← Electronic Equipment, Instruments & Components

Technology Distributors

ตัวกลางที่ซื้อสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากมาขายต่อให้ธุรกิจ คอยจัดหาชิป ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ที่ร้านค้าและบริษัทต่างๆ ต้องใช้

News moving Technology Distributors
Technology Distributors

กสิกรไทยคงแนะซื้อ SYNEX เป้า 11.47 บาท รับดีมานด์ IT และ Apple ครึ่งหลังปี 2569

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ว่ายังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 หลังเข้าร่วมงาน Partner Connect 2026 ของบริษัทเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 โดย SYNEX ประเมินว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% จากปีก่อน ขณะที่ข้อมูล Gartner ณ เดือนเมษายน 2569 ระบุว่าการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 8.2% บริการด้าน IT เพิ่มขึ้น 9.0% ซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น 15.1% และระบบศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น 55.8% บริษัทคาดว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ Apple จะเติบโตจากปีก่อนโดยได้แรงหนุนจากผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม iPhone 18 Series และยังคงเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน KS คาดว่ายอดขายของ SYNEX ในไตรมาส 3/2569 จะเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากความต้องการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ที่ยังแข็งแกร่งทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นของสมาร์ตโฟนระบบ Android และผลิตภัณฑ์ Apple พร้อมคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 11.47 บาท โดยมองว่าหากราคาหุ้นอ่อนตัวลงหลังการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่จะเป็นโอกาสในการสะสมที่ระดับ 9.20 บาทหรือต่ำกว่า ซึ่งสะท้อนค่า PER ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 14 ปีของ SYNEX และคาดว่ากำไรปกติปี 2569 จะเติบโต 14% ขณะที่ Core EPS ในช่วง 3 ปีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 10.4%
Technology Distributors

SYNNEX จัดงาน PARTNER CONNECT 2026 เปิดตัว SYNNEX Care+ สู่ Value Creation Partner

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX จัดงาน “SYNNEX PARTNER CONNECT 2026: Empowering the Future” โดยนางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่าเป็นการยกระดับบทบาทจาก Technology Distributor ไปสู่ Value Creation Partner ภายในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Consumer, Commercial และ Enterprise Solution ตลอดจน Software, Cloud, Artificial Intelligence (AI) และ Green Energy Solution บริษัทยังนำเสนอบริการจากบริษัทในเครือ ได้แก่ “SWOPMART Trade-In” บริการรับแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ และ “SERVICE POINT” ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีแบบ End-to-End ครอบคลุม Solar, CCTV, Network, Data Center, Security, System Integration และ Cloud พร้อมทั้งขยาย Ecosystem ผ่าน “Prompt Money” แพลตฟอร์มสนับสนุนด้านการเงิน และ “Ice Cream” พันธมิตรด้านประกันภัย นอกจากนี้บริษัทพร้อมเปิดตัวบริการ “SYNNEX Care+” สำหรับประกันและคุ้มครองอุปกรณ์เทคโนโลยีในกลุ่ม Consumer Device ครอบคลุมบริการซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ตามเงื่อนไข งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ และยังมีพิธีมอบรางวัลแก่พันธมิตรที่มีผลงานโดดเด่นด้วย
Technology Distributors

SYNEX จัดงาน SYNNEX PARTNER CONNECT 2026 เปิดตัว SYNNEX Care+ ลุย AI-Cloud

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไอทีและเทคโนโลยีครบวงจร จัดงาน “SYNNEX PARTNER CONNECT 2026: Empowering the Future” โดยนางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมผู้บริหารผนึกกำลังพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกและดีลเลอร์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และบริการที่ตอบโจทย์ตลาดแห่งอนาคต ภายในงานรวบรวมเทคโนโลยีและโซลูชันจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ Consumer, Commercial และ Enterprise Solution ไปจนถึง Software, Cloud, AI และ Green Energy Solution พร้อมนำเสนอบริการครบวงจรจากบริษัทในเครือ SYNNEX ได้แก่ “SWOPMART Trade-In” และ “SERVICE POINT” ผู้ให้บริการเทคโนโลยีแบบ End-to-End ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงงานบำรุงรักษา ครอบคลุมทั้ง Solar, CCTV, Network, Data Center, Security, System Integration และ Cloud ผ่านเครือข่ายพาร์ตเนอร์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ SYNEX ยังผนึกกำลังกับพันธมิตรอย่าง “Prompt Money” แพลตฟอร์มสนับสนุนด้านการเงิน และ “Ice Cream” พันธมิตรผู้ให้บริการด้านประกันภัย พร้อมเปิดตัวบริการ “SYNNEX Care+” บริการด้านประกันและความคุ้มครองอุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับกลุ่ม Consumer Device ครอบคลุมบริการซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ตามเงื่อนไข ก้าวสำคัญครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายของ SYNEX ในการยกระดับบทบาทจาก Technology Distributor สู่การเป็น Value Creation Partner ที่เชื่อมโยงสินค้า โซลูชัน บริการ และโอกาสทางธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
Technology Distributors

Avnet และ HKU เปิด EMUS Lab เร่งการนำฮาร์ดแวร์ AI สู่เชิงพาณิชย์

Avnet และมหาวิทยาลัยฮ่องกงได้เปิดตัว Emerging Microelectronics and Ubiquitous Systems Lab หรือ EMUS Lab อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมความร่วมมือที่ Data Technology Hub ในเขต Tseung Kwan O InnoPark มุ่งเร่งการนำฮาร์ดแวร์ AI สู่เชิงพาณิชย์ ห้องปฏิบัติการแห่งนี้มุ่งเน้นเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ได้แก่ AI ที่ประมวลผลบนอุปกรณ์ปลายทาง AI เชิงกายภาพ หุ่นยนต์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และไมโครอิเล็กทรอนิกส์เกิดใหม่ โดยให้บริการแก่นักนวัตกรรมทั้งการให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรม ทรัพยากรการประมวลผลด้วย GPU การสนับสนุนการสร้างต้นแบบ การประเมินความสามารถในการผลิต และความเชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทาน หนึ่งในโครงการความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมครั้งสำคัญครั้งแรกคือโครงการ DfMA Launchpad for AI MMP ซึ่งเป็นโครงการบ่มเพาะร่วมระยะเวลา 12 เดือนที่เชื่อมโยง EMUS Lab, Avnet และระบบนิเวศสตาร์ทอัพของ Hong Kong Science and Technology Parks Corporation โดยคัดเลือกทีมสตาร์ทอัพเข้าร่วมแล้ว 27 ทีม งานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน GPU ซึ่ง Avnet เป็นผู้สนับสนุน มีส่วนทำให้เกิดผลงานตีพิมพ์ในวารสารเครือ Nature และการนำเสนอในงานประชุมด้าน AI ชั้นนำ รวมถึง ICLR และ ICML นาย Arthur Chung รองประธานฝ่ายขายและการจัดการซัพพลายเออร์ประจำเอเชียของ Avnet กล่าวว่าการสร้างโมเดล AI ที่ยอดเยี่ยมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และการเปลี่ยนนวัตกรรม AI ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ ผลิตได้จริง และขยาย規模ได้ ยังคงเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งต่อการนำสู่เชิงพาณิชย์ ศาสตราจารย์ Ngai Wong รองศาสตราจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้อำนวยการ EMUS Lab กล่าวว่าห้องปฏิบัติการแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างงานวิจัยล้ำสมัยกับการนำไปใช้จริง
Technology Distributors

SIMAT ขายหุ้น SMH 40% มูลค่า 22 ล้านบาท ปรับโครงสร้างถือหุ้นเหลือ 30%

บริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SIMAT แจ้งมติคณะกรรมการอนุมัติขายหุ้นสามัญของ บริษัท ไซมิท เฮลท์ จำกัด หรือ SMH ซึ่งประกอบธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ รวมถึงจำหน่าย ให้เช่า และให้บริการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือทางการแพทย์ โดย SIMAT ขายหุ้น SMH จำนวน 2.2 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 40% ของหุ้นทั้งหมด ให้แก่ นายอภิสิทธิ์ หงส์ลาวัณย์ ในราคาหุ้นละ 10 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 22 ล้านบาท โดยผู้ซื้อไม่มีความสัมพันธ์และไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกับบริษัท ภายหลังการทำรายการ SIMAT จะถือหุ้น SMH ลดลงจาก 70% เหลือ 30% ส่งผลให้ SMH สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของ SIMAT การทำรายการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างบริษัทให้มีประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยง ปรับแผนธุรกิจใหม่ และจัดหาเงินเพื่อรองรับการลงทุนและการขยายธุรกิจ
Technology Distributors

SYNNEX จัดงาน PARTNER CONNECT 2026 เปิดตัว SYNNEX Care+ ยกระดับ Technology Ecosystem

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX นำโดย นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จัดงาน “SYNNEX PARTNER CONNECT 2026: Empowering the Future” ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ โดยผนึกกำลังพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกและดีลเลอร์ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับ Technology Ecosystem สู่การสร้างโอกาสธุรกิจแห่งอนาคต ภายในงานรวบรวมเทคโนโลยีและโซลูชันจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ Consumer, Commercial และ Enterprise Solution ไปจนถึง Software, Cloud, AI และ Green Energy Solution พร้อมนำเสนอบริการครบวงจรจากบริษัทในเครือ ได้แก่ “SWOPMART Trade-In” และ “SERVICE POINT” ผู้ให้บริการเทคโนโลยีแบบ End-to-End ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงงานบำรุงรักษา ครอบคลุมทั้ง Solar, CCTV, Network, Data Center, Security, System Integration และ Cloud ผ่านเครือข่ายพาร์ตเนอร์ทั่วประเทศ นอกจากนี้ SYNNEX ยังผนึกกำลังกับพันธมิตรอย่าง “Prompt Money” แพลตฟอร์มสนับสนุนด้านการเงิน และ “Ice Cream” พันธมิตรผู้ให้บริการด้านประกันภัย พร้อมเปิดตัวบริการ “SYNNEX Care+” บริการด้านประกันและความคุ้มครองอุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับกลุ่ม Consumer Device ครอบคลุมบริการซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ตามเงื่อนไข ก้าวสำคัญครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายของ SYNNEX ในการยกระดับบทบาทจาก Technology Distributor สู่การเป็น Value Creation Partner ที่เชื่อมโยงสินค้า โซลูชัน บริการ และโอกาสทางธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน โดยภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษและพิธีมอบรางวัลแก่พาร์ตเนอร์ที่มีผลงานโดดเด่นและมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของ SYNNEX
Technology Distributors

SAMART ลุยสมาร์ทมิเตอร์-แบตเตอรี่ มูลค่างานรวม 4,000 ล้านบาท

บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เดินหน้ารุกธุรกิจ Data & AI และเตรียมพร้อมเข้าประมูลงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง หลังมีโครงการอยู่ระหว่างการยื่นประมูลจำนวนมาก พร้อมขยายงานด้าน Smart Meter และแบตเตอรี่ ด้วยการติดตั้งระบบดิจิทัลให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ นายรัฐนันท์ วิไลลักษณ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจและนักลงทุนสัมพันธ์ของ SAMART เปิดเผยกับทีมข่าวหุ้นวิชั่นว่า งานส่วนใหญ่ยังเป็นโครงการจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามการผลักดันนโยบายดิจิทัลและการจัดสรรงบประมาณด้านเทคโนโลยีของภาครัฐ บริษัทให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี Data และ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการ และการลดระยะเวลาดำเนินงาน ควบคู่กับการจัดอบรมเพื่อพัฒนาทักษะบุคลากร สำหรับธุรกิจระบบแบตเตอรี่และ Smart Meter บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินโครงการติดตั้งระบบดิจิทัลใหม่ให้ PEA เพื่อเปลี่ยนจากมิเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิมสู่ระบบมิเตอร์ดิจิทัล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid ทั้งนี้ หากรวมมูลค่างานแบตเตอรี่และโครงการ Smart Meter ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท
Technology Distributors

SIMAT ไฟเขียวขายหุ้น ไซมิท เฮลท์ 40% มูลค่า 22 ล้านบาท

บริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SIMAT แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 1 ก.ย.69 มีมติอนุมัติขายหุ้นสามัญของบริษัท ไซมิท เฮลท์ จำกัด หรือ SMH ซึ่งเป็นบริษัทย่อย จำนวน 2,200,000 หุ้น หรือคิดเป็น 40% ของหุ้นทั้งหมด ให้แก่นายอภิสิทธิ์ หงส์ลาวัณย์ ซึ่งไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันกับบริษัท ในราคาหุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่า 22 ล้านบาท ภายหลังการทำรายการ สัดส่วนการถือหุ้นของ SIMAT ใน SMH จะลดลงจาก 70% หรือ 3.849 ล้านหุ้น เหลือ 30% หรือ 1.649 ล้านหุ้น ส่งผลให้ SMH สิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยและเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทร่วมของ SIMAT โดย SMH มีทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 55 ล้านบาท ประกอบธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ รวมถึงการจำหน่าย ให้เช่า และให้บริการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเครื่องมือทางการแพทย์ด้านรังสีวิทยา ทั้งนี้ SIMAT ระบุว่าวัตถุประสงค์ของการทำรายการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยง ปรับแผนธุรกิจใหม่ และจัดหาเงินเพื่อรองรับการลงทุนและการขยายธุรกิจ
Technology Distributors

สแกนซอร์สปิดดีลซื้อกิจการไมโครเอจมูลค่า 220.5 ล้านดอลลาร์

บริษัท สแกนซอร์ส อิงค์ ประกาศปิดการซื้อกิจการไมโครเอจ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบูรณาการโซลูชันครบวงจรที่มีประสบการณ์ยาวนาน 50 ปีด้านการสนับสนุนองค์กร ด้วยเงินสดทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าดีล 220.5 ล้านดอลลาร์ โดยใช้เงินทุนจากวงเงินสินเชื่อที่มีอยู่เดิมของสแกนซอร์ส ฝ่ายบริหารคาดว่าการซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย และกำไรต่อหุ้นแบบไม่ตามหลักบัญชีที่ยอมรับทั่วไปในปีแรกหลังการปิดดีล อีกทั้งยังส่งผลบวกต่อกระแสเงินสดอิสระ และระบุว่าดีลนี้จะขยายขีดความสามารถของสแกนซอร์สในด้านโซลูชันและบริการไอทีที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงคลาวด์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ศูนย์ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ การประกาศครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผลประกอบการไตรมาสที่สี่ของปีงบประมาณ 2026 ของสแกนซอร์ส ซึ่งมียอดขายสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.3 แตะ 953.1 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับลดแบบไม่ตามหลักบัญชีที่ยอมรับทั่วไปอยู่ที่ 1.46 ดอลลาร์ พุ่งขึ้นร้อยละ 43.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีลนี้เพิ่มภาระหนี้เนื่องจากสแกนซอร์สต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อเป็นเงินทุน ขณะที่ประโยชน์ด้านอัตรากำไร กำไร และกระแสเงินสดอิสระที่ฝ่ายบริหารคาดหวังยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ข้อมูลสถาบันที่ติดตามโดยอินไซเดอร์ มังกี้ เปิดเผยว่าการถือครองหุ้นสแกนซอร์สของกองทุนเฮดจ์ฟันด์เพิ่มขึ้นเป็น 20 กองทุน ณ สิ้นไตรมาสที่สองของปี 2026 จาก 16 กองทุนในไตรมาสก่อนหน้า โดยแบล็กร็อกเป็นนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ที่สุดด้วยจำนวน 3.84 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 19.07 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด
Insider Monkey·2dอ่านต่อ →
Technology Distributors

