ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 6% ในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน หลังเกิดการโจมตีเรือขนส่งทางทะเลรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั้งสองสัญญาหลักทะยานเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยสัญญาเบรนท์ปิดเพิ่มขึ้น 6.42 ดอลลาร์ หรือ 6.34% มาอยู่ที่ 107.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสัญญา West Texas Intermediate ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6.43 ดอลลาร์ หรือ 6.69% ปิดที่ 102.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ราคาน้ำมันสหรัฐฯ กลับขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ และทั้งสองสัญญาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม พร้อมบันทึกการปรับตัวขึ้นรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน แรงกดดันต่อตลาดเพิ่มขึ้นหลังกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเข้าควบคุมท่าเรือโมคาในเยเมนเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะที่การสัญจรของเรือในอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกจำกัด ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนว่าสหรัฐฯ อาจโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ของอิหร่าน และระบุว่าสงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่อิหร่านระบุว่าได้โจมตีเรือ 10 ลำบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพุธ หลังจากสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำ และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่านเตือนว่าจะยกระดับการตอบโต้หากเผชิญการโจมตีเพิ่มเติม ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ในสัปดาห์ล่าสุดลดลง 391,000 บาร์เรล เหลือ 424.1 ล้านบาร์เรล น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.55 ล้านบาร์เรล ขณะที่ OPEC ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2569 เหลือ 380,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นการปรับลดประมาณการติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 และผลสำรวจของ Reuters พบว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของ OPEC ลดลง 640,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม