Megatrend · Carbon Removal

ให้ต้นไม้ดูดคาร์บอนแทนเรา แล้วเราแค่ตัดสินใจว่าจะ “เก็บ” มันยังไง

ทุกวันนี้คาร์บอนเครดิตแบบ “ดูดออกจริง ฝังถาวร” ที่ส่งมอบได้มากที่สุดในโลก ไม่ได้มาจากเครื่องดูดอากาศไฮเทคราคาแพง แต่มาจากของพื้นๆ อย่างเศษไม้และฟางข้าว — เอามาเผาแบบไร้ออกซิเจนจนกลายเป็น “ถ่าน” ที่ฝังอยู่ในดินได้เป็นร้อยปี นี่คือเรื่องของสองวิธีที่ใช้พืชเป็นเครื่องดูดคาร์บอน: ถ่านชีวภาพ (biochar) ที่กำลังครองตลาดส่งมอบจริง กับ BECCS ที่บริษัทยักษ์จองคิวซื้อล่วงหน้าเป็นล้านตัน

หมวด Carbon Removal ระดับ sub-theme ความพร้อม ส่งมอบจริงแล้ว (biochar) · กำลังสร้าง (BECCS) เวลาอ่าน ~14 นาที
ต้นไม้ใหญ่ตรงกลางดูดคาร์บอนจากอากาศ แล้วแยกออกเป็นสองเส้นทาง ฝั่งหนึ่งไปสู่โรงไฟฟ้าที่ดักจับควัน อีกฝั่งกลายเป็นถ่านฝังลงในดิน
ภาพประกอบ (hero.png)
ธรรมชาติจับ มนุษย์เก็บ. พืชดูดคาร์บอนให้ฟรีอยู่แล้ว งานของเราคือเลือกวิธีไม่ให้มันลอยกลับขึ้นฟ้า

01มันคืออะไร (สองวิธีที่ใช้พืชดูดคาร์บอน)

เริ่มจากความจริงข้อหนึ่งที่ทรงพลังมาก: ต้นไม้และพืชทุกต้นคือเครื่องดูดคาร์บอนที่ดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว — และมันทำงานฟรี ผ่านการสังเคราะห์แสง พืชดึง CO₂ จากอากาศมาสร้างเป็นลำต้น ใบ ราก ปัญหามีอยู่ข้อเดียว คือเมื่อพืชตาย เน่าเปื่อย หรือถูกเผา คาร์บอนที่มันเก็บไว้ก็ ลอยกลับขึ้นฟ้า ภายในไม่กี่ปี เหมือนยืมเงินมาแล้วต้องคืน

Bio-based Removal (การดูดคาร์บอนด้วยชีวมวล) คือกลุ่มเทคโนโลยีที่มาแก้ตรงจุดนี้พอดี — ปล่อยให้พืชดูดคาร์บอนให้เราฟรีๆ แล้วเรามาทำให้คาร์บอนนั้น “ไม่ลอยกลับ” มี 2 วิธีหลักที่ต่างกันชัดเจน:

  • Biochar (ถ่านชีวภาพ): เอาชีวมวล (เศษไม้ ฟาง เปลือกถั่ว มูลสัตว์) มาเผาแบบ ไร้ออกซิเจน ที่อุณหภูมิสูง — ได้ “ถ่าน” ที่คาร์บอนถูกล็อกในรูปที่จุลินทรีย์ย่อยแทบไม่ได้ เอาไปฝังในดินแล้วมันอยู่ได้ หลายร้อยปี นี่คือวิธีที่ส่งมอบคาร์บอนเครดิตได้จริงมากที่สุดในโลกตอนนี้
  • BECCS: ย่อมาจาก Bioenergy with Carbon Capture and Storage — เอาชีวมวลมา เผาผลิตไฟฟ้า เหมือนโรงไฟฟ้าทั่วไป แต่แทนที่จะปล่อยควันขึ้นฟ้า กลับ ดักจับ CO₂ จากปล่อง แล้วอัดฝังลงใต้ดินลึกเป็นพันๆ ปี — ได้ทั้งไฟฟ้าและการดูดคาร์บอนในคราวเดียว
ศัพท์ที่ควรรู้
CDR & Durable Removal (การดูดออกแบบถาวร)

CDR (Carbon Dioxide Removal) = การ “ดูด” CO₂ ที่ปล่อยไปแล้วออกจากอากาศ ต่างจากการ “ลดการปล่อย” (เช่น เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด) · Durable = เก็บได้นานพอจะนับว่าถาวร — มาตรฐานสากลมักวัดที่ อย่างน้อย 100 ปี ตรงนี้แหละที่ทำให้ biochar/BECCS ต่างจากการปลูกป่าธรรมดา (ที่ไฟไหม้ทีเดียวคาร์บอนก็คืนหมด)

ในแผนผังเมกะเทรนด์ Bio-based Removal เป็นสาขาย่อยภายใต้ Carbon Removal ซึ่งรวมพี่น้องอย่าง Direct Air Capture (เครื่องดูดอากาศโดยตรง), การเร่งการผุของหิน (Enhanced Weathering) และ การดูดคาร์บอนในมหาสมุทร ในบรรดาพี่น้องทั้งหมดนี้ Bio-based Removal คือคนที่ “ส่งของจริง” ออกมาได้มากที่สุด ณ วันนี้

02ทำไมมันถึงครองตลาดคาร์บอนวันนี้

นี่คือตัวเลขที่ทำให้คนทั้งวงการต้องหันมามอง: ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนเครดิตแบบ “ดูดออกถาวร” (durable CDR) ทำสถิติ ส่งมอบจริงทะลุ 1 ล้านตันสะสมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และเกือบทั้งหมดของยอดส่งมอบนั้นมาจากชีวมวล — โดยเฉพาะ biochar

ถ้าดูเฉพาะไตรมาส 3 ปี 2025 จะเห็นภาพชัดมาก: biochar คิดเป็น ~79% ของคาร์บอนที่ส่งมอบจริงทั้งหมด และถ้ารวมวิธีชีวมวลทั้งหมด (biochar + BECCS + การฝังชีวมวล) จะกินถึง ~97% ของยอดส่งมอบ ส่วนเทคโนโลยีหรูอย่าง DAC ที่เป็นข่าวบ่อยๆ รวมกับวิธีอื่นเหลือแค่ ~3%

ใครส่งมอบคาร์บอนเครดิต “ดูดออกถาวร” ได้จริงในปี 2025
% ของปริมาณที่ส่งมอบจริง (ไตรมาส 3 ปี 2025) — ไม่ใช่แค่เซ็นสัญญา
ที่มา: CDR.fyi — 2025 Q3 Durable CDR Market Update (ชีวมวลรวมกัน ~97% ของยอดส่งมอบ)

เหตุผลที่ biochar นำโด่งคือมัน “พร้อมใช้และถูก” ในโลกที่เครื่องดูดอากาศ DAC ยังมีราคาหลายร้อยถึงเป็นพันดอลลาร์ต่อตัน biochar ขายอยู่ที่ราว $150 ต่อตัน CO₂ ในปี 2025 (ขยับจาก ~$131 ในปี 2023) ใช้เทคโนโลยีที่มนุษย์รู้จักมาพันปี และทำได้ทุกที่ที่มีเศษชีวมวลเหลือทิ้ง — ตั้งแต่ฟาร์มในโบลิเวียยันโรงเลื่อยในไทย

~79%
ของคาร์บอนเครดิต “ดูดออกถาวร” ที่ส่งมอบจริงทั่วโลกในปี 2025 มาจาก biochar เพียงวิธีเดียว — ทำให้ชีวมวลคือกระดูกสันหลังของตลาด CDR ตอนนี้

แล้วทำไมโลกถึงยอมจ่ายเงินซื้อ “การดูดคาร์บอน” เป็นเรื่องเป็นราว? เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประกาศเป้า net-zero — Microsoft, Google, JPMorgan — รู้ดีว่าลำพังการลดการปล่อยไม่พอ พวกเขาต้อง “ดูดคาร์บอนที่ปล่อยไปแล้วกลับคืนมา” ด้วย และต้องเป็นการดูดที่ พิสูจน์ได้ว่าถาวรจริง ไม่ใช่แค่ปลูกป่าที่อาจถูกไฟไหม้ทีหลัง นี่คือดีมานด์ที่สร้างตลาดทั้งตลาดนี้ขึ้นมา

03มันทำงานยังไง

ทั้งสองวิธีเริ่มจากจุดเดียวกัน — พืชดูด CO₂ ผ่านการสังเคราะห์แสง — แล้วค่อยแยกทางกันที่ขั้นตอน “จะเก็บคาร์บอนยังไงไม่ให้ลอยกลับ” ลองดูภาพนี้:

สองเส้นทางของ Bio-based Removal: biochar กับ BECCS พืชดูด CO2 จากอากาศ แล้วชีวมวลแยกเป็นสองทาง ทางหนึ่งเผาไร้ออกซิเจนเป็นถ่านฝังดิน อีกทางเผาผลิตไฟแล้วดักจับคาร์บอนฝังใต้ดิน 1 · พืชดูด CO₂ ฟรี ชีวมวล (เศษไม้/ฟาง) เส้นทาง A เส้นทาง B เผาไร้ออกซิเจน (pyrolysis ~500°C) BIOCHAR ถ่าน → ฝังในดิน ล็อก หลายร้อยปี เผาผลิตไฟฟ้า + ดักจับ CO₂ BECCS อัด CO₂ ลงหินใต้ดิน ลึก เป็นพันปี
จุดเริ่มเดียวกัน ปลายทางต่างกัน. พืชจับคาร์บอนเหมือนกัน แต่ biochar เก็บเป็น “ถ่านในดิน” ส่วน BECCS เก็บเป็น “ก๊าซอัดในหิน”

หัวใจของ biochar อยู่ที่คำว่า “pyrolysis” (ไพโรไลซิส) — การเผาชีวมวลที่อุณหภูมิสูง (~400–700°C) ในสภาพ ไร้ออกซิเจน เพราะไม่มีออกซิเจน ชีวมวลจึงไม่ได้ลุกไหม้เป็นเถ้า แต่ถูก “อบ” จนน้ำและสารระเหยออกไปหมด เหลือไว้แต่โครงคาร์บอนที่เสถียรสุดๆ — เสถียรขนาดที่จุลินทรีย์ในดินย่อยมันแทบไม่ได้ ขณะที่เศษไม้ปกติเน่าหมดใน 5–10 ปี แต่ถ่านชีวภาพนอนนิ่งในดินได้ หลายร้อยปี

ศัพท์ที่ควรรู้
Pyrolysis vs การเผาทั่วไป (combustion)

การเผาทั่วไป = มีออกซิเจน ไฟลุก คาร์บอนกลายเป็น CO₂ ลอยขึ้นฟ้า · Pyrolysis = ไม่มีออกซิเจน ไม่มีเปลว เป็นการ “อบสลายด้วยความร้อน” ได้ผลผลิต 3 อย่าง: ถ่าน (biochar) ของแข็ง, น้ำมันชีวภาพ (bio-oil) ของเหลว, และก๊าซสังเคราะห์ — ความต่างเล็กๆ ระหว่าง “มี/ไม่มีออกซิเจน” นี่แหละที่ตัดสินว่าคาร์บอนจะลอยกลับ หรือถูกล็อกไว้

มือเทถ่านชีวภาพสีดำลงในผืนดินที่ผ่าให้เห็นหน้าตัด ถ่านนอนนิ่งอยู่ใต้ดินเป็นเวลานับร้อยปี
ภาพประกอบ (biochar.png)
ฝังแล้วอยู่ยาว. ถ่านชีวภาพในดินไม่ได้แค่เก็บคาร์บอน แต่ยังช่วยอุ้มน้ำและเพิ่มความสมบูรณ์ให้ดินด้วย

ฝั่ง BECCS ซับซ้อนและแพงกว่ามาก เพราะมันคือการพ่วง “โรงดักจับคาร์บอน” เข้ากับโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดยักษ์ ตัวอย่างจริงที่กำลังสร้างคือโครงการของ Stockholm Exergi ในสวีเดน ที่จะดักจับ CO₂ จากการเผาเศษไม้เพื่อทำความร้อนให้เมือง แล้วขนทางเรือไปอัดฝังใต้ทะเลที่นอร์เวย์ — เมื่อเดินเครื่องเต็มที่ในปี 2028 จะดูดได้ถึง 800,000 ตัน CO₂ ต่อปี ความยากของ BECCS คือมันต้องการทั้งโรงไฟฟ้า เครื่องดักจับ ท่อขนส่ง และหลุมเก็บใต้ดิน — ครบทั้งห่วงโซ่ถึงจะนับว่าดูดคาร์บอนได้จริง

โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดยักษ์เผาท่อนไม้เพื่อผลิตไฟ แล้วมีท่อดูดคาร์บอนจากปล่องลงไปฝังใต้ดิน แต่ตัวอาคารดูใหญ่โตและแพง
ภาพประกอบ (beccs.png)
ได้ทั้งไฟทั้งการดูดคาร์บอน — แต่ต้องลงทุนทั้งโรงงาน. BECCS ทรงพลังในเชิงปริมาณ แต่แพงและสร้างนาน

04มันเชื่อมกับอะไรในระบบนิเวศ

Bio-based Removal ไม่ได้อยู่ลอยๆ มันพันกับเทรนด์ใหญ่ๆ หลายตัวอย่างน่าสนใจ:

  • เป็นพี่น้องกับ Carbon Removal วิธีอื่น: มันคือ “ตัวจริงที่ส่งของได้” ในตระกูลเดียวกับ Direct Air Capture (เครื่องดูดอากาศ — แม่นยำแต่แพงมาก), การเร่งการผุของหิน และการดูดคาร์บอนในมหาสมุทร แต่ละวิธีต่างกันที่ ราคา ความถาวร และความพร้อม — biochar ชนะเรื่องราคาและความพร้อม ส่วน DAC ชนะเรื่องความถาวรและการวัดที่แม่นยำ
  • แย่งทรัพยากรกับ พลังงานสะอาด: BECCS เผาชีวมวลเพื่อทำพลังงาน — ชีวมวลก้อนเดียวกันนี้คนอื่นก็อยากเอาไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหรือทำความร้อน การดึงชีวมวลมาทำ BECCS จึงเป็นการ แข่งขัน กับการใช้พลังงานทางอื่น และยังพึ่งระบบไฟฟ้า/โครงข่ายในการเดินเครื่อง
  • พึ่งโครงสร้างพื้นฐานเก็บ CO₂ ใต้ดิน: ทั้ง BECCS และ bio-oil ต้องการ “หลุมเก็บ” คือชั้นหินใต้ดินที่อัดก๊าซเข้าไปได้ถาวร — โครงสร้างพื้นฐานเดียวกับที่อุตสาหกรรมดักจับคาร์บอน (CCS) ใช้ ทำให้มันผูกกับการพัฒนาท่อขนส่งและแหล่งกักเก็บใต้ดินทั่วโลก
  • ยืนบนตลาดคาร์บอนเครดิต: ทั้งหมดนี้จะเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่มี “ผู้ซื้อ” ที่ยอมจ่ายเงินซื้อการดูดคาร์บอน — ดีมานด์จากเป้า net-zero ของบริษัทยักษ์คือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนทั้งวงการ
มุมมอง
วิธีที่ง่ายที่สุดในการเข้าใจตระกูลนี้คือมองเป็น “สเปกตรัมของการแลกเปลี่ยน” ปลายหนึ่งคือ biochar — ถูก พร้อมใช้ ทำได้ทุกที่ แต่วัดความถาวรได้ยากกว่าและถูกตั้งคำถามเรื่องคุณภาพ อีกปลายคือ DAC — แพงลิบ แต่แม่นยำและถาวรชัดเจน ส่วน BECCS อยู่ตรงกลาง: ปริมาณมหาศาล แต่ลงทุนหนักและพ่วงประเด็นความยั่งยืนของชีวมวล

05ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (2025–2026)

มีปรากฏการณ์หนึ่งที่อธิบายสถานะของวงการนี้ได้ดีที่สุด — เรียกว่า “ช่องว่างระหว่างสัญญากับการส่งมอบ” ในปี 2025 ถ้านับ ปริมาณที่บริษัทเซ็นสัญญาซื้อล่วงหน้า BECCS ครองตลาดถึง ~75% เพราะดีลมันใหญ่มาก (เป็นล้านๆ ตัน) แต่ถ้านับ ของที่ส่งมอบจริงในปีนั้น biochar ครองเกือบทั้งหมด เพราะ BECCS ส่วนใหญ่ยัง “สร้างไม่เสร็จ” — เป็นสัญญาที่จะส่งมอบในปี 2028 ขึ้นไป

เซ็นสัญญา vs ส่งมอบจริง — คนละเรื่องกัน
% ของตลาด durable CDR ปี 2025 (สัญญา = จองล่วงหน้า · ส่งมอบ = ของถึงมือจริง)
ที่มา: CDR.fyi — BECCS ครองฝั่ง “สัญญา” (ดีลใหญ่ระยะยาว) ส่วน biochar ครองฝั่ง “ส่งมอบจริง” วันนี้

ฝั่ง biochar โตจนของขาด — ปลายปี 2025 มีรายงานว่า กว่า 90% ของกำลังผลิต biochar ระดับอุตสาหกรรมถูกผู้ซื้อรายใหญ่จองหมดแล้ว ดีลที่สะเทือนวงการที่สุดคือ Microsoft จับมือ Exomad Green (ผู้ผลิตจากโบลิเวีย) เซ็นสัญญาดูดคาร์บอน 1.24 ล้านตันใน 10 ปี — เป็นดีล biochar ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมี และทำให้ Exomad Green กลายเป็นผู้ส่งมอบ durable CDR เบอร์หนึ่งของโลก (ราว 27% ของยอดส่งมอบทั้งหมด)

ผู้ซื้อรายใหญ่เพียงไม่กี่รายยืนกวาดเอาผลผลิตคาร์บอนเครดิตไปเกือบทั้งกอง เหลือให้ตลาดที่เหลือแค่นิดเดียว
ภาพประกอบ (buyers.png)
ตลาดที่ค้ำด้วยมือไม่กี่คู่. ผู้ซื้อรายใหญ่ไม่กี่รายดูดซับผลผลิตเกือบทั้งหมด — โอกาสและความเปราะบางในเวลาเดียวกัน

ฝั่ง BECCS ปี 2025 เป็นปีที่ “เดิมพันสูง” มาก ในสหราชอาณาจักร รัฐบาล อนุมัติโครงการ BECCS ของ Drax ในเดือนมกราคม 2025 — โรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตั้งเป้าดูดได้ถึง 8 ล้านตันต่อปี เมื่อแปลงสองเตาเผา แต่ดีลนี้กลายเป็นข้อถกเถียงร้อนแรง เพราะ think tank อย่าง Ember ประเมินว่าโครงการเดียวอาจกินเงินอุดหนุนถึง £30,000 ล้าน — มากกว่างบดักจับคาร์บอนทั้งประเทศ ทำให้ Drax เองก็เริ่ม “ชะลอ” การลงทุนและลดคนในแผนก BECCS ลงในปีเดียวกัน

ตัวเลขราคาก็เล่าเรื่องการแลกเปลี่ยนได้ชัด biochar ขายราว $150/ตัน ส่วน BECCS แพงกว่าเท่าตัว (~$200–390/ตัน) สะท้อนว่าปริมาณที่ BECCS ทำได้มากกว่า มาพร้อมต้นทุนที่สูงกว่ามาก:

ราคาต่อตัน CO₂ — biochar ถูกที่สุดในกลุ่มดูดถาวร
ดอลลาร์ต่อตัน CO₂ (ค่าประมาณกลางช่วง ปี 2025) — ยิ่งถูกยิ่งซื้อง่าย
ที่มา: CDR.fyi, carboncredits.com, IEA (ค่ากลางจากหลายแหล่ง — DAC ยังกว้างถึง $400–1,000+)
ผู้เล่นหลักในสนามนี้
หมายเหตุ
ผู้ส่งมอบ biochar ตัวจริงส่วนใหญ่ยังเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น เราจึงจัดวางผู้เล่นตามบทบาทและส่วนแบ่งในตลาดจริง เพื่อให้เห็นว่าใครครองอะไร ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
Drax GroupDRX · LSE
สหราชอาณาจักร · BECCS รายใหญ่สุด
โรงไฟฟ้าชีวมวลใหญ่สุดของยุโรป ตั้งเป้าดูดคาร์บอน 8–12 ล้านตัน/ปีผ่าน BECCS (แบรนด์ Elimini) ปี 2025 รายได้ ~£5,400 ล้าน — แต่ดีล BECCS ติดประเด็นเงินอุดหนุนมหาศาลและความยั่งยืนของไม้
core · ผู้นำ BECCS
Stockholm Exergiเอกชน · สวีเดน
สวีเดน · BECCS เมืองแรกของโลก
กำลังสร้างโรงดักจับคาร์บอนจากความร้อนเมือง ดูดได้ 800,000 ตัน/ปีตั้งแต่ปี 2028 — ขายล่วงหน้าให้ Microsoft แล้ว 5.08 ล้านตันใน 10 ปี (ดีลถาวรใหญ่สุดในขณะนั้น) หนุนด้วยเงินกู้ EIB €260 ล้าน
core · BECCS ตัวอย่าง
Exomad Greenเอกชน · โบลิเวีย
โบลิเวีย · ผู้ส่งมอบ biochar เบอร์ 1
เจ้าตลาด durable CDR ที่ส่งมอบจริง (~27%) ดูดคาร์บอนสะสมแล้วกว่า 120,000 ตัน — เซ็นดีล biochar ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์กับ Microsoft (1.24 ล้านตัน/10 ปี)
core · ผู้นำ biochar
Charm Industrialเอกชน · สหรัฐฯ
สหรัฐอเมริกา · bio-oil
บุกเบิกวิธีที่ต่างออกไป — แปลงเศษพืชเป็น “น้ำมันชีวภาพ” แล้วอัดฉีดลงหลุมใต้ดินลึกเพื่อล็อกคาร์บอนเป็นพันปี ลูกค้าแรกๆ คือกลุ่มผู้ซื้อ CDR ระดับแนวหน้าอย่าง Frontier
core · bio-oil sequestration
Ditto (Thailand)DITTO · BK
ไทย · ผู้พัฒนาคาร์บอนเครดิต
ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตรายแรกๆ ของไทย — เน้น blue carbon (ป่าชายเลน) และต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิตเชิงพาณิชย์ ตัวแทนของคลื่นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีชีวมวลเหลือทิ้งมหาศาลรอแปลงเป็นมูลค่า
core · ผู้พัฒนาเอเชีย

06อนาคตข้างหน้า

ทิศทางแรกชัดเจน: biochar จะยังเป็น “ตัวส่งของ” หลักไปอีกหลายปี ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ biochar ทั่วโลกถูกคาดว่าจะโตจากระดับพันล้านดอลลาร์ไปแตะ ~$3,000–7,000 ล้านภายในปี 2035 (โตเฉลี่ยราว 11–13% ต่อปี) สิ่งที่จะตัดสินอนาคตไม่ใช่แค่ปริมาณ แต่คือ “คุณภาพ” — โครงการที่วัดและพิสูจน์ความถาวรได้ดี (MRV แข็งแรง) จะขายได้ราคาพรีเมียม $180–200+ ส่วนโครงการที่เอกสารอ่อนจะถูกปรับราคาลงหรือถูกถอดออกจากตลาด

ตลาดผลิตภัณฑ์ biochar ทั่วโลก
มูลค่าตลาด (พันล้านดอลลาร์) — ปี 2030–2035 เป็นประมาณการ (ค่ากลางจากหลายสำนัก)
ที่มา: ค่ากลางจาก Precedence Research, Grand View, MarketResearchFuture (CAGR ~11–13%)

ทิศทางที่สองคือ BECCS จะเริ่ม “ส่งของจริง” ตั้งแต่ราวปี 2028 เมื่อโครงการอย่าง Stockholm Exergi เดินเครื่อง ปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดต่อปีจะกระโดดขึ้นมหาศาล (โครงการเดียวระดับหลายแสนถึงหลายล้านตัน) เปลี่ยนภาพตลาดจาก “biochar ครองทุกอย่าง” ไปสู่สมดุลใหม่ที่ BECCS เริ่มมีน้ำหนัก — ถ้ามันสร้างเสร็จและคุมต้นทุนได้

ทิศทางที่สามคือ การกระจายตัวสู่ประเทศที่มีชีวมวลเหลือทิ้งเยอะ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกา และแอฟริกา มีเศษเกษตรมหาศาล (ฟางข้าว เปลือกถั่ว เศษไม้ยาง) ที่ปกติถูกเผาทิ้งกลางแจ้ง — การแปลงมันเป็น biochar คือทั้งการดูดคาร์บอนและการแก้ปัญหามลพิษจากการเผาในที่เดียว นี่คือพื้นที่ที่คลื่นผู้พัฒนารายใหม่จะเติบโต

07ความท้าทายและความเสี่ยง

เสน่ห์ของ Bio-based Removal มาพร้อมคำถามยากๆ ที่ยังไม่มีใครตอบได้ขาด

ความเสี่ยงข้อแรกคือ “ความถาวรจริงแค่ไหน?” ตลาดยอมรับว่า biochar เก็บคาร์บอนได้ “หลายร้อยปี” แต่งานวิจัยเรื่องว่ามันอยู่ได้ถึง 1,000 ปีหรือไม่ ยังไม่ลงตัว มาตรฐานสากลจึงเลือกจุดที่ อนุรักษ์นิยม (เช่นนับที่ระดับหลายร้อยปี ไม่ใช่พันปี) — ถ้าวิทยาศาสตร์ในอนาคตพบว่าถ่านบางชนิดสลายเร็วกว่าที่คิด ความน่าเชื่อถือของเครดิตที่ขายไปแล้วก็สั่นคลอน นี่คือเหตุผลที่ คุณภาพการวัด (MRV) กลายเป็นเส้นแบ่งเป็น-ตายของแต่ละโครงการ

