กบน.ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 85 สตางค์ รับสงครามตะวันออกกลาง

CommodityGeopoliticsMacro
โดย สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·TH·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 หลังราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์พุ่งต่อเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในเส้นทางขนส่งสำคัญแถบตะวันออกกลาง ประกอบกับอุปทานตึงตัวและปัญหาคอขวดในฝั่งโรงกลั่น โดยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ขึ้นสูงกว่า 195 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ 770 ล้านบาท กบน. จึงจำเป็นต้องปรับลดภาระเพื่อรักษาสภาพคล่องในการดูแลเสถียรภาพราคาในระยะยาว สำหรับกลุ่มน้ำมันดีเซล น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาเพิ่มการชดเชย 1.08 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 9.83 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเป็น 40.69 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 เพิ่มการชดเชย 0.88 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 13.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเป็น 35.69 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลพรีเมี่ยมจัดเก็บ 1.50 บาทต่อลิตร ขณะที่กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล น้ำมันเบนซินเพิ่มการจัดเก็บ 0.08 บาทต่อลิตร เป็นจัดเก็บ 2.56 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเป็น 48.93 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 ลดการชดเชย 0.14 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 4.10 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเป็น 39.94 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ปรับลดการชดเชย 0.14 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 4.10 บาทต่อลิตร ส่งผลราคาขายปลีกเป็น 39.57 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 ลดการชดเชย 0.21 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 7.22 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเป็น 34.94 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล E85 ลดการชดเชย 0.62 บาทต่อลิตร เป็นชดเชย 2.50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกเป็น 30.88 บาทต่อลิตร โดยอัตราเงินกองทุนน้ำมันใหม่นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 ทั้งนี้ กบน. ยืนยันว่าพร้อมดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนและทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงานและใช้เท่าที่จำเป็น

ผลกระทบต่อหุ้น 0

ผลกระทบต่อธีม 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3impact 4

ทรัมป์ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย ให้อำนาจเก็บภาษีกับประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย

ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ลงนามในกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อวันที่ 18 ส่งผลให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีจึงได้รับอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากรัสเซีย กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษี 500% กับสินค้ารัสเซียที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และยังสามารถเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 100% กับ 5 ประเทศที่นำเข้าพลังงานมากที่สุด รวมถึงประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย และประเทศที่ช่วยเหลือในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร อำนาจทางภาษีนี้จะสิ้นสุดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า ในบรรดา 5 ประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันรัสเซียมากที่สุด มีจีน อินเดีย และตุรกีซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย และอาจตกเป็นเป้าของมาตรการภาษีใหม่ในวงกว้าง กฎหมายฉบับนี้ยังขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรอิหร่านปี 1996 ออกไปจนถึงปี 2031 และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบทุติยภูมิต่อบริษัทนอกสหรัฐฯ ที่ทำธุรกรรมกับอิหร่าน ซึ่งเดิมมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในปีนี้ สำนักประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 17 ว่าการที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวที่ "ไม่เป็นมิตร" และเตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
2impact 4

ทรัมป์ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย-อิหร่าน ให้อำนาจเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 100%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจขยายมาตรการคว่ำบาตร การเรียกเก็บภาษีศุลกากร และข้อห้ามต่าง ๆ ต่อรัสเซีย พร้อมต่ออายุมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีอยู่เดิม กฎหมายซึ่งมีชื่อว่า Lindsey O. Graham Sanctioning Russia and Iran Act of 2026 กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัสเซีย ธนาคารรัสเซีย และเรือที่ใช้ขนส่งพลังงานจากรัสเซีย อีกทั้งให้อำนาจทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 100% กับสินค้าจาก 5 ประเทศที่นำเข้าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมากที่สุด นอกจากนี้ยังขยายอายุของกฎหมายคว่ำบาตรอิหร่าน หรือ Iran Sanctions Act ออกไปอีก 5 ปี เพื่อคงมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปยังภาคพลังงานและอาวุธของอิหร่าน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน หลังจากวุฒิสภามีมติผ่านร่างกฎหมายนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นผลงานสำคัญที่สืบทอดเจตนารมณ์ของลินด์ซีย์ เกรแฮม อดีตวุฒิสมาชิกผู้ผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังล้มป่วยกะทันหันได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวเผชิญความเห็นแตกแยกในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าในวุฒิสภา โดยสมาชิกพรรคเดโมแครต 3 คนในสภาผู้แทนราษฎรระบุในแถลงการณ์ร่วมเมื่อไม่นานมานี้ว่า กฎหมายฉบับนี้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเพิ่มอำนาจให้ทรัมป์ในการกำหนดภาษีศุลกากรอย่างมาก แต่ไม่ได้บังคับให้เขาใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย
impact 4

เอกนัฏ เปิดแผนผ่าโครงสร้างพลังงาน กันโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ให้ประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลเตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ไว้สำหรับประชาชนโดยเฉพาะ กำหนดขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อราย เพื่อกระจายสิทธิ์ให้ครัวเรือนทั่วประเทศ แนวทางใหม่จะให้รัฐรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืนและนำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดียวกัน ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์อาจผลิตไฟได้ราว 600-700 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 กว่าบาท และรัฐจะสนับสนุนส่วนลด 50,000 บาท โดยนำรายได้จากไฟฟ้าที่ผลิตได้มาผ่อนชำระ คาดผ่อนอุปกรณ์หมดในประมาณ 7-10 ปี ด้านการลดขั้นตอนอนุญาตจะเหลือการประสานผ่านการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย โดยกรณีติดตั้งเพื่อใช้เองตั้งเป้าตรวจรับประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนกรณีขายคืนไม่เกิน 1 เดือน สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ วาง 3 เป้าหมายคือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบัน 20 % กว่าๆ ให้เข้าใกล้ 50% ภายใน 10 ปี และไม่ต่ำกว่า 65% ในระยะยาว พร้อมลดการพึ่งพา LNG ตลาด Spot หันมาทำสัญญาระยะยาว และเปิดช่องเทคโนโลยีอนาคตทั้งไฮโดรเจน Geothermal, Solid Oxide Fuel Cell และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR ขณะที่ต้นทุนไฟสาธารณะซึ่งรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟมานาน 30-40 ปี คิดเป็นภาระประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี รัฐบาลได้ดึงภาระส่วนนี้ออกจากโครงสร้าง และดำเนินมาตรการค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยแล้ว