ผลกระทบต่อสินทรัพย์
ผลกระทบต่อธีม 1
บริษัทนอก coverage
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
▼2
รัฐบาลจัดการประชุมเร่งด่วนเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง หลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนว่าจะเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออก ชลบุรี และพื้นที่เกี่ยวเนื่องในสัปดาห์นี้ โดยการประชุมคณะกรรมการติดตาม ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน และพบว่าในช่วงวันที่ 23-26 กันยายนนี้ จะมีปริมาณฝนตกหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่างบางส่วน นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำข้อมูลมาเสนอพร้อมรับข้อสั่งการ โดยในพื้นที่ภาคกลางประเมินว่าปริมาณน้ำตกค้างจากฝนตกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจากจังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก นครสวรรค์ สุโขทัย และอุทัยธานี ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น กรมชลประทานจึงประกาศจะปรับเพิ่มการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาไปที่ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทองบางส่วน และพื้นที่ลุ่มน้ำฝั่งท่าจีนอย่างจังหวัดสุพรรณบุรี โดยเฉพาะอำเภอบางปลาม้าและอำเภอสองพี่น้อง นายเอกนิติได้กำชับให้บริหารจัดการน้ำในแนวก้างปลา ไม่ใช่แนวดิ่งเพียงอย่างเดียว โดยนำน้ำไปเก็บในทุ่งรับน้ำหลายแห่งที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวพืชผลแล้วในพื้นที่พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และลพบุรีบางส่วน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ และกำชับให้กรมชลประทานระบายน้ำเข้าไปอย่างพอดี ไม่สร้างผลกระทบเพิ่มเติมในพื้นที่อื่น ด้านนายภราดรยืนยันจากการพยากรณ์ล่าสุดว่าปริมาณน้ำฝนก้อนนี้จะเป็นก้อนใหญ่ก้อนสุดท้าย ก่อนที่จะมีฝนเข้ามาอีกในช่วงเดือนตุลาคมซึ่งมีระยะห่างพอให้ระบายน้ำก้อนนี้ออกไปได้ พร้อมฝากเตือนประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวให้รับฟังข่าวสารอย่างใกล้ชิดตลอดช่วง 1 สัปดาห์หลังจากนี้
▼
ปภ.เตือน 10 จังหวัดภาคกลาง-กทม. เฝ้าระวังน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น 27 ก.ย.นี้
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ประสาน 10 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังกรมชลประทานคาดการณ์ว่าในวันที่ 27 กันยายน 2569 ที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,100–1,250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาอีกประมาณ 50–100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ระหว่าง 1,150–1,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และรับน้ำเข้าระบบชลประทาน 2 ฝั่ง ในอัตรา 400–450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่าจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราระหว่าง 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.60–1.50 เมตร ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ได้แก่ อำเภอเสนา อำเภอผักไห่ อำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในคันกั้นน้ำ ทั้งนี้ กอปภ.ก. ได้ขอให้จังหวัดประสานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำ เตรียมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร รวมถึงประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยให้ติดตามสถานการณ์และขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้พ้นจากแนวน้ำ
ส.อ.ท. เตือนอุตสาหกรรมรับมือสองความเสี่ยงน้ำ เร่งวางแผนฤดูแล้ง
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ออกโรงเตือนภาคอุตสาหกรรมให้บริหารความเสี่ยงด้านน้ำสองด้านพร้อมกัน ทั้งการรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ในระยะสั้น และความเพียงพอของน้ำต้นทุนสำหรับฤดูแล้ง โดยนายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ระบุว่าฝนที่ตกหนักในบางช่วงไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะมีน้ำเพียงพอ ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่าช่วงวันที่ 18–20 กันยายน 2569 หลายพื้นที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยพื้นที่เสี่ยงจากฝนสะสม 24 ชั่วโมง ได้แก่ พิษณุโลก จันทบุรี ตราด นครพนม น่าน แพร่ กระบี่ ชุมพร ตรัง พังงา ระนอง และสุราษฎร์ธานี ขณะที่ปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 1 มกราคม-13 กันยายน 2569 อยู่ที่ 1,032.6 มิลลิเมตร โดยภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 28 ภาคกลางร้อยละ 18 และภาคตะวันออกร้อยละ 13 ด้านข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 496 แห่ง มีน้ำเก็บกักรวม 55,015 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 72 ของความจุ และมีน้ำใช้การได้ 31,041 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 59 ซึ่งต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 4,210 ล้านลูกบาศก์เมตร ส.อ.ท. แนะนำให้สถานประกอบการจัดทำแผนบริหารน้ำอย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ ภาวะปกติ ภาวะเฝ้าระวัง และภาวะขาดแคลนน้ำ พร้อมเร่งลดการสูญเสียน้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. อยู่ระหว่างพัฒนา Water Information & Early Warning เพื่อจัดทำ Industrial Water Risk Map และขยายเครือข่าย Water War Room ให้สอดคล้องกับนโยบาย 5I ของ ส.อ.ท. ด้าน I4 Industrial Infrastructure Reform และ I5 Inclusive Sustainability