น้ำมัน WTI ปิดบวก 79 เซนต์ กังวลสงครามสหรัฐ-อิหร่านกระทบอุปทาน

GeopoliticsCommodity Impact 4
โดย InfoQuest·USIR·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (2 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการปะทะกันรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 79 เซนต์ หรือ 0.88% ปิดที่ 91.01 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 98 เซนต์ หรือ 1.04% ปิดที่ 95.63 ดอลลาร์/บาร์เรล กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศถล่มอิหร่านระลอกใหม่ในวันอังคาร (1 ก.ย.) โดยมุ่งเป้าไปที่ระบบเรดาร์ของอิหร่าน เพื่อตอบโต้อิหร่านที่พยายามวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านตอบโต้กลับด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดยกระดับขึ้นรุนแรงที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Liquidity Energy กล่าวว่า การปะทะกันรอบใหม่นี้มีความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้เกิดความกังวลว่าการไหลเวียนของน้ำมันในตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบ ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน โดยราคาน้ำมันทั้งสองประเภทแกว่งตัวระหว่างการพุ่งขึ้นสูงถึง 2 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปจนถึงการปรับตัวลง 1 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยราคาสูงสุดในระหว่างวันเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ปัจจัยที่ทำให้ผันผวนมาจากข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยข้อมูลจาก Kpler ระบุว่ามีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์เพียง 4 ลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 วันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 13 ลำ ขณะที่คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานของสหรัฐฯ อ้างว่ามีน้ำมันกว่า 17 ล้านบาร์เรลขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันจันทร์ (31 ส.ค.) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้นในเดือนก.พ. ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) อ้างว่ามีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำชนเข้ากับทุ่นระเบิดในทะเล และสูญเสียการควบคุมระหว่างพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่าการโจมตีของสหรัฐฯ จะยิ่งจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ให้ลดน้อยลงอีก ด้านสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่าสต็อกน้ำมันดิบลดลง 4.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.1 ล้านบาร์เรล ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 1.2 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่คาดว่าลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 796,000 บาร์เรล สวนทางกับที่คาดว่าลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล นักลงทุนจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ในวันอาทิตย์นี้ (6 ก.ย.) โดยตลาดคาดการณ์ว่าที่ประชุมจะคงนโยบายการผลิตน้ำมันไว้ตามเดิมสำหรับเดือนต.ค.

ผลกระทบต่อหุ้น 0

ผลกระทบต่อธีม 3

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

impact 4

ซาอุฯ แจ้งเตือนภัยทางอากาศ 2 ครั้งในริยาด หลังฮูตีโจมตีระลอกใหม่

กรุงริยาดของซาอุดีอาระเบียเผชิญการแจ้งเตือนภัยทางอากาศ 2 ครั้งในช่วงเช้ามืดวันนี้ (19 ก.ย.) ถือเป็นครั้งแรกที่เมืองหลวงของประเทศมีการแจ้งเตือนลักษณะนี้ นับตั้งแต่ช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความรุนแรงในเดือนมี.ค.และเม.ย. ระบบเตือนภัยล่วงหน้าของซาอุดีอาระเบียแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินในกรุงริยาดเมื่อเวลา 04.00 น. และอีกครั้งในเวลา 06.00 น. โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่สำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของซาอุดีอาระเบียระบุว่า สถานการณ์อันตรายสิ้นสุดลงไม่นานหลังการแจ้งเตือนทั้ง 2 ครั้ง พื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศก็ได้รับการแจ้งเตือนในลักษณะเดียวกันตลอดคืนที่ผ่านมา รวมถึงเมืองเจดดาห์และยันบูริมทะเลแดง ตลอดจนเกาะฟาราซานในทะเลแดง การแจ้งเตือนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการโจมตีระลอกใหม่ที่ซาอุดีอาระเบียเผชิญในเดือนก.ย. โดยกลุ่มฮูตีซึ่งมีอิหร่านให้การสนับสนุนและมีฐานอยู่ในเยเมน ได้โจมตีเมืองต่าง ๆ ทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลซาอุดีอาระเบียระบุว่า การโจมตีด้วยโดรนจากอิรักซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังติดอาวุธหลายกลุ่มที่สนับสนุนอิหร่าน ส่งผลให้ท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตกต้องหยุดดำเนินงาน นอกจากนี้ การโจมตีท่อส่งน้ำมันและการที่อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียลดลงอย่างมาก และสร้างปัญหาเพิ่มเติมให้แก่เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและผู้นำของซาอุดีอาระเบีย ความขัดแย้งที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งยังเสี่ยงกระทบความพยายามของซาอุดีอาระเบียในการดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ในเดือนต.ค. กรุงริยาดมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการลงทุนสำคัญของซาอุดีอาระเบีย หรือ Future Investment Initiative โดยการประชุมประจำปี 2569 มีกำหนดต้อนรับผู้บริหารระดับสูงจากวอลล์สตรีทหลายราย รวมถึงเจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase & Co และเดวิด โซโลมอน จาก Goldman Sachs Group
3impact 4

ทรัมป์ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย ให้อำนาจเก็บภาษีกับประเทศที่ซื้อน้ำมันรัสเซีย

ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ลงนามในกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อวันที่ 18 ส่งผลให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดีจึงได้รับอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันจากรัสเซีย กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษี 500% กับสินค้ารัสเซียที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ และยังสามารถเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 100% กับ 5 ประเทศที่นำเข้าพลังงานมากที่สุด รวมถึงประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย และประเทศที่ช่วยเหลือในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร อำนาจทางภาษีนี้จะสิ้นสุดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า ในบรรดา 5 ประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์น้ำมันรัสเซียมากที่สุด มีจีน อินเดีย และตุรกีซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมอยู่ด้วย และอาจตกเป็นเป้าของมาตรการภาษีใหม่ในวงกว้าง กฎหมายฉบับนี้ยังขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรอิหร่านปี 1996 ออกไปจนถึงปี 2031 และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบทุติยภูมิต่อบริษัทนอกสหรัฐฯ ที่ทำธุรกรรมกับอิหร่าน ซึ่งเดิมมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในปีนี้ สำนักประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวเมื่อวันที่ 17 ว่าการที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวที่ "ไม่เป็นมิตร" และเตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
2impact 4

ทรัมป์ลงนามกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย-อิหร่าน ให้อำนาจเก็บภาษีนำเข้าสูงสุด 100%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามบังคับใช้กฎหมายคว่ำบาตรรัสเซียเมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจขยายมาตรการคว่ำบาตร การเรียกเก็บภาษีศุลกากร และข้อห้ามต่าง ๆ ต่อรัสเซีย พร้อมต่ออายุมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีอยู่เดิม กฎหมายซึ่งมีชื่อว่า Lindsey O. Graham Sanctioning Russia and Iran Act of 2026 กำหนดมาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัสเซีย ธนาคารรัสเซีย และเรือที่ใช้ขนส่งพลังงานจากรัสเซีย อีกทั้งให้อำนาจทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 100% กับสินค้าจาก 5 ประเทศที่นำเข้าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียมากที่สุด นอกจากนี้ยังขยายอายุของกฎหมายคว่ำบาตรอิหร่าน หรือ Iran Sanctions Act ออกไปอีก 5 ปี เพื่อคงมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปยังภาคพลังงานและอาวุธของอิหร่าน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน หลังจากวุฒิสภามีมติผ่านร่างกฎหมายนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นผลงานสำคัญที่สืบทอดเจตนารมณ์ของลินด์ซีย์ เกรแฮม อดีตวุฒิสมาชิกผู้ผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังล้มป่วยกะทันหันได้ไม่นาน อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวเผชิญความเห็นแตกแยกในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าในวุฒิสภา โดยสมาชิกพรรคเดโมแครต 3 คนในสภาผู้แทนราษฎรระบุในแถลงการณ์ร่วมเมื่อไม่นานมานี้ว่า กฎหมายฉบับนี้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเพิ่มอำนาจให้ทรัมป์ในการกำหนดภาษีศุลกากรอย่างมาก แต่ไม่ได้บังคับให้เขาใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย