CIMBT ชี้ Sustainable Finance เข้าสู่ยุคจัดสรรเงินทุน จับตา 3 เมกะเทรนด์ใหม่

Industry
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า Sustainable Finance กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนจากยุคจัดประเภทสินทรัพย์สีเขียวไปสู่ยุคจัดสรรเงินทุน โดยสถาบันการเงินจะพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ เส้นทางการเปลี่ยนผ่าน ความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความสามารถของสินทรัพย์ในการสร้างรายได้ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศมากขึ้น สำหรับ 3 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะ Transition Finance ที่คอขวดใหม่มีแนวโน้มอยู่ที่ความพร้อมขององค์กร เนื่องจากตราสารหนี้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่แผนการเปลี่ยนผ่าน ธุรกิจจึงต้องกำหนดสินทรัพย์ที่จะปรับเปลี่ยน เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก เงินลงทุน ลำดับโครงการ และผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าการลงทุนในไทยกำลังเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่คุณภาพ โดยยอดขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มดิจิทัลอยู่ที่ 1.12 ล้านล้านบาท ขณะที่เกณฑ์คัดกรอง Data Center ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ส่งผลให้ความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ โครงข่ายไฟฟ้า และการรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเป็นไปได้และ Bankability ของโครงการ ขณะเดียวกัน Climate Adaptation จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น หลังข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่า จากความต้องการเงินลงทุนด้านภูมิอากาศของไทย 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินลงทุนด้านการปรับตัวสูงถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่างบด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ซีไอเอ็มบี ไทย มีมูลค่าการเงินเพื่อความยั่งยืนที่ได้รับอนุมัติภายใต้กรอบ GSSIPS ราว 22,980 ล้านบาท ครอบคลุมลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ วาณิชธนกิจ สถาบันการเงิน และบุคคลธรรมดา ขณะที่ Sustainability360 Advisory Program สนับสนุนการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับตลาดรวมกว่า 7,000 ล้านบาท พร้อมพัฒนา Climate Transition Canvas เครื่องมือช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก มาตรการลดคาร์บอน ความต้องการเงินลงทุน แหล่งเงินทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และการกำกับดูแล ให้สามารถนำไปสู่การจัดหาเงินทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม นายเจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน กล่าวว่า ในช่วงปี 2569–2571 ภาคธุรกิจไทยต้องจับตา 5 แนวโน้ม ได้แก่ ความพร้อมของโครงการที่จะเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเข้าถึง Transition Finance การแข่งขันด้านพลังงานที่จะมีผลต่อการเลือกที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI ปัจจัยด้านน้ำ โครงข่ายไฟฟ้า และความทนทานต่อสภาพอากาศที่จะมีน้ำหนักต่อ Bankability ของ Data Center การเพิ่มงบลงทุนเพื่อรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และบทบาทของฝ่ายความยั่งยืนในภาคการเงินที่จะเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุนมากขึ้น โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของไทยจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งการลดคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศเข้ากับแผนการเงินและการลงทุน เพื่อสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ผลกระทบต่อหุ้น 0

ผลกระทบต่อธีม 3

บริษัทนอก coverage 1

CIMB Thai Bank Public Company Limitedเอกชน▲ บวก
เงินทุนความเกี่ยวข้อง

CIMB Thai highlights its sustainable finance approvals and strategic focus, positioning it favorably in the capital allocation era.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สมาคมประกันวินาศภัยญี่ปุ่นเผยค่าสินไหมน้ำท่วมใหญ่จังหวัดชิบะราว 3.54 หมื่นล้านเยน แผ่นดินไหวคุมาโมโตะราว 2.38 หมื่นล้านเยน

สมาคมประกันวินาศภัยญี่ปุ่นเปิดเผยเมื่อวันที่ 17 ว่ายอดจ่ายค่าสินไหมของบริษัทประกันวินาศภัยต่างๆ จากเหตุฝนตกหนักในจังหวัดชิบะเมื่อเดือนสิงหาคม อยู่ที่ประมาณ 3.54 หมื่นล้านเยน ณ วันที่ 28 สิงหาคม โดยรวมส่วนที่คาดว่าจะจ่ายในอนาคตด้วย แยกเป็นประกันรถยนต์ 19,182 คัน รวมประมาณ 2.06 หมื่นล้านเยน และประกันอัคคีภัย 10,405 รายการ รวมประมาณ 1.43 หมื่นล้านเยน ขณะที่แผ่นดินไหวคุมาโมโตะซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม มีจำนวนเคลมประกันแผ่นดินไหว 30,838 รายการ และยอดจ่ายค่าสินไหมรวมประมาณ 2.38 หมื่นล้านเยน นายอิชิกาวะ โคจิ นายกสมาคมประกันวินาศภัยญี่ปุ่น กล่าวว่ายังมีคำขอเคลมและการสอบถามใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน และจะร่วมมือกันทั้งอุตสาหกรรมในการดำเนินการจ่ายค่าสินไหม
impact 4

เวอริสก์ เตือนเอเชียเสี่ยงไม่สงบจากวิกฤตอาหาร ไทยผลผลิตน้ำตาลทรุด

เวอริสก์ เมเปิลครอฟต์ บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง เตือนว่าสภาพอากาศแปรปรวนและผลกระทบจากสงครามอิหร่านอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในเอเชีย และอาจนำไปสู่ความไม่สงบในสังคมและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่มีความเปราะบาง เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยระบุในรายงานที่เผยแพร่วันที่ 17 ก.ย. ว่า สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการจัดหาเชื้อเพลิงและปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคเกษตร ขณะที่สภาพอากาศสุดขั้วจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงยังกระทบผลผลิตทางการเกษตรของหลายประเทศในเอเชีย อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญไฟป่าที่ควบคุมได้ยากจนกระทบต่อการเก็บเกี่ยว ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกมีปริมาณฝนในช่วงฤดูมรสุมต่ำกว่าปกติ 15% ส่วนไทยมีแนวโน้มผลผลิตน้ำตาลลดลงอย่างหนัก และยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยในระดับสูง พร้อมเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้ของเกษตรกรก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกครั้งต่อไป ข้อมูลจากดัชนีความมั่นคงด้านอาหารของเวอริสก์ เมเปิลครอฟต์พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงหรือระดับวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหาร ยังอยู่ใน 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีคาดการณ์ความไม่สงบในสังคม โดยมีอินเดีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียรวมอยู่ด้วย ขณะที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเกิดการประท้วงขึ้นแล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และเวอริสก์ เมเปิลครอฟต์เตือนว่าหากแรงกดดันจากราคาและปริมาณอาหารเพิ่มขึ้น และรัฐบาลถูกมองว่ารับมือได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจนำไปสู่ความไม่สงบและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ส่วนประเทศที่เผชิญความขัดแย้งอยู่แล้ว เช่น อัฟกานิสถานและเมียนมา ภาวะช็อกด้านอาหารอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม

รายงานของ Capgemini พบผู้บริหาร 68% ให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ขณะช่องว่างเป้าหมาย Net Zero กว้างขึ้น

รายงานฉบับใหม่จาก Capgemini Research Institute พบว่าผู้บริหาร 68% ระบุว่าองค์กรของตนให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง เพิ่มขึ้นจาก 56% ในปี 2025 แต่มีเพียง 15% เท่านั้นที่ประเมินผลกระทบทางการเงินจากความปั่นป่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศได้อย่างครบถ้วน รายงานฉบับที่ห้าของ A World in Balance: The resilience reset ซึ่งอ้างอิงจากการสำรวจผู้บริหาร 2,100 คนจาก 701 องค์กรที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ใน 13 ประเทศ ยังแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนองค์กรที่ตามไม่ทันเป้าหมาย Net Zero เพิ่มขึ้นเป็น 11% ในปี 2026 จาก 1% ในปี 2025 โดย 29% ระบุว่าได้เลื่อนเป้าหมาย Net Zero ออกไป เทียบกับเพียง 8% เมื่อปีที่แล้ว เกือบ 9 ใน 10 องค์กรรายงานว่าพบความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ และผู้บริหารมากกว่า 7 ใน 10 คนกล่าวว่าการรักษาการเข้าถึงทรัพยากรสำคัญ เช่น พลังงาน น้ำ และวัตถุดิบ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านความยั่งยืนมากกว่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน การใช้จ่ายด้านความยั่งยืนแตะระดับ 1.04% ของรายได้เมื่อปีที่แล้ว สูงกว่างบประมาณเริ่มต้นที่ 0.8% และ 83% ขององค์กรวางแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศในอีก 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้า Cyril Garcia หัวหน้าฝ่ายบริการด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อองค์กรระดับโลกของ Capgemini กล่าวว่าความปั่นป่วนด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ และผู้นำไม่สามารถเลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศออกไปได้อีก