BANPU ปิดดีลซื้อสินทรัพย์ก๊าซธรรมชาติและ CCS ในแหล่งบาร์เน็ต สหรัฐฯ

M&A · PartnershipCommodity
โดย ทันหุ้น·US·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า BKV Corporation ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ได้เข้าซื้อสินทรัพย์แห่งใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจต้นน้ำ ธุรกิจกลางน้ำ และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอน ในแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เน็ต เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 หลังเงื่อนไขบังคับก่อนการปิดธุรกรรมครบถ้วน โดยใช้เงินสดของ BKV และเงินกู้ภายใต้วงเงินสินเชื่อหมุนเวียน เป็นแหล่งเงินทุน ทั้งนี้มูลค่าของธุรกรรมมิได้เปิดเผยตามข้อกำหนดของสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ สินทรัพย์ที่เข้าซื้อประกอบด้วยธุรกิจผลิตก๊าซธรรมชาติที่ดำเนินการอยู่ประมาณ 65 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 เป็นการผลิตไฮโดรคาร์บอนเหลว และมีอัตราการลดลงของปริมาณการผลิตในระดับต่ำ ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วและอยู่ระหว่างการผลิตประมาณ 0.35 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่า ครอบคลุมพื้นที่สัมปทานประมาณ 117,000 เอเคอร์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตมอนเทก รัฐเท็กซัส และมีหลุมผลิตก๊าซธรรมชาติที่ดำเนินการอยู่แล้วประมาณ 1,000 หลุม นอกจากนี้ยังรวมโครงการ CCS ซึ่งสามารถดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 100,000 ตันต่อปี รวมถึงท่อส่ง CO₂ และหลุมฉีดก๊าซใต้ดินที่บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจกลางน้ำซึ่งประกอบด้วยโรงแยกก๊าซธรรมชาติกำลังการผลิต 180 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ท่อก๊าซธรรมชาติระยะทางประมาณ 340 ไมล์ โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำระยะทางประมาณ 225 ไมล์ และหลุมกำจัดน้ำเค็มจำนวน 2 หลุม การเข้าซื้อครั้งนี้สนับสนุนกลยุทธ์ U.S. Closed-Loop Gas ในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในเขตแดลลัส-ฟอร์ตเวิร์ธ และภูมิภาคชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก

ผลกระทบต่อหุ้น 2

Energy Transition & Power Demand · 2 หุ้น
BKV Corporation
BKV
▲ บวกเงินทุนความเกี่ยวข้อง

BKV completed the acquisition of Barnett natural gas, midstream, and CCS assets, funded with cash and revolver borrowings.

Banpu Public Company Limited
BANPU
▲ บวกเงินทุนความเกี่ยวข้อง

BANPU announced that its NYSE-listed subsidiary BKV closed the Barnett upstream, midstream, and CCS asset acquisition, expanding its US Closed-Loop Gas strategy.

ผลกระทบต่อธีม 2

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3impact 4

ทรัมป์ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย ให้อำนาจเก็บภาษีกับประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย

ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ลงนามในกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อวันที่ 18 ส่งผลให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีจึงได้รับอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากรัสเซีย กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษี 500% กับสินค้ารัสเซียที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และยังสามารถเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 100% กับ 5 ประเทศที่นำเข้าพลังงานมากที่สุด รวมถึงประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย และประเทศที่ช่วยเหลือในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร อำนาจทางภาษีนี้จะสิ้นสุดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า ในบรรดา 5 ประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันรัสเซียมากที่สุด มีจีน อินเดีย และตุรกีซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย และอาจตกเป็นเป้าของมาตรการภาษีใหม่ในวงกว้าง กฎหมายฉบับนี้ยังขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรอิหร่านปี 1996 ออกไปจนถึงปี 2031 และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบทุติยภูมิต่อบริษัทนอกสหรัฐฯ ที่ทำธุรกรรมกับอิหร่าน ซึ่งเดิมมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในปีนี้ สำนักประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 17 ว่าการที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวที่ "ไม่เป็นมิตร" และเตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
2impact 4

ทรัมป์ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย-อิหร่าน ให้อำนาจเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 100%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจขยายมาตรการคว่ำบาตร การเรียกเก็บภาษีศุลกากร และข้อห้ามต่าง ๆ ต่อรัสเซีย พร้อมต่ออายุมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีอยู่เดิม กฎหมายซึ่งมีชื่อว่า Lindsey O. Graham Sanctioning Russia and Iran Act of 2026 กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัสเซีย ธนาคารรัสเซีย และเรือที่ใช้ขนส่งพลังงานจากรัสเซีย อีกทั้งให้อำนาจทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 100% กับสินค้าจาก 5 ประเทศที่นำเข้าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมากที่สุด นอกจากนี้ยังขยายอายุของกฎหมายคว่ำบาตรอิหร่าน หรือ Iran Sanctions Act ออกไปอีก 5 ปี เพื่อคงมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปยังภาคพลังงานและอาวุธของอิหร่าน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน หลังจากวุฒิสภามีมติผ่านร่างกฎหมายนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นผลงานสำคัญที่สืบทอดเจตนารมณ์ของลินด์ซีย์ เกรแฮม อดีตวุฒิสมาชิกผู้ผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังล้มป่วยกะทันหันได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวเผชิญความเห็นแตกแยกในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าในวุฒิสภา โดยสมาชิกพรรคเดโมแครต 3 คนในสภาผู้แทนราษฎรระบุในแถลงการณ์ร่วมเมื่อไม่นานมานี้ว่า กฎหมายฉบับนี้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเพิ่มอำนาจให้ทรัมป์ในการกำหนดภาษีศุลกากรอย่างมาก แต่ไม่ได้บังคับให้เขาใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย
impact 4

เอกนัฏ เปิดแผนผ่าโครงสร้างพลังงาน กันโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ให้ประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลเตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ไว้สำหรับประชาชนโดยเฉพาะ กำหนดขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อราย เพื่อกระจายสิทธิ์ให้ครัวเรือนทั่วประเทศ แนวทางใหม่จะให้รัฐรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืนและนำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดียวกัน ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์อาจผลิตไฟได้ราว 600-700 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 กว่าบาท และรัฐจะสนับสนุนส่วนลด 50,000 บาท โดยนำรายได้จากไฟฟ้าที่ผลิตได้มาผ่อนชำระ คาดผ่อนอุปกรณ์หมดในประมาณ 7-10 ปี ด้านการลดขั้นตอนอนุญาตจะเหลือการประสานผ่านการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย โดยกรณีติดตั้งเพื่อใช้เองตั้งเป้าตรวจรับประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนกรณีขายคืนไม่เกิน 1 เดือน สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ วาง 3 เป้าหมายคือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบัน 20 % กว่าๆ ให้เข้าใกล้ 50% ภายใน 10 ปี และไม่ต่ำกว่า 65% ในระยะยาว พร้อมลดการพึ่งพา LNG ตลาด Spot หันมาทำสัญญาระยะยาว และเปิดช่องเทคโนโลยีอนาคตทั้งไฮโดรเจน Geothermal, Solid Oxide Fuel Cell และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR ขณะที่ต้นทุนไฟสาธารณะซึ่งรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟมานาน 30-40 ปี คิดเป็นภาระประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี รัฐบาลได้ดึงภาระส่วนนี้ออกจากโครงสร้าง และดำเนินมาตรการค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยแล้ว