ผลกระทบต่อสินทรัพย์
ผลกระทบต่อธีม 1
บริษัทนอก coverage
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
▼
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ออกประกาศเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือฝนตกหนักระลอกใหม่ระหว่างวันที่ 22 ถึง 26 กันยายน 2569 หลังพบหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งเวียดนามตอนกลางจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตามแนวร่องมรสุม ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน สทนช. ระบุพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ครอบคลุมหลายจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน ตาก พิษณุโลก อุทัยธานี ศรีสะเกษ ลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี จันทบุรี ตราด ระนอง สงขลา และนราธิวาส พร้อมให้เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลันและน้ำล้นตลิ่งในแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา อาทิ แม่น้ำเมย น้ำยวม ลำน้ำแม่สะเรียง แม่น้ำวังทอง แม่น้ำภาชี แม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี คลองพระสทึง คลองพระปรง แม่น้ำจันทบุรี คลองกะเปอร์ แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก สำหรับพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา คาดว่าจะมีน้ำหลากไหลผ่านเขื่อนในเกณฑ์ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.75 ถึง 1.25 เมตร ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี สทนช. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ตรวจสอบซ่อมแซมแนวคันริมแม่น้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำและเขื่อนระบายน้ำให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมทั้งเตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก บุคลากร และเครื่องจักรเครื่องมือ พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนเตรียมอพยพได้ทันท่วงที
▼
ปภ.เตือน 10 จังหวัดภาคกลาง-กทม. เฝ้าระวังน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น 27 ก.ย.นี้
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ประสาน 10 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังกรมชลประทานคาดการณ์ว่าในวันที่ 27 กันยายน 2569 ที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,100–1,250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาอีกประมาณ 50–100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ระหว่าง 1,150–1,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และรับน้ำเข้าระบบชลประทาน 2 ฝั่ง ในอัตรา 400–450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่าจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราระหว่าง 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.60–1.50 เมตร ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ได้แก่ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในคันกั้นน้ำ ทั้งนี้ กอปภ.ก. ได้ขอให้จังหวัดประสานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำ เตรียมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร รวมถึงประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยให้ติดตามสถานการณ์และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากแนวน้ำ
ส.อ.ท. เตือนอุตสาหกรรมรับมือสองความเสี่ยงน้ำ เร่งวางแผนฤดูแล้ง
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ออกโรงเตือนภาคอุตสาหกรรมให้บริหารความเสี่ยงด้านน้ำสองด้านพร้อมกัน ทั้งการรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ในระยะสั้น และความเพียงพอของน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง โดยนายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ระบุว่าฝนที่ตกหนักในบางช่วงไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำเพียงพอ ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่าช่วงวันที่ 18–20 กันยายน 2569 หลายพื้นที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยพื้นที่เสี่ยงจากฝนสะสม 24 ชั่วโมง ได้แก่ พิษณุโลก จันทบุรี ตราด นครพนม น่าน แพร่ กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา ระนอง และสุราษฎร์ธานี ขณะที่ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 มกราคม-13 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,032.6 มิลลิเมตร โดยภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 28 ภาคกลางร้อยละ 18 และภาคตะวันออกร้อยละ 13 ด้านข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 496 แห่ง มีน้ำเก็บกักรวม 55,015 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 72 ของความจุ และมีน้ำใช้การได้ 31,041 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 59 ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 4,210 ล้านลูกบาศก์เมตร ส.อ.ท. แนะนำให้สถานประกอบการจัดทำแผนบริหารน้ำอย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะปกติ ภาวะเฝ้าระวัง และภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมเร่งลดการสูญเสียน้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. อยู่ระหว่างพัฒนา Water Information & Early Warning เพื่อจัดทำ Industrial Water Risk Map และขยายเครือข่าย Water War Room ให้สอดคล้องกับนโยบาย 5I ของ ส.อ.ท. ด้าน I4 Industrial Infrastructure Reform และ I5 Inclusive Sustainability