สศช. เตือน 3 ความเสี่ยงการคลัง แนะสมดุลวินัยกับสวัสดิการ

Macro
โดย Prachachat·TH·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยว่า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางการคลัง 3 เรื่องที่ต้องจับตา โดยระบุว่าพื้นที่ทางการคลังเหลืออยู่เพียง 3-4% เท่านั้น และการตัดลดงบประมาณปี 2570 จำนวนมากสะท้อนผลของการใช้พื้นที่ทางการคลังในช่วงปี 2566-2567 ความเสี่ยงเรื่องแรกคือหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น จากระดับ 41.1% ต่อจีดีพี ก่อนโควิด มาอยู่ที่ 67.5% ต่อจีดีพีในปัจจุบัน ความเสี่ยงเรื่องที่สองคือการจัดเก็บรายได้ของรัฐ โดยรายได้สุทธิรัฐบาลต่อจีดีพีลดลงจาก 16.7% ในปี 2559 เหลือ 15% ในปี 2568 ซึ่งต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่ม OECD และสังคมสูงวัยอาจทำให้การจัดเก็บภาษีบุคคลลดลง ส่วนความเสี่ยงเรื่องที่สามคือรายจ่ายของรัฐบาลที่ขาดดุลต่อเนื่องและกู้เงินปีละหลายแสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายหลายรายการมีภาระผูกพันจึงตัดลดได้ยาก นายดนุชาเสนอ 3 หลักคิดเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการคลังระยะยาว ได้แก่ การให้ความสำคัญกับการบริหารการคลังระยะยาวเพื่อสร้าง Productivity การปรับระบบสวัสดิการสังคมให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการขยายฐานรายได้ของรัฐให้ครอบคลุมและนำคนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น พร้อมย้ำว่าไม่ควรเป็นการเลือกระหว่างวินัยการคลังกับสวัสดิการสังคม แต่ต้องออกแบบสวัสดิการที่ดูแลประชาชนได้บนฐานการคลังที่ยั่งยืนในระยะยาว

ผลกระทบต่อหุ้น 0

ผลกระทบต่อธีม 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

2

ทิพยประกันชีวิตเปิดตัว ออมสิน บำนาญ เดอะซีรีส์ ปรับแผนบำนาญได้โดยเบี้ยไม่เพิ่ม

บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต 2 รายการ ได้แก่ ออมสิน บำนาญ เดอะซีรีส์ และ ออมสิน บำเหน็จ เดอะซีรีส์ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและวางแผนเกษียณยุคใหม่ โดย ออมสิน บำนาญ เดอะซีรีส์ เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ให้ผู้เอาประกันภัยปรับเปลี่ยนช่วงอายุเริ่มรับบำนาญและอายุสิ้นสุดการรับบำนาญได้สูงสุด 2 ครั้ง ก่อนอายุ 59 ปี โดยเบี้ยประกันคงเดิม เลือกรับเงินบำนาญรายเดือนหรือรายปี มีระยะเวลารับเงิน 4 รูปแบบ คือเริ่มรับเมื่ออายุครบ 60 หรือ 65 ปี ถึงอายุครบ 85 หรือ 90 ปี รับเงินบำนาญต่อปีสูงสุด 33.5% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีแผน 85/65 หรือรวมรับบำนาญสูงสุดถึง 780% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย กรณีแผน 65/90 ไม่ต้องตรวจสุขภาพและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ และนำเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท ส่วน ออมสิน บำเหน็จ เดอะซีรีส์ เป็นประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 60/10 ชำระเบี้ยเพียง 10 ปี รับเงินคืน 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกปีตั้งแต่ครบรอบปีกรมธรรม์ที่ 11 ถึงปีที่ 59 และรับเงินก้อน 1,000% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเมื่ออายุครบ 60 ปี พร้อมลดหย่อนภาษีประกันชีวิตทั่วไปได้สูงสุด 100,000 บาท นายนพพร บุญลาโภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าบริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดรับกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และสังคมสูงวัยระดับสุดยอดของไทย และยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยตามมาอีกหลายซีรีส์ ผู้สนใจสอบถามได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือ GSB Contact Center 1115
ทันหุ้น·21hอ่านต่อ →

ยอดขายเงินรายปีสหรัฐฯ พุ่งสถิติ 2.287 แสนล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรก

ยอดขายเงินรายปีของสหรัฐฯ ทำสถิติครึ่งปีแรกที่ 2.287 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลของ LIMRA ยอดขายเงินรายปีรวมในไตรมาสที่สองอยู่ที่ 1.212 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบปีต่อปี นับเป็นไตรมาสที่ 11 ติดต่อกันที่สูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ภายในยอดรวมดังกล่าว ยอดขายเงินรายปีแบบดัชนีอ้างอิงจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 22% แตะ 2.33 หมื่นล้านดอลลาร์ ยอดขายเงินรายปีแบบผันแปรแบบดั้งเดิมพุ่งขึ้น 24% แตะ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์ และยอดขายเงินรายปีแบบจ่ายเบี้ยครั้งเดียวทันทีทำสถิติที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์ ตลาดประกันชีวิตโดยรวมแสดงโมเมนตัมในทิศทางเดียวกัน โดย S&P Global Market Intelligence รายงานว่าเบี้ยประกันชีวิตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาสที่สอง และเบี้ยประกันชีวิตบุคคลเพิ่มขึ้น 4.1% ขณะที่ LIMRA ระบุว่าจำนวนกรมธรรม์ประกันชีวิตบุคคลเพิ่มขึ้น 8% ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ Zacks ได้ยกให้ Prudential Financial, Principal Financial Group และ MetLife เป็นสามบริษัทประกันชีวิตที่น่า�าจับตา โดยแต่ละแห่งมีอันดับ Zacks ที่ 3 (ถือ) โดย Prudential มียอดขายเงินรายปีสำหรับลูกค้ารายย่อย 3.6 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สอง Principal รายงานเงินฝากโอนย้าย 9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 30% และส่วนธุรกิจ Retirement and Income Solutions ของ MetLife สร้างกำไรปรับปรุง 377 ล้านดอลลาร์
Zacks Investment Research·1dอ่านต่อ →
4

หอการค้าไทยชี้หนี้ครัวเรือนเฉลี่ยพุ่ง 7.9 แสนบาท สูงสุดรอบ 18 ปี

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 69 ว่า หนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 794,945.49 บาท ขยายตัว 7.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจเมื่อปี 52 หรือในรอบ 18 ปี โดยแบ่งเป็นหนี้ในระบบ 77.2% และนอกระบบ 22.8% ขณะที่การผ่อนชำระรวมอยู่ที่ 21,935.3 บาทต่อเดือน ขยายตัว 8.11% นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า ครัวเรือนไทยกว่าครึ่งไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ และมีแนวโน้มการเก็บออมลดลงต่อเนื่อง โดยกลุ่มตัวอย่าง 27.8% ไม่เคยเก็บออม และ 42.6% ไม่มีเก็บออมเมื่อเทียบกับปีก่อน ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า กลุ่มผู้สูงวัยที่เกษียณอายุและไม่มีรายได้แน่นอนยังต้องแบกรับภาระหนี้สินเฉลี่ยเกือบ 300,000 บาท สะท้อนว่าคนไทยไม่สามารถผ่อนคลายภาระหนี้ได้แม้เกษียณไปแล้วถึง 10 ปี และมีประชาชนเพียงประมาณ 14% เท่านั้นที่ออมเงินได้ตามแผนก่อนเกษียณ ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ยังคงประมาณการ GDP ไทยปี 69 ไว้ที่ 2.0-2.5% โดยมีปัจจัยหนุนจากการเกษตร การท่องเที่ยวที่คาดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านคน สร้างเม็ดเงินเดือนละ 150,000 ล้านบาท และการส่งออกที่ขยายตัว 15-20% ส่วนสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีแนวโน้มลดต่อเนื่องแตะ 84% ภายในปี 69