USDA ชี้ผลผลิตถั่วเหลืองสูง ดันธัญพืช CBOT ปิดลบทั้งกระดาน

CommodityMacro
โดย InfoQuest·US·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

สัญญาธัญพืชในตลาด CBOT ปิดลบทั้งกระดานเมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน นำโดยสัญญาถั่วเหลืองที่ร่วงลงกว่า 2.6% หลุดระดับ 13 ดอลลาร์ต่อบุชเชล หลังกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ หรือ USDA คาดการณ์ว่าผลผลิตจะปรับตัวสูงขึ้น โดยสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพฤศจิกายนลดลง 35.75 เซนต์ หรือ 2.68% ปิดที่ 12.9650 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ขณะที่สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 3.50 เซนต์ ปิดที่ 5.3025 ดอลลาร์ต่อบุชเชล และสัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 16 เซนต์ หรือ 2.16% ปิดที่ 7.2525 ดอลลาร์ต่อบุชเชล รายงานคาดการณ์อุปทานและอุปสงค์สินค้าเกษตรทั่วโลก หรือ WASDE ของ USDA ระบุว่าผลผลิตถั่วเหลืองปี 2569 จะอยู่ที่ 4.54 พันล้านบุชเชล และผลตอบแทนต่อเอเคอร์อยู่ที่ 52.8 บุชเชล สูงกว่าที่ประมาณการไว้ในเดือนสิงหาคมที่ 4.52 พันล้านบุชเชล และ 52.7 บุชเชลตามลำดับ พร้อมกันนี้ USDA ประมาณการยอดส่งออกข้าวโพดของสหรัฐฯ สำหรับปีการตลาด 2569/2570 ไว้ที่ 1.93 ล้านตัน สูงกว่ากรอบบนของตัวเลขคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่สำรวจโดย The Wall Street Journal ซึ่งอยู่ที่ 700,000 ตัน ถึง 1.7 ล้านตัน ส่วนยอดส่งออกถั่วเหลืองอยู่ที่ 2.64 ล้านตัน สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และยอดส่งออกข้าวสาลีอยู่ที่ 194,200 ตัน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ นอกจากนี้ USDA ยังปรับลดคาดการณ์การส่งออกข้าวสาลีของรัสเซียลง 3 ล้านตัน สู่ระดับ 43 ล้านตัน และปรับลดของยูเครนลง 1 ล้านตัน สู่ระดับ 12.5 ล้านตัน โดยนักวิเคราะห์จาก StoneX มองว่าการปรับลดดังกล่าวสะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ

ผลกระทบต่อหุ้น 1

Digital Finance & Tokenization · 1 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

impact 4

เอลนีโญฉุดฝนอินเดียต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 15% เสี่ยงมรสุมแล้งสุดในรอบ 17 ปี

กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียเปิดเผยว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุนแรงทำให้อินเดียเสี่ยงเผชิญฤดูมรสุมที่แห้งแล้งที่สุดในรอบ 17 ปี หลังปริมาณฝนสะสมช่วงเดือนมิ.ย.ถึงก.ย. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ 15% ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรและซ้ำเติมอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารที่พุ่งขึ้นแตะ 5.95% ในเดือนส.ค. ให้สูงขึ้นอีก รายงานระบุว่าหากภาวะฝนแล้งยังคงดำเนินต่อไป ฤดูมรสุมปีนี้จะอ่อนกำลังลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งขณะนั้นปริมาณฝนตกต่ำกว่าระดับปกติ 18% และอาจกระทบทั้งการเก็บเกี่ยวในปัจจุบันและรอบการเพาะปลูกถัดไป โดยต้นทุนราคาอาหารเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ในเดือนส.ค. ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพ.ค.ว่า ปริมาณฝนในฤดูนี้จะต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ 10% ด้านคริสเตียน เวอร์เนอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาโกลบอล เวเธอร์ ไคลเมท อนาไลติกส์ ในออสเตรเลีย ระบุว่าสภาพอากาศอาจเอื้อต่อการเกิดพายุไซโคลนในอ่าวเบงกอลในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.ย. และอาจช่วยนำพาฝนที่จำเป็นอย่างยิ่งมาสู่พื้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และช่วยบรรเทาปัญหาฝนแล้งในบริเวณดังกล่าวได้ การมีปริมาณฝนมรสุมที่เพียงพอถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเกษตรกรชาวอินเดียหลายร้อยล้านชีวิตที่ต้องพึ่งพาฝนตามฤดูกาลในการเพาะปลูก โดยอินเดียจัดเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าว น้ำตาล และฝ้าย รายใหญ่ที่สุดของโลก

เกาหลีใต้เผยดัชนี PPI ส.ค. เพิ่ม 0.2% จากคลื่นความร้อนดันราคาสินค้าเกษตร

ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 กันยายนว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตหรือ PPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของคลื่นความร้อน โดยดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หลังจากลดลง 0.4% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 7.9% ในเดือนสิงหาคม เร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้น 7.7% ธนาคารกลางเกาหลีใต้ระบุว่า ราคาสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ยังคงทรงตัวในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ค่าไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำประปาปรับเพิ่มขึ้น 0.9% ด้านราคาสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ และประมง เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนสิงหาคม เร่งตัวขึ้นจากเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า โดยมีสาเหตุจากอุณหภูมิที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานตลอดเดือนดังกล่าว ส่วนดัชนีราคาอุปทานภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนทั้งราคาผู้ผลิตและราคานำเข้า ปรับตัวลดลง 1.3% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
impact 4

เวอริสก์ เตือนเอเชียเสี่ยงไม่สงบจากวิกฤตอาหาร ไทยผลผลิตน้ำตาลทรุด

เวอริสก์ เมเปิลครอฟต์ บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง เตือนว่าสภาพอากาศแปรปรวนและผลกระทบจากสงครามอิหร่านอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในเอเชีย และอาจนำไปสู่ความไม่สงบในสังคมและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่มีความเปราะบาง เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยระบุในรายงานที่เผยแพร่วันที่ 17 ก.ย. ว่า สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อการจัดหาเชื้อเพลิงและปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของภาคเกษตร ขณะที่สภาพอากาศสุดขั้วจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงยังกระทบผลผลิตทางการเกษตรของหลายประเทศในเอเชีย อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญไฟป่าที่ควบคุมได้ยากจนกระทบต่อการเก็บเกี่ยว ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกมีปริมาณฝนในช่วงฤดูมรสุมต่ำกว่าปกติ 15% ส่วนไทยมีแนวโน้มผลผลิตน้ำตาลลดลงอย่างหนัก และยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและปุ๋ยในระดับสูง พร้อมเผชิญแรงกดดันจากภาระหนี้ของเกษตรกรก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกครั้งต่อไป ข้อมูลจากดัชนีความมั่นคงด้านอาหารของเวอริสก์ เมเปิลครอฟต์พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงหรือระดับวิกฤตด้านความมั่นคงทางอาหาร ยังอยู่ใน 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดจากดัชนีคาดการณ์ความไม่สงบในสังคม โดยมีอินเดีย บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียรวมอยู่ด้วย ขณะที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเกิดการประท้วงขึ้นแล้วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และเวอริสก์ เมเปิลครอฟต์เตือนว่าหากแรงกดดันจากราคาและปริมาณอาหารเพิ่มขึ้น และรัฐบาลถูกมองว่ารับมือได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจนำไปสู่ความไม่สงบและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ส่วนประเทศที่เผชิญความขัดแย้งอยู่แล้ว เช่น อัฟกานิสถานและเมียนมา ภาวะช็อกด้านอาหารอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม