โมโตโรล่า โซลูชั่นส์ เกินคาดในไตรมาส 2 พร้อมปรับเพิ่มแนวโน้ม

EarningsM&A · Partnership
โดย Simply Wall St·US·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

โมโตโรล่า โซลูชั่นส์ รายงานกำไรต่อหุ้นแบบ non-GAAP ในไตรมาสที่สองของปี 2569 ที่ 4.41 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้เติบโต 13% และได้ปรับเพิ่มแนวโน้มทั้งปี แม้ผลประกอบการจะแข็งแกร่งและมีแผนเข้าซื้อกิจการ D-Fend Solutions ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านโดรน มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาหุ้นปรับลดลง 0.9% ในวันเดียว และ 3.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังปรับเพิ่มขึ้น 6.8% ในหนึ่งเดือน และ 14.1% ในสามเดือน ผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้นในสามปีอยู่ที่ 71.2% ขณะที่ผลตอบแทนในห้าปีอยู่ที่ 104.6% แม้ผลตอบแทนในหนึ่งปีจะติดลบเล็กน้อยที่ 1.2% กระแสข่าวที่ถูกติดตามมากที่สุดระบุมูลค่ายุติธรรมของโมโตโรล่า โซลูชั่นส์ อยู่ที่ 521.82 ดอลลาร์ สูงกว่าราคาปิดล่าสุดที่ 468.05 ดอลลาร์ ชี้ว่าหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าประมาณ 10.3% แต่ค่า P/E ปัจจุบันที่ 36.3 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมสื่อสารของสหรัฐที่ 33.9 เท่า และสูงกว่าอัตราส่วนยุติธรรมที่ 27.6 เท่า การเปลี่ยนผ่านของบริษัทไปสู่ซอฟต์แวร์และบริการที่เกิดรายได้ประจำ รวมถึงโซลูชันศูนย์บัญชาการและวิดีโอ กำลังขับเคลื่อนการยกระดับผลการดำเนินงานและการขยายอัตรากำไร โดยได้รับการสนับสนุนจากอัตราการเชื่อมโยงฮาร์ดแวร์ที่แข็งแกร่งและการใช้งาน SaaS ในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบต่อหุ้น 1

Defense & Geopolitical Fragmentation · 1 หุ้น
Motorola Solutions Inc
MSI
▲ บวกเงินทุนความเกี่ยวข้อง

Beats Q2 estimates, raises guidance, and announces $1.5B acquisition

ผลกระทบต่อธีม 1

บริษัทนอก coverage 1

D-Fend Solutions Ltdเอกชน▲ บวก
เงินทุนความเกี่ยวข้อง

Planned acquisition by Motorola Solutions at $1.5B

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

impact 5

ทรัมป์หวังสงครามอิหร่านใกล้จบ แต่ซาอุฯ-ฮูตีปะทะเดือด เสี่ยงซัพพลายน้ำมันหาย 4%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ 16 กันยายนว่า หวังว่าสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 จะใกล้ถึงจุดสิ้นสุด โดยระบุว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลง และตนได้รับการติดต่อจากอิหร่านโดยตรง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังกองทัพอากาศซาอุดีอาระเบียเปิดฉากโจมตีในเยเมน และกลุ่มกบฏฮูตีตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเมืองต่าง ๆ ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงท่าเรือน้ำมันยันบุริมทะเลแดง และฐานทัพอากาศคามิส มูชาอิตทางตอนใต้ ตามคำแถลงของยาห์ยา ซารี โฆษกกองทัพกลุ่มฮูตี สงครามดังกล่าวปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนที่เตหะรานจะยิงตอบโต้อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย และการโจมตีซาอุดีอาระเบียจนท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกเสียหายในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมันเตือนว่า หากท่อส่งน้ำมันดังกล่าวต้องหยุดส่งน้ำมันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้อุปทานน้ำมันทั่วโลกหายไปสูงถึง 4% ขณะที่ทางการซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าจะกลับมาเดินท่อส่งน้ำมันได้เมื่อใด นอกจากนี้ การที่สงครามลุกลามเข้าสู่เยเมนยังซ้ำเติมภาวะขาดแคลนพลังงานทั่วโลก หลังจากสงครามก่อนหน้านี้ได้ตัดขาดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เมื่อวันพุธเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 6.30 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองครั้งใหญ่ต่อพรรครีพับลิกันก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ด้านสำนักข่าวแอกซิออส รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ปธน.ทรัมป์มีกำหนดพบหารือกับผู้นำคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ซึ่งประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในวันอังคารหน้า ที่ 22 กันยายน เพื่อหารือแนวทางขั้นต่อไปในสงครามกับอิหร่าน ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2558 และเคยสงบลงตามข้อตกลงหยุดยิง ได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งหลังกลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ฮูตีอ้างซาอุฯ ทิ้งบอมบ์ 40 ครั้งในเยเมน 24 ชม. พร้อมอ้างยิง F-15 ตก

กลุ่มฮูตีในเยเมนเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 16 ก.ย. ว่า เครื่องบินรบของซาอุดีอาระเบียได้ดำเนินปฏิบัติการโจมตีทางอากาศจำนวน 40 ครั้งทั่วพื้นที่ 3 จังหวัดของเยเมนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยยาฮยา ซารี โฆษกทางการทหารของกลุ่มฮูตี ระบุในแถลงการณ์ผ่านเอ็กซ์ว่า เครื่องบินรบ F-15 ซึ่งทะยานออกจากฐานทัพอากาศคามิส มูชาอิตทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย ได้เปิดฉากโจมตีใส่จังหวัดตาอิซทางตะวันตกเฉียงใต้ จังหวัดมาริบทางตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดฮัจญะฮ์ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว และยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ หรือความเสียหายจากรายงานการโจมตีครั้งนี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คำกล่าวอ้างล่าสุดเกิดขึ้นขณะที่การปะทะข้ามพรมแดนทวีความรุนแรงขึ้น โดยกลุ่มฮูตีเปิดเผยในช่วงเช้าวันพุธว่า ได้ยิงขีปนาวุธหลายลูกและส่งโดรนหลายลำถล่มโรงงานของบริษัท ซาอุดี อารัมโก ในเมืองยันบู ทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงยิงขีปนาวุธทิ้งตัวอีกหลายลูกใส่ฐานทัพอากาศในเมืองคามิส มูชาอิต และยังอ้างว่าสามารถสอยเครื่องบินรบ F-15 ของซาอุดีอาระเบียตกได้ด้วยขีปนาวุธพื้นสู่อากาศที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ เหนือพื้นที่จังหวัดมาริบทางตะวันออกเฉียงเหนือของเยเมน ซึ่งซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ออกมายืนยันหรือแสดงความคิดเห็นต่อรายงานนี้เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทหารเยเมนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่า การสู้รบอย่างหนักหน่วงยังคงดำเนินต่อไปในวันพุธบริเวณเทือกเขาคาห์บุบ ในจังหวัดลาฮิจทางตอนใต้ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ โดยมีทหารของรัฐบาลเสียชีวิต 5 นาย และกลุ่มติดอาวุธฮูตีเสียชีวิต 10 ราย รวมถึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายรายจากทั้งสองฝ่าย
11impact 5

โดรนโจมตีท่อ Petroline ซาอุดีอาระเบีย เสี่ยงวิกฤตพลังงานโลก

เกิดเหตุโจมตีด้วยโดรนใส่ท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก หรือ Petroline ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นท่อส่งน้ำมันความยาว 1,200 กิโลเมตร ที่ทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตทางภาคตะวันออกข้ามคาบสมุทรอาหรับไปยังท่าเรือยันบูบนชายฝั่งทะเลแดง ทำให้ซาอุดีอาระเบียต้องระงับการดำเนินงานท่อส่งแห่งนี้ชั่วคราว ท่อส่ง Petroline ถือเป็นเส้นทางหลบภัยทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้ซาอุดีอาระเบียส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตการปิดกั้นจากสงครามจนปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางเดิมลดลงอย่างฮวบฮาบ ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลกกำลังดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบกว่าสามทศวรรษ นักวิเคราะห์และสถาบันวิจัยชั้นนำเตือนตรงกันว่า หากการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยโดรนยังดำเนินต่อไป โลกอาจเข้าสู่ภาวะหายนะทางพลังงานอย่างแท้จริง เพราะปริมาณการส่งออกน้ำมันจะหายไปจากระบบนับล้านบาร์เรลต่อวัน และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจพุ่งสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั่วโลกถูกใช้จนหมดเกลี้ยง ซึ่งจะฉุดต้นทุนการขนส่ง ค่าครองชีพ และสินค้าอุปโภคบริโภคให้ทะยานตามไปด้วย