TMBThanachart Bank Public Company LimitedQ2 profit beat expectations by 7%, with strong NIM, loan growth, and completed buyback.
ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน และ 10% จากปีก่อน ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ 7% โดยงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 1.07 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน รายได้จากการดำเนินงานเติบโต 3% จากปีก่อน และสามารถรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ไว้ที่ 3.02% ได้จากการบริหารโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สิน การเติบโตของสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง และต้นทุนเงินฝากที่ลดลง ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเติบโตจากค่าธรรมเนียมกองทุนรวม ประกัน บัตรเครดิต และกำไรจากการลงทุน นอกจากนี้ TTB ยังดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนได้ครบ 2.1 หมื่นล้านบาท เร็วกว่ากำหนดเดิม 1 ปี พอร์ตสินเชื่อรวมกลับมาเติบโต 0.5% จากไตรมาสก่อน แม้ยังลดลง 1.8% จากต้นปี โดยได้แรงหนุนจากสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น สินเชื่อบ้านแลกเงินที่เพิ่มขึ้น 3.9% จากไตรมาสก่อน สินเชื่อเล่มแลกเงินเพิ่มขึ้น 16.9% และสินเชื่อ Cash2Go เพิ่มขึ้น 10.5% รวมถึงสินเชื่อบรรษัทที่เติบโต 2.6% จากไตรมาสก่อน จากการใช้โมเดล Risk-Based Pricing อย่างไรก็ตาม การเติบโตถูกชดเชยด้วยการหดตัวของสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อ SME ที่ลดลง 1.5% จากไตรมาสก่อน จากการลดความเสี่ยงของพอร์ต ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่ง โดย NPL Ratio ทรงตัวที่ 2.93% Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 157% จาก 154% ในไตรมาสก่อน และ Credit Cost อยู่ที่ 137 bps สะท้อนการตั้งสำรองที่รอบคอบ แม้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นจากรายการพิเศษ เช่น การปรับมูลค่าความสัมพันธ์กับตัวแทนจำหน่าย การด้อยค่าระบบออนไลน์ และการตัดจำหน่ายระบบ IT แต่ Cost to Income Ratio อยู่ที่ 46% ยังเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัท นักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2570 ขึ้น 6.8% และ 5.7% มาอยู่ที่ 2.18 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน และ 1.94 หมื่นล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน โดยในช่วงที่เหลือของปีจะมุ่งเน้นปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อไปยังสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง ควบคู่กับการลดความเสี่ยงพอร์ตสินเชื่อ การเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และการบริหารหนี้เสียเชิงรุก เพื่อรักษาคุณภาพสินทรัพย์ พร้อมควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษา NIM และผลักดัน Cost-to-Income Ratio ให้อยู่ในระดับ 40% ต้นๆ ตามเป้าหมายของธนาคาร คงคำแนะนำ ถือเพื่อรับปันผล แต่ปรับราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 3.08 บาท อิง PBV 1.22 เท่า ตลาดให้น้ำหนักกับวงเงินคงเหลือจากโครงการซื้อหุ้นคืนราว 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสิ้นสุดปี 2571 โดยคาดว่ามีโอกาสนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลพิเศษสูงสุดราว 0.14 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 4.8% อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยังไม่ยืนยันว่าจะเลือกคืนเงินทุนผ่านการซื้อหุ้นคืน เงินปันผล หรือวิธีอื่น โดยมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายสูงกว่า Book Value ทำให้การซื้อหุ้นคืนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมในเวลานี้ ขณะที่สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นก่อนคือ การประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 0.07 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ 2.4% ในเชิง Sentiment ประเมินว่าราคาที่ปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้ในประเด็นการขายหุ้นของ ING Bank ไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐาน จึงมองว่าราคาที่ย่อตัวลงมาเป็นการเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนระยะกลางถึงยาว เพื่อรับเงินปันผลที่สูง รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้ธนาคารดำเนินการซื้อหุ้นคืนได้ต่อเนื่อง ทางด้านปัจจัยเทคนิค ระยะสั้นเปิด Gap ปรับลงสร้างจุดต่ำ 2.74 บาท ปิดแท่งเทียน Spinning DOJI และมีแรงซื้อกลับขึ้นด้วยแท่งเทียนโดจิ สัญญาณบวกไม่สร้างจุดต่ำใหม่กว่า แนวต้าน SMA5 วันที่ทำหน้าที่เส้นแนวต้านขาลง 2.90 บาท ผ่านยืนมั่นคงเป็น Buy แนวโน้มกลับตัวขึ้นรูปแบบ Morning Star แนวต้านจุดทดสอบ 2.96 และ 3.00 บาท คำแนะนำสำหรับผู้มีหุ้น ให้ถือหรือซื้อเพิ่ม มีโอกาสทดสอบแนวต้าน 2.90, 2.96 และ 3.00 บาท ส่วนผู้ไม่มีหุ้น ให้ซื้อระยะสั้นเน้นยืนแนวรับ 2.80 และ 2.74 บาท ไม่ควรต่ำกว่า
TMBThanachart Bank Public Company LimitedQ2 profit beat expectations by 7%, with strong NIM, loan growth, and completed buyback.