BOT rate cuts and dovish policy lower Thai yields.
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังผลักดันให้ธนาคารกลางก้าวออกจากกรอบนโยบายการเงินแบบดั้งเดิม และเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อ ไปจนถึงเงินผิดกฎหมาย โดยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมว่า เสถียรภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากเศรษฐกิจย่ำแย่ ประชาชนยากจนลง และธุรกิจทยอยปิดตัว ธนาคารกลางไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตน ภายใต้แนวทางนี้ ธปท. กำหนดวาระสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การแก้หนี้ครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) การเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน การสร้างความเป็นธรรมด้านอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการจัดการเงินผิดกฎหมายและการทุจริต โดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ดำเนินโครงการไปแล้ว 15 โครงการ และเตรียมเดินหน้าอีก 5 โครงการในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งรวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ใช้เงินสดจำนวนมาก ขณะเดียวกัน นายวิทัยยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ 1% ซึ่งอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุดของโลก และปฏิเสธว่า ธปท. จะตรึงดอกเบี้ยระดับนี้ไว้เป็นเวลานาน โดยระบุว่าขึ้นอยู่กับข้อมูลและมองไปข้างหน้า ความสัมพันธ์ระหว่าง ธปท. กับกระทรวงการคลังภายใต้การนำของนายวิทัยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ราบรื่นขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวจุดประเด็นถกเถียงว่า ธนาคารกลางควรเข้าไปมีบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากเพียงใด โดยอดีตกรรมการนโยบายการเงินและอดีตรองผู้ว่าการ ธปท. ต่างตั้งคำถามว่า ธปท. กำลังเสี่ยงที่จะก้าวออกไปไกลเกินกว่าพันธกิจหลักหรือไม่ นายวิทัยตอบโต้ผ่าน Facebook ว่า ความรับผิดชอบในการรักษาเสถียรภาพไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญหาที่คุกคามเสถียรภาพเปลี่ยนไป และถามว่า จะมีประโยชน์อะไรหาก ธปท. บรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจยังคงแย่ลง ธุรกิจปิดตัว และประชาชนยากจนลง
BOT rate cuts and dovish policy lower Thai yields.