ความเสี่ยงข้อสองคือ ความยั่งยืนของชีวมวล — โดยเฉพาะ BECCS หัวใจของข้อถกเถียง Drax คือ: ถ้าต้อง “ตัดไม้มาเผา” เพื่อดูดคาร์บอน มันยั่งยืนจริงไหม? นักวิจารณ์อย่าง Biofuelwatch แย้งว่า BECCS ขนาดใหญ่ยัง “ยังไม่พิสูจน์” และอาจเป็นการล่าเงินอุดหนุนมากกว่าการดูดคาร์บอนจริง คำถามว่า “ชีวมวลมาจากไหน และการปลูกทดแทนทันไหม” คือสิ่งที่ตัดสินว่า BECCS เป็นพระเอกหรือผู้ร้ายด้านสภาพภูมิอากาศ

ความเสี่ยงข้อสามคือ การกระจุกตัวของผู้ซื้อ ตลาดนี้ถูกค้ำด้วยมือไม่กี่คู่ — ปี 2024 Microsoft รายเดียวซื้อ CDR ถึง ~63% ของทั้งโลก เมื่อดีมานด์เกือบทั้งหมดมาจากบริษัทเทคไม่กี่ราย ตลาดทั้งใบจึงเปราะบางต่อการเปลี่ยนใจของผู้ซื้อเหล่านั้น ถ้าวันหนึ่งงบ net-zero ถูกตัด หรือกฎเกณฑ์เปลี่ยน ดีมานด์อาจหายวับ — และผู้ผลิตที่ลงทุนสร้างโรงงานไว้แล้วจะเจ็บหนัก

ความเสี่ยงข้อสี่คือ การพึ่งเงินอุดหนุนและนโยบาย BECCS โดยเฉพาะแทบเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีรัฐช่วยจ่าย กรณี Drax ที่ตัวเลขอุดหนุนพุ่งจนถูกตั้งคำถามทางการเมือง คือสัญญาณว่าเทรนด์นี้ผูกกับ “ความเต็มใจของรัฐบาลที่จะจ่าย” ซึ่งเปลี่ยนได้ตามการเมือง

บรรทัดสรุปสำหรับนักลงทุน
Bio-based Removal คือเทรนด์ที่ “ส่งของได้จริงที่สุดในวันนี้ แต่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองที่สุดเช่นกัน” — กุญแจอยู่ที่สามข้อ: (1) ใครมี MRV ที่พิสูจน์ความถาวรได้แน่นที่สุด (คุณภาพ = ราคาพรีเมียม) · (2) ชีวมวลมาจากแหล่งที่ยั่งยืนจริงไหม (ความเสี่ยงชื่อเสียงและกฎเกณฑ์) · (3) ดีมานด์ยังกระจุกที่ผู้ซื้อไม่กี่ราย — มูลค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ “ใครเผาถ่านได้เยอะสุด” แต่อยู่ที่ “ใครพิสูจน์ได้ว่าคาร์บอนถูกล็อกไว้จริง และมีลูกค้าที่ยอมจ่ายระยะยาว”

สรุปสั้นๆ: Bio-based Removal คือเรื่องราวของการเอา “ของเหลือทิ้งจากธรรมชาติ” มาทำให้คาร์บอนที่พืชดูดไว้แล้วไม่ลอยกลับ — ด้านหนึ่งเรียบง่ายและพร้อมใช้จนครองตลาดส่งมอบ อีกด้านเต็มไปด้วยคำถามเรื่องความถาวร ความยั่งยืน และการพึ่งผู้ซื้อ/รัฐไม่กี่ราย เข้าใจสองด้านนี้ให้ขาด คือเข้าใจว่าทำไม “ถ่านธรรมดาๆ” ถึงกลายเป็นสินค้าที่ Microsoft ยอมเซ็นสัญญาซื้อล่วงหน้าเป็นล้านตัน

ดูข้อมูล หุ้น และข่าวสดของธีมนี้ →