากองทัพบกสหรัฐฯ ราว $5,040 ล้านปลายปี 2025 รุ่นใหม่ Block 3 ออกแบบให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อกดต้นทุนต่อการยิง
core · เจ้าตลาดตัวสกัด
Lockheed MartinLMT · US
สหรัฐฯ · ผู้นำเลเซอร์
ผู้นำอาวุธพลังงานกำกับด้วยเลเซอร์ HELIOS กำลัง 60 กิโลวัตต์ (ขยายได้ถึง 120 kW) ติดตั้งบนเรือพิฆาตและยิงโดรนตกได้หลายลำในการทดสอบ จุดขายคือต้นทุนต่อนัดระดับเศษเซนต์ — แลกกับข้อจำกัดเรื่องฝน หมอก และฝุ่น
core · เลเซอร์
DroneShieldDRO · AU
ออสเตรเลีย · pure-play ต่อต้านโดรน
บริษัทออสเตรเลียที่โฟกัสต่อต้านโดรนแท้ๆ ทำทั้งตัวดักคลื่น RF และเครื่องรบกวนพกพา (ตระกูล DroneGun) ปี 2025 รายได้พุ่งเป็นราว A$216 ล้าน (+276%) ขายระบบไปกว่า 4,000 ชุด และมี pipeline งานในมือสูงราว A$2,550 ล้าน
core · pure-play
Kratos DefenseKTOS · US
สหรัฐฯ · โดรนเป้า/โดรนรบราคาประหยัด
ผู้เชี่ยวชาญโดรนเป้าและระบบไร้คนขับราคาประหยัดที่ใช้ทดสอบและรับมือภัยโดรน รายได้ปี 2025 ราว $1,347 ล้าน และให้แนวโน้มปี 2026 สูงขึ้น — เป็นหนึ่งในมหาชนที่เข้าถึงเทรนด์ระบบไร้คนขับฝั่งกลาโหมได้โดยตรง
core · ระบบไร้คนขับราคาประหยัด
AeroVironmentAVAV · US
สหรัฐฯ · ทั้งหอกและโล่
เจ้าของ Switchblade (กระสุนวนรอ) และโดรนตรวจการณ์ Puma/Raven ที่ผ่านสนามรบจริง รายได้ปีงบ 2025 ราว $821 ล้าน — อยู่ทั้งฝั่งโจมตีและตั้งรับ ทำให้ได้ประโยชน์จากการขยายงบโดรนทั้งสองด้านพร้อมกัน
core · UAS ครบวงจร
Andurilเอกชน
สหรัฐฯ · เอกชน · ป้องกันเป็นชั้น
ผู้ท้าชิงหน้าใหม่ที่ขายการป้องกันเป็นชั้นครบวงจรผ่านระบบบัญชาการ Lattice — รวมรบกวนคลื่น (Pulsar) กับตัวสกัดจลน์ (Anvil) ให้ AI เลือกวิธีหยุดที่คุ้มสุด คว้าสัญญานาวิกโยธิน $642 ล้าน และเป็นผู้ชนะรายแรกในสัญญากรอบกองทัพบกเพดาน $20,000 ล้าน
core · เอกชน · ซอฟต์แวร์บัญชาการ
Epirusเอกชน
สหรัฐฯ · เอกชน · ไมโครเวฟกำลังสูง
ดาวรุ่งฝั่งไมโครเวฟกำลังสูง (HPM) ด้วยระบบ Leonidas ที่ยิงคลื่นกวาดทีเดียวล้มฝูงโดรนได้หลายตัวพร้อมกัน (one-to-many) — คำตอบตรงๆ ของปัญหาฝูงใหญ่ ปี 2025 ได้สัญญา Gen II จากกองทัพบกราว $43.5 ล้าน และระดมทุนรวมทะลุ $550 ล้าน
core · เอกชน · HPM

06อนาคตข้างหน้า — พลังงานกำกับและการป้องกันเป็นชั้น

ทิศทางแรกคือ อาวุธพลังงานกำกับจะค่อยๆ ออกจากห้องทดลองสู่สนามจริง เลเซอร์และไมโครเวฟกำลังสูงคือคำตอบเดียวที่ “แก้สมการต้นทุนกลับ” ได้จริง — ต้นทุนต่อนัดต่ำพอที่จะยิงโดรนถูกๆ ทิ้งได้ทั้งวันโดยไม่ถังแตก ตอนนี้ของพวกนี้ยังอยู่ในช่วงต้นการใช้งานจริง (HELIOS บนเรือเพียงไม่กี่ลำ Leonidas เพิ่งส่งมอบรุ่นทดสอบ) แต่ทิศทางชัดเจน: ทุกค่ายกำลังเร่งเพิ่มกำลัง ระยะ และความทนทานต่อสภาพอากาศ

ทิศทางที่สองคือ “การป้องกันเป็นชั้น” จะกลายเป็นมาตรฐาน ไม่มีอาวุธวิเศษชิ้นเดียว ดังนั้นมูลค่าจะไหลไปหา “ตัวที่รวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน” — ระบบบัญชาการที่ผูกเซนเซอร์หลายแบบกับตัวทำลายหลายแบบ แล้วใช้ AI เลือกว่าภัยแต่ละตัวควรหยุดด้วยอะไร นี่คือเหตุผลที่ซอฟต์แวร์ (เช่น Lattice ของ Anduril) อาจเป็นจุดที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้น เพราะมันคือ “สมอง” ที่ทุกชิ้นต้องเสียบเข้า

เงินจะกระจายไปทุกชั้นของ “โล่” ไม่ใช่กระจุกที่เดียว
สัดส่วนโดยประมาณของมูลค่าระบบ counter-UAS — แบ่งตามหน้าที่ในสายโซ่ (ค่าประมาณเชิงโครงสร้าง)
ที่มา: สรุปเชิงโครงสร้างจากรายงานตลาด C-UAS (MarketsandMarkets, แบ่งตาม solution) — เป็นค่าประมาณ
ร่มหรือโดมโปร่งใสซ้อนกันหลายชั้นจากใหญ่ลงเล็ก แต่ละชั้นกรองจุดเล็กๆ ที่บินเข้ามาทีละชั้น สื่อถึงการป้องกันโดรนเป็นชั้นๆ ที่แต่ละชั้นอุดจุดบอดของอีกชั้น
ภาพประกอบ (layered.webp)
โล่ซ้อนโล่. เพราะไม่มีอาวุธวิเศษชิ้นเดียว อนาคตของ counter-drone คือการวางหลายระบบเป็นชั้นๆ ให้ชั้นหนึ่งอุดจุดบอดของอีกชั้น และมี AI เป็นตัวเลือกว่าภัยแต่ละตัวควรหยุดด้วยอะไร

ทิศทางที่สามคือ การขยายออกนอกสนามรบ ภัยโดรนไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนวหน้า — สนามบิน เรือนจำ งานกีฬาใหญ่ โรงไฟฟ้า ชายแดน ล้วนเริ่มต้องการระบบต่อต้านโดรน นี่คือเหตุผลที่บริษัทอย่าง DroneShield ที่ทำของพกพาราคาเข้าถึงได้ มี pipeline กระจายทั้งฝั่งทหาร ตำรวจ และพลเรือน — ตลาด “ความปลอดภัยจากโดรน” กำลังกลายเป็นหมวดที่ใหญ่กว่าแค่การทหาร

07ความท้าทายและความเสี่ยง

เทรนด์ที่ดูร้อนแรงนี้มีเงาที่ต้องมองให้ครบ

ความเสี่ยงข้อแรกคือ “เกมแมวไล่จับหนูที่ไม่มีวันจบ” ทุกครั้งที่ฝั่งตั้งรับหาทางหยุดได้ ฝั่งโจมตีก็หาทางหลบใหม่ — โดรนไฟเบอร์ออปติกหนีการรบกวนคลื่น โดรนที่บินเองด้วย AI ไม่ต้องพึ่งสัญญาณบังคับ ฝูงใหญ่ทำให้ตัวสกัดที่มีจำกัดไม่พอ นั่นแปลว่าระบบที่ซื้อมาวันนี้อาจล้าสมัยเร็ว และผู้ขายต้องลงทุนพัฒนาต่อเนื่องไม่หยุด — ดีต่อดีมานด์ระยะยาว แต่กดดันต้นทุนและความเสี่ยงเชิงเทคโนโลยีของแต่ละบริษัท

ความเสี่ยงข้อสองคือ สมการต้นทุนที่ยังไม่ลงตัว อาวุธพลังงานกำกับที่ทุกคนฝากความหวังไว้ ยังมีข้อจำกัดจริง — เลเซอร์แพ้ฝนหมอกฝุ่น กำลังและระยะยังต้องเพิ่ม ส่วนตัวสกัดที่ใช้ได้แน่นอนก็ยังแพงเกินกว่าจะยิงทิ้งเป็นพันลูก ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ “ของที่ใช้ได้จริงราคาถูกพอ” ยังไม่พร้อมเต็มที่ และนั่นคือช่องว่างที่ฝั่งโจมตีอาจฉวยได้

ความเสี่ยงข้อสามคือ จริยธรรมและการกำกับเรื่องระบบอัตโนมัติ ยิ่งระบบ “เห็น–ตัดสินใจ–ยิง” ได้เองเร็วเท่าไร คำถามเรื่องการควบคุมของมนุษย์ (human-in-the-loop) ก็ยิ่งหนัก — ใครรับผิดถ้า AI ยิงผิดเป้า? นอกจากนี้ระบบรบกวนคลื่นและหลอกสัญญาณดาวเทียมยังกระทบการบินพลเรือนและสัญญาณ GPS รอบข้างได้ ทำให้การใช้งานในเขตเมืองมีข้อจำกัดทางกฎหมาย และหลายกองทุนมีนโยบายไม่ลงทุนในอาวุธอยู่แล้ว ประเด็นความเป็นอิสระอาจทำให้ฐานนักลงทุนของกลุ่มนี้แคบลงและผันผวนตามกระแสนโยบาย

บรรทัดสรุปสำหรับนักลงทุน
Counter-UAS คือ “โล่” ที่โตไปพร้อมกับ “หอก” โดรนราคาถูก — ดีมานด์เชิงโครงสร้างที่ไม่หายไปตามรอบเศรษฐกิจ แต่ต้องมองสามชั้นให้ขาด: (1) ใครแก้สมการต้นทุนต่อการยิงได้ก่อน (เลเซอร์/ไมโครเวฟ vs ตัวสกัด) · (2) มูลค่าจะกระจุกที่ “ตัวทำลาย” หรือที่ “สมองที่รวมทุกอย่าง” (ซอฟต์แวร์บัญชาการ) · (3) ผู้นำตัวจริงหลายรายยังเป็นเอกชน — ทางเข้าถึงในตลาดหุ้นมักผ่านยักษ์เดิมหรือ pure-play อย่าง DroneShield มากกว่า

สรุปสั้นๆ: node นี้คือคำตอบเชิงตั้งรับต่อภัยที่เพิ่งเปลี่ยนสนามรบไปทั้งใบ — ตราบใดที่โดรนยังถูกลงและมากขึ้น โล่ที่ตามให้ทันก็ต้องมีอยู่เสมอ และผู้ชนะจะไม่ใช่คนที่ “ยิงโดนเก่งที่สุด” แต่เป็นคนที่ “หยุดโดรนได้คุ้มที่สุด ครั้งแล้วครั้งเล่า”

ดูข้อมูล หุ้น และข่าวสดของธีมนี้ →