ทรัมป์หวังสงครามอิหร่านใกล้จบ แต่ซาอุฯ-ฮูตีปะทะเดือด เสี่ยงซัพพลายน้ำมันหาย 4%

GeopoliticsCommodityMacro Impact 5
โดย InfoQuest·IRSA·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ 16 กันยายนว่า หวังว่าสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 7 จะใกล้ถึงจุดสิ้นสุด โดยระบุว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลง และตนได้รับการติดต่อจากอิหร่านโดยตรง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังกองทัพอากาศซาอุดีอาระเบียเปิดฉากโจมตีในเยเมน และกลุ่มกบฏฮูตีตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเมืองต่าง ๆ ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงท่าเรือน้ำมันยันบุริมทะเลแดง และฐานทัพอากาศคามิส มูชาอิตทางตอนใต้ ตามคำแถลงของยาห์ยา ซารี โฆษกกองทัพกลุ่มฮูตี สงครามดังกล่าวปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนที่เตหะรานจะยิงตอบโต้อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย และการโจมตีซาอุดีอาระเบียจนท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกเสียหายในครั้งนี้ ทำให้กลุ่มผู้ค้าน้ำมันเตือนว่า หากท่อส่งน้ำมันดังกล่าวต้องหยุดส่งน้ำมันเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้อุปทานน้ำมันทั่วโลกหายไปสูงถึง 4% ขณะที่ทางการซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าจะกลับมาเดินท่อส่งน้ำมันได้เมื่อใด นอกจากนี้ การที่สงครามลุกลามเข้าสู่เยเมนยังซ้ำเติมภาวะขาดแคลนพลังงานทั่วโลก หลังจากสงครามก่อนหน้านี้ได้ตัดขาดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวถึง 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เมื่อวันพุธเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 6.30 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองครั้งใหญ่ต่อพรรครีพับลิกันก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ด้านสำนักข่าวแอกซิออส รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ปธน.ทรัมป์มีกำหนดพบหารือกับผู้นำคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC ซึ่งประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในวันอังคารหน้า ที่ 22 กันยายน เพื่อหารือแนวทางขั้นต่อไปในสงครามกับอิหร่าน ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรนำโดยซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2558 และเคยสงบลงตามข้อตกลงหยุดยิง ได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้งหลังกลุ่มฮูตีประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลกระทบต่อหุ้น 0

ผลกระทบต่อธีม 9

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

impact 4

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ยูเครน 2.7 พันล้านดอลลาร์

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติข้อเสนอขายอาวุธทางทหารให้ยูเครนวงเงินสูงสุด 2.7 พันล้านดอลลาร์ ตามหนังสือแจ้งต่อสภาคองเกรสเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ 18 กันยายน โดยแพ็กเกจนี้ครอบคลุมการยกระดับระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนอุปกรณ์และบริการที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยขีปนาวุธเลียนแบบ S-300 ขีปนาวุธ GAM-67 จรวดนำวิถีด้วยเลเซอร์พิสัยยิงไกลขึ้น ชุดดัดแปลงเครื่องยิงและระบบยิงเคลื่อนที่ รวมถึงเรดาร์ต่อต้านโดรน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรส และยังไม่มีการสรุปข้อตกลงขั้นสุดท้าย หากการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ ยูเครนจะใช้เงินสนับสนุนจากประเทศยุโรปร่วมกับงบประมาณกองทุนสนับสนุนการจัดหาอาวุธทางทหารแก่ต่างประเทศ หรือ Foreign Military Financing ของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการจัดสรรไว้ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าเงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ สำหรับการซื้อขายครั้งนี้จะถูกนับเป็นเงินสมทบทุนให้แก่กองทุนเพื่อการลงทุนเพื่อฟื้นฟูยูเครน หรือ Ukraine Reconstruction Investment Fund ภายใต้ข้อตกลงชดเชยเงินคืนในอัตรา 1 ต่อ 1 ซึ่งกองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงด้านแร่ธาตุที่สหรัฐฯ และยูเครนลงนามร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว ทั้งนี้ ข้อเสนอขายอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามผลักภาระค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนยูเครนให้ประเทศยุโรปรับผิดชอบมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน ทรัมป์ระบุว่าจะขอให้ประเทศยุโรปชดใช้เงินแก่สหรัฐฯ สำหรับความช่วยเหลือทางทหารและกระสุนที่สหรัฐฯ เคยส่งมอบให้ยูเครน และยังมีขึ้นหลังทรัมป์ลงนามในกฎหมายเมื่อวันศุกร์ ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย ขณะที่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อต้นปี 2565 และทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะยุติความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีที่แล้ว แต่การสู้รบยังคงดำเนินต่อไป แม้ผ่านพ้นช่วง 20 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาแล้ว
impact 4

ซาอุฯ แจ้งเตือนภัยทางอากาศ 2 ครั้งในริยาด หลังฮูตีโจมตีระลอกใหม่

กรุงริยาดของซาอุดีอาระเบียเผชิญการแจ้งเตือนภัยทางอากาศ 2 ครั้งในช่วงเช้ามืดวันนี้ (19 ก.ย.) ถือเป็นครั้งแรกที่เมืองหลวงของประเทศมีการแจ้งเตือนลักษณะนี้ นับตั้งแต่ช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงในเดือนมี.ค.และเม.ย. ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของซาอุดีอาระเบียแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินในกรุงริยาดเมื่อเวลา 04.00 น. และอีกครั้งในเวลา 06.00 น. โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่สำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของซาอุดีอาระเบียระบุว่า สถานการณ์อันตรายสิ้นสุดลงไม่นานหลังการแจ้งเตือนทั้ง 2 ครั้ง พื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศก็ได้รับการแจ้งเตือนในลักษณะเดียวกันตลอดคืนที่ผ่านมา รวมถึงเมืองเจดดาห์และยันบูริมทะเลแดง ตลอดจนเกาะฟาราซานในทะเลแดง การแจ้งเตือนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการโจมตีระลอกใหม่ที่ซาอุดีอาระเบียเผชิญในเดือนก.ย. โดยกลุ่มฮูตีซึ่งมีอิหร่านให้การสนับสนุนและมีฐานอยู่ในเยเมน ได้โจมตีเมืองต่าง ๆ ทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลซาอุดีอาระเบียระบุว่า การโจมตีด้วยโดรนจากอิรักซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มที่สนับสนุนอิหร่าน ส่งผลให้ท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกต้องหยุดดำเนินงาน นอกจากนี้ การโจมตีท่อส่งน้ำมันและการที่อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียลดลงอย่างมาก และสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้แก่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและผู้นำของซาอุดีอาระเบีย ความขัดแย้งที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งยังเสี่ยงกระทบความพยายามของซาอุดีอาระเบียในการดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ในเดือนต.ค. กรุงริยาดมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการลงทุนสำคัญของซาอุดีอาระเบีย หรือ Future Investment Initiative โดยการประชุมประจำปี 2569 มีกำหนดต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจากวอลล์สตรีทหลายราย รวมถึงเจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase & Co และเดวิด โซโลมอน จาก Goldman Sachs Group
2impact 4

ล็อกฮีด มาร์ติน ลงนามข้อตกลงกรอบความร่วมมือ JATM กับกระทรวงสงครามสหรัฐฯ

กระทรวงสงครามสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงกรอบความร่วมมือครั้งสำคัญกับล็อกฮีด มาร์ติน เพื่อเร่งขยายการผลิตและการส่งมอบขีปนาวุธ AIM-260 Joint Advanced Tactical Missile อย่างรวดเร็ว โดยกำหนดแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างหลายปีภายใต้กรอบ "Arsenal of Freedom" ของรัฐบาลทรัมป์ ขีปนาวุธ AIM-260 JATM ได้รับการออกแบบมาเพื่อทดแทน AIM-120 AMRAAM รุ่นเดิม ด้วยพิสัยยิงที่ไกลขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การประมวลผลสัญญาณขั้นสูง และอานุภาพทำลายล้างที่เหนือกว่าต่อภัยคุกคามทางอากาศจากประเทศที่มีศักยภาพเทียบเท่าและใกล้เคียง ล็อกฮีด มาร์ติน เป็นผู้รับเหมาหลักรายสำคัญ ขณะที่นอร์ธรอป กรัมแมน จัดหามอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็งขั้นสูง หัวรบ และเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ และได้ส่งมอบมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็งสำหรับใช้ทางยุทธวิธีมากกว่า 1 ล้านเครื่อง บริษัท RTX ซึ่งเป็นผู้ผลิต AMRAAM รายเดิม กำลังร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรนาโตเพื่อขยายการผลิต AMRAAM ให้ได้อย่างน้อย 1,900 หน่วยต่อปี และโบอิงกับเจเนอรัล ไดนามิกส์ก็มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ในฐานะซัพพลายเออร์ระบบนำร่อง การนำวิถี วัตถุระเบิด และชิ้นส่วนโครงสร้าง คาดว่ากรอบความร่วมมือนี้จะสร้างประโยชน์ให้กับกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนที่เน้นภาคกลาโหม ซึ่งรวมถึงกองทุน iShares U.S. Aerospace & Defense ETF ที่มีสินทรัพย์สุทธิ 1.254 หมื่นล้านดอลลาร์ กองทุน Invesco Aerospace & Defense ETF ที่มีมูลค่าตลาด 7.63 พันล้านดอลลาร์ และกองทุน State Street SPDR S&P Aerospace & Defense ETF ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 6.13 พันล้านดอลลาร์
Zacks Investment Research·15hอ่านต่อ →