หุ้นรัฐบาลทรัมป์เสี่ยงสูง จับตาคดี Intel และเลือกตั้งกลางเทอม

GeopoliticsM&A · Partnership Impact 4
โดย Money & Banking·US·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

หุ้นที่รัฐบาลทรัมป์เข้าถือเคยพุ่งแรง ดัน Intel ทะยานกว่า 300% แต่เริ่มเผชิญแรงกดดันจากการเมืองและคดีความ หวั่นกระทบดีลลงทุนของรัฐบาลในบริษัทเอกชนวงกว้าง วันที่ 29 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนที่เก็งกำไรตามรอยโดนัลด์ ทรัมป์ ทำกำไรอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา หลังรัฐบาลสหรัฐใช้กลยุทธ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยการเข้าถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง แต่กลยุทธ์ดังกล่าวกำลังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเลือกตั้งกลางเทอมที่มีการแข่งขันรุนแรง รวมถึงแรงกดดันจากคดีความที่อาจตั้งคำถามถึงอำนาจของรัฐบาลในการเข้าถือหุ้นบริษัทเอกชน นักกลยุทธ์ตลาดมองว่าความเสี่ยงกำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผลสำรวจบ่งชี้ว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสคว้าเสียงข้างมากอย่างน้อยหนึ่งสภา ซึ่งอาจเปิดทางให้มีการตรวจสอบการลงทุนของรัฐบาลทรัมป์ ทั้งในสภาคองเกรสและกระบวนการยุติธรรม และอาจทำให้แรงส่งที่เคยผลักดันราคาหุ้นกลุ่มนี้พลิกกลับได้ Matt Gertken หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองสหรัฐของ BCA Research ระบุว่า แนวทางแทรกแซงของรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวยังไม่เคยผ่านการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบในระบบการเมืองและกฎหมายของสหรัฐ ทำให้กระบวนการนี้มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนอีกมาก หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ Intel ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 300% ในช่วงหนึ่งปีนับตั้งแต่มีรายงานครั้งแรกว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังหารือเรื่องการเข้าถือหุ้นในบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้ ขณะที่ MP Materials ผู้ผลิตแร่หายาก ปรับตัวขึ้น 87% นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว หลังจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐลงทุนในหุ้นของบริษัทเป็นมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ ส่วน Trilogy Metals บริษัทสำรวจแร่ของแคนาดา ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 73% นับตั้งแต่เดือนตุลาคม หลังรัฐบาลสหรัฐตกลงเข้าถือหุ้น 10% ในบริษัท ภายใต้ข้อตกลงที่รวมถึงการอนุมัติโครงการถนนในรัฐอะแลสกา ซึ่งมีความสำคัญต่อการเข้าถึงพื้นที่ที่บริษัทถือสิทธิทำเหมือง อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังมีข่าว ก่อนราคาจะอ่อนตัวลงในเวลาต่อมา หุ้น Trilogy Metals ในตลาดสหรัฐ เคยพุ่งจาก 2.09 ดอลลาร์ต่อหุ้นเป็นสูงสุด 10.60 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่วันหลังประกาศข้อตกลง ก่อนคืนกำไรอย่างรวดเร็วและล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 3.62 ดอลลาร์ ขณะที่ MP Materials เคยทะยานมากกว่า 150% ภายใน 5 สัปดาห์ หลังรัฐบาลเข้าถือหุ้น แต่ในช่วงหนึ่งปีหลังจากนั้นราคาหุ้นกลับลดลงเกือบ 27% สำหรับ Intel สถานการณ์มีความซับซ้อนกว่า เนื่องจากราคาหุ้นยังได้รับแรงหนุนจากกระแสหุ้นชิป ท่ามกลางการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ผลักดันความต้องการเซมิคอนดักเตอร์อย่างมาก หุ้น Intel เคยปรับขึ้นต่อเนื่องตามผลประกอบการที่ดีขึ้น และขึ้นไปทำจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน หลังทรัมป์ระบุว่า Apple จะทำงานร่วมกับ Intel เพื่อออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐ อย่างไรก็ตามนับจากจุดสูงสุดดังกล่าว หุ้น Intel ร่วงลงแล้ว 37% และกลายเป็นหุ้นที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุดอันดับ 5 ในดัชนี S&P 500 ในช่วงเวลาเดียวกัน คดี Intel อาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญ หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่กดดัน Intel คือคดีที่ผู้ถือหุ้นยื่นฟ้องคณะกรรมการบริษัท กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ และ Howard Lutnick รัฐมนตรีพาณิชย์ โดยต้องการให้ยกเลิกสถานะการถือหุ้นของรัฐบาล หากผู้ฟ้องชนะคดี นักลงทุนอาจต้องประเมินใหม่ไม่เพียงเฉพาะ Intel แต่รวมถึงความยั่งยืนของพอร์ตหุ้นทั้งหมดที่รัฐบาลทรัมป์เข้าลงทุน Mark Malek ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Siebert Financial ซึ่งถือหุ้น Intel ระบุว่าการลงทุนของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพลิกสถานการณ์ของบริษัท และยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาหุ้นในปัจจุบัน ดังนั้น หากแรงสนับสนุนดังกล่าวถูกถอนออก คำถามสำคัญคือจะเกิดอะไรขึ้นกับราคาหุ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่บริษัทของเขายังไม่ได้เพิ่มการลงทุนใน Intel นอกจากความเสี่ยงทางกฎหมายแล้ว การเลือกตั้งกลางเทอมยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ หากพรรคเดโมแครตสามารถควบคุมวุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรได้ พรรคจะมีอำนาจจัดการไต่สวนและออกหมายเรียกพยานมาให้การ Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ซึ่งมีโอกาสขึ้นเป็นประธานคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภา หากพรรคควบคุมสภาสูงได้ ได้ส่งหนังสือถึง Lutnick เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับการลงทุนใน Intel แล้ว ขณะที่แกนนำพรรคกำลังวางแนวทางสำหรับการตรวจสอบบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลทรัมป์ และครอบครัวของประธานาธิบดี Henrietta Treyz ผู้ร่วมก่อตั้ง Veda Partners คาดว่า หากพรรคเดโมแครตเข้าควบคุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ผู้บริหารบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐบาลอาจถูกเรียกตัวไปให้การต่อสภาคองเกรส ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงทั้งต่อชื่อเสียงของบริษัทและราคาหุ้น อย่างไรก็ตามความเสี่ยงจากกระบวนการยุติธรรมอาจมีขนาดใหญ่กว่าความเสี่ยงจากผลการเลือกตั้งเสียอีก คดีผู้ถือหุ้น Intel โต้แย้งว่า Chips Act ไม่ได้ให้อำนาจรัฐบาลในการเรียกร้องหุ้นของบริษัทเป็นเงื่อนไขในการได้รับเงินสนับสนุน พร้อมกล่าวหาว่าข้อตกลงดังกล่าวละเมิดหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทที่มีต่อผู้ถือหุ้น และมีลักษณะเป็นการบีบบังคับเพื่อเข้ายึดถือหุ้น Lutnick ขอให้ศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าข้อตกลงดังกล่าวได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมายรัฐบาลกลาง และมีความสำคัญต่อฐานอุตสาหกรรมกลาโหมของสหรัฐ ขณะที่ Lip-Bu Tan ซีอีโอ Intel และกรรมการบริษัทคนอื่น ๆ ก็ยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้องเช่นกัน Josh Lipsky ผู้อำนวยการอาวุโสของ GeoEconomics Center แห่ง Atlantic Council ระบุว่า หากศาลตัดสินว่า Chips Act ไม่ได้ให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการในลักษณะที่ทำกับ Intel ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทเดียว แต่สามารถลุกลามไปยังข้อตกลงอื่น ๆ ได้อีกมาก Ann Lipton ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจาก University of Colorado มองในทิศทางเดียวกันว่าคำตัดสินดังกล่าวอาจทำให้การลงทุนในหุ้นบริษัทอื่นภายใต้ Chips Act ถูกตั้งคำถามตามไปด้วย โดยกระทรวงพาณิชย์ใช้เงินจากกฎหมายฉบับนี้ลงทุนในหลายบริษัท รวมถึง IBM และ GlobalFoundries จาก "อุ้มบริษัท" สู่รัฐบาลเลือกผู้ชนะ แนวทางของรัฐบาลทรัมป์ยังแตกต่างอย่างมากจากการที่รัฐบาลสหรัฐเข้าไปถือหุ้นบริษัทเอกชนในอดีต เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลมักเข้าแทรกแซงในช่วงวิกฤตเพื่อช่วยเหลือบริษัทที่กำลังประสบปัญหา ตัวอย่างสำคัญ คือ General Motors ในช่วงวิกฤตการเงินโลก โดยในปี 2552 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าถือหุ้นประมาณ 60% ใน GM เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถออกจากกระบวนการล้มละลายตาม Chapter 11 ก่อนรัฐบาลจะขายหุ้นทั้งหมดออกไปภายในปี 2556 แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลไม่ได้เข้าลงทุนเพื่อช่วยเหลือบริษัทขนาดใหญ่ที่กำลังล้มละลาย หากกำลังทำหน้าที่ในลักษณะของการเลือกผู้ชนะ หรือ picking winners ด้วยการลงทุนในบริษัทที่รัฐบาลเห็นว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ Aniket Shah หัวหน้าฝ่าย Washington, Sustainability and Transition Strategy ของ Jefferies ระบุว่า การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นสะท้อนความเชื่อของตลาดว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีรัฐบาลเป็นเพียงผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังเสมือนมีทั้งลูกค้าและโฆษกอยู่ในรัฐบาลที่จะช่วยผลักดันให้บริษัทประสบความสำเร็จ แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็อาจกลายเป็นความเสี่ยงในระยะยาว หากรัฐบาลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้น ขณะที่เงินลงทุนไหลตามกระแสการเมืองแทนปัจจัยพื้นฐาน Gina Martin Adams หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ HB Wealth Management เตือนว่า แม้การได้รับแรงสนับสนุนจากรัฐบาลอาจช่วยผลักดันราคาหุ้น แต่ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากนักลงทุนกำลังไล่ตามการเมือง และนั่นทำให้แรงส่งของราคาหุ้นเหล่านี้มีความเปราะบางอย่างมาก

ผลกระทบต่อหุ้น 7

Semiconductors · 2 หุ้น
Intel Corporation
INTC
± ผสมกฎเกณฑ์ความเกี่ยวข้อง

Government stake in Intel faces political and legal risks due to midterm elections and lawsuits.

Critical Materials & Supply Chain · 2 หุ้น
MP Materials Corp
MP
± ผสมกฎเกณฑ์ความเกี่ยวข้อง

Defense Department investment in MP Materials faces similar political and legal scrutiny.

Trilogy Metals Inc
TMQ
± ผสมกฎเกณฑ์ความเกี่ยวข้อง

Government stake in Trilogy Metals also subject to political and legal risks.

Artificial Intelligence · 1 หุ้น
Electrification & Mobility · 1 หุ้น
Quantum Computing · 1 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 3

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3impact 4

สหรัฐฯ-เดนมาร์ก-กรีนแลนด์บรรลุข้อตกลงความมั่นคงฉบับใหม่ แทนที่ฉบับปี 1951

สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับกรีนแลนด์และเดนมาร์ก ซึ่งจะเปิดทางให้สหรัฐฯ ขยายบทบาททางทหารและความมั่นคงบนเกาะกรีนแลนด์ได้อย่างถาวร พร้อมสกัดการแผ่อิทธิพลของชาติที่เป็นปรปักษ์ โดยคาดว่าจะมีการลงนามร่วมกันทั้ง 3 ฝ่ายระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์หน้า และข้อตกลงฉบับใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่ข้อตกลงว่าด้วยการป้องกันกรีนแลนด์ปี 1951 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะห้ามประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือ NATO ตั้งฐานทัพหรือส่งกำลังทหารเข้าประจำการในกรีนแลนด์ รวมถึงห้ามประเทศที่ไม่ได้เป็นพันธมิตรเข้าไปลงทุนในการทำเหมืองแร่และแร่สำคัญ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ดูเหมือนมีเป้าหมายเพื่อสกัดจีนหรือรัสเซียไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรหรือตั้งฐานที่มั่นทางทหารในกรีนแลนด์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความย้ำว่าสหรัฐฯ จะสามารถดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นได้อย่างเต็มที่เพื่อสร้างเสถียรภาพและปกป้องดูแลความมั่นคงของกรีนแลนด์ รวมถึงสหรัฐฯ และยืนยันว่าไม่ใช่การถ่ายโอนอธิปไตยหรือยกดินแดนให้สหรัฐฯ ขณะที่เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ยืนยันการบรรลุข้อตกลงผ่านแถลงการณ์ร่วม โดยเฟรเดอริกเซนระบุว่าข้อตกลงนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในเขตอาร์กติกและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ พร้อมรับรองอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรเดนมาร์ก รวมถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองของชาวกรีนแลนด์
impact 4

จีนเรร์แตร์กรุ๊ปเจรจาซื้อกิจการเชิ่งเหอทรัพยากร

แหล่งข่าวสองรายเปิดเผยว่า จีนเรร์แตร์กรุ๊ป ผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ของรัฐบาลจีน กำลังเดินหน้าหารือเพื่อเข้าซื้อกิจการเชิ่งเหอทรัพยากร การเจรจาเริ่มขึ้นในปีนี้ โดยจีนเรร์แตร์กรุ๊ปต้องการเข้าถือหุ้นระดับควบคุม หากดีลนี้สำเร็จ หุ้นของบริษัทต่างประเทศที่เชิ่งเหอถืออยู่ โดยเฉพาะหุ้นร้อยละ 3 ในเอ็มพี แมทีเรียลส์ บริษัทแร่หายากสัญชาติอเมริกัน จะถูกโอนย้ายไปด้วย ทำให้จีนเรร์แตร์กรุ๊ปเข้าไปลงทุนในเอ็มพี ซึ่งมีกระทรวงกลาโหมสหรัฐเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด หากการเข้าซื้อสำเร็จ บริษัทเหมืองแร่และกลั่นแร่หายากรายใหญ่รายสุดท้ายของจีนที่มีผู้ถือหุ้นเอกชนบางส่วน จะเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของจีนเรร์แตร์กรุ๊ป ปิดฉากความพยายามนานหลายทศวรรษในการรวมภาคส่วนนี้ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ เมื่อปีที่แล้วเชิ่งเหอได้เข้าซื้อกิจการพีค เรร์เอิร์ธ ของออสเตรเลีย แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่าหากดีลนี้สำเร็จ เชิ่งเหอจะสามารถขอโควตาจัดสรรที่รัฐบาลจีนใช้บริหารอุปทานได้ง่ายขึ้น ทั้งจีนเรร์แตร์กรุ๊ป เชิ่งเหอทรัพยากร และกระทรวงพาณิชย์จีน ต่างไม่ตอบสนองต่อคำขอความเห็น
impact 4

ทรัมป์-สี จิ้นผิง หารือการค้าที่วอชิงตัน จับตาเกษตร พลังงาน แร่หายาก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตรียมหารือการค้ากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 24 ก.ย. โดยการค้าสินค้าเกษตร พลังงาน และแร่หายาก เป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในสงครามการค้าและมีแนวโน้มถูกหยิบยกขึ้นหารืออีกครั้ง ในด้านสินค้าเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของสหรัฐฯ ไปยังจีน มูลค่า 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 จีนตกลงซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ปีละ 25 ล้านตันจนถึงปี 2571 ตามข้อมูลของทำเนียบขาว และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าจีนยังตกลงซื้อสินค้าเกษตรประเภทอื่นเพิ่มอีก 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา โดยเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ว่าอาจมีการประกาศมาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ให้แก่จีน ด้านพลังงาน สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันอังคารที่ 15 ก.ย. ว่าภาษีพลังงานอาจเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจลดภาษีต่างตอบแทนมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมีการส่งสัญญาณไว้หลังการประชุมสุดยอดในเดือนพ.ค. แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ขณะที่การนำเข้าพลังงานจากสหรัฐฯ ในช่วงปี 2563-2567 มีมูลค่าระหว่าง 7.5 พันล้านดอลลาร์ถึง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนประเด็นแร่หายากซึ่งจีนควบคุมการผลิตและจำกัดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ โดยรอยเตอร์รายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้จีนปฏิบัติตามคำมั่นที่จะรักษาการส่งมอบวัตถุดิบสำคัญเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และก่อนการประชุมสุดยอดครั้งนี้ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน พร้อมขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม โดยทรัมป์กล่าวว่าจะพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนหลังการเยือนกรุงปักกิ่ง