นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP2569) ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ เพื่อรับมือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และปลดล็อกเศรษฐกิจไทยจากกับดักการเติบโตที่ 2-3% สู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI โดยแผนนี้มีจุดเด่น 3 ประการ คือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ภายในช่วง 10 ปีแรก จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากต่ำกว่า 20% เป็น 50% ของกำลังการผลิตรวม และในช่วง 15 ปีหลัง จะขยับเป็นอย่างน้อย 65% และอาจถึง 89-90% พร้อมนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้าแบบ Spot ที่มีราคาผันผวน แผนดังกล่าวจะหันไปพึ่งพาก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมามากขึ้น โดยคาดว่าก๊าซในอ่าวไทยมีศักยภาพราว 2,000-2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งใหม่ในเมียนมาอีก 700-800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมกว่า 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้า 21,000 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันจะจัดตั้งผู้ใช้ไฟประเภทใหม่สำหรับ Data Center ที่ต้องรับภาระต้นทุนหากต้องนำเข้า LNG เพิ่ม และเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) โดยไม่จำกัดโควตาเพียง 2,000 เมกะวัตต์ และไม่จำกัดเฉพาะ Data Center อีกต่อไป รวมถึงจัดสรรโควตา 10,000 เมกะวัตต์ จากทั้งหมด 24,000 เมกะวัตต์ ให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า โดยภาครัฐอาจสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาและรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม กระทรวงพลังงานยังเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP 2569 ต่อไปอีก 1 สัปดาห์