สแกนซอร์สปิดดีลซื้อกิจการไมโครเอจมูลค่า 220.5 ล้านดอลลาร์

สแกนซอร์สปิดดีลซื้อกิจการไมโครเอจแบบเงินสดทั้งหมดมูลค่า 220.5 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 2 กันยายน เพียงสองสัปดาห์หลังจากที่ประกาศดีลครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม การซื้อครั้งนี้ใช้เงินจากการเบิกวงเงินสินเชื่อที่มีอยู่ของสแกนซอร์ส ซึ่งเพิ่มภาระให้กับงบดุลที่มีหนี้สินรวม 101.4 ล้านดอลลาร์และเงินสด 88.4 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน ดีลนี้เป็นการเพิ่มธุรกิจผู้ให้บริการบูรณาการโซลูชันไอทีซึ่งมีลูกค้าราว 2,400 รายและพนักงานมากกว่า 200 คน เข้ากับผู้จัดจำหน่ายที่สร้างรายได้จากการจำหน่ายฮาร์ดแวร์มาโดยตลอด และสแกนซอร์สระบุว่าดีลนี้ควรช่วยยกอัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย และกำไรต่อหุ้นที่ไม่ใช่หลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไปภายในปีแรก การปิดดีลครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากไตรมาสที่สี่ซึ่งยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนเป็น 953.1 ล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้นเจือจางตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไปพุ่งจาก 0.88 ดอลลาร์เป็น 1.24 ดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นที่ไม่ใช่หลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นจาก 1.02 ดอลลาร์เป็น 1.46 ดอลลาร์ แนวโน้มปีงบประมาณ 2570 ที่คาดการณ์การเติบโตของยอดขายสุทธิ 6% ถึง 10% และกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายปรับปรุงแล้ว 158 ล้านดอลลาร์ถึง 165 ล้านดอลลาร์นั้นประกาศเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ก่อนที่ดีลไมโครเอจจะปิด และไม่รวมดีลนี้ไว้อย่างชัดเจน
Insider Monkey·3dอ่านต่อ →
Technology Distributors

TD SYNNEX ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ ORCA Power ของ Hammerhead AI

Hammerhead AI ประกาศความร่วมมือโดยแต่งตั้งให้ TD SYNNEX เป็นผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ ORCA ซึ่งมอบ SKU มาตรฐานสำหรับการจัดการพลังงาน AI ให้แก่ผู้จัดจำหน่ายรายนี้ เพื่อให้ผู้ดำเนินการศูนย์ข้อมูลสามารถเปลี่ยนพลังงานที่ไม่ได้ใช้ให้เป็นกำลังความสามารถพร้อมใช้สำหรับ AI ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกของ TD SYNNEX ข้อตกลงนี้สอดคล้องกับโครงการ Destination AI ของ TD SYNNEX และเกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดจับตาดูธุรกิจศูนย์ข้อมูล Hyve ของบริษัทก่อนการประกาศผลประกอบการที่กำลังจะมาถึง แนวโน้มของ TD SYNNEX คาดการณ์รายได้ 90.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไร 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029 ซึ่งให้มูลค่ายุติธรรมที่ 333.55 ดอลลาร์สหรัฐ และมีอัพไซด์ 27% จากราคาปัจจุบัน ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายที่มองบวกที่สุดได้ประเมินรายได้ไว้ที่ประมาณ 97.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไร 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2029 บริษัทยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านแรงกดดันต่ออัตรากำไร การกระจุกตัวของลูกค้า และการชะลอตัวที่อาจเกิดขึ้นหลังจากความต้องการที่ถูกดึงมาใช้ล่วงหน้าในช่วงที่ผ่านมา
Simply Wall St·3dอ่านต่อ →
Technology Distributors

ก.ล.ต.ฟันแพ่ง 8 รายปั่นหุ้น SIMAT-W3 และ TNDT รวม 39.3 ล้าน แบนสูงสุด 14 ปี

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 8 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของ บมจ.ไซแมท เทคโนโลยี หรือ SIMAT-W3 และหุ้น บมจ.ไทย เอ็น ดี ที หรือ TNDT โดยเรียกให้ชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวมทั้งสิ้น 39,340,932.73 บาท พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ โดยผู้ถูกดำเนินคดีทั้ง 8 ราย ได้แก่ นายขจรเกียรติ อึ้งอร่าม นางสาวรภัทภร ตรงวงศา นายไกรวิทย์ ตั้งสง่า นางสาววริยา เข็มทองประดิษฐ์ นายธนพล เข็มทองประดิษฐ์ นายสิทธาปวีร์ ชวรางกูร นายนฤสรณ์ วีรชาติวัฒนา และนางสาวกรรณิการ์ จารุพันธ์ ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2564 ผู้กระทำความผิดทั้ง 8 รายซึ่งมีความสัมพันธ์กันทั้งทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนบุคคลได้ร่วมกันส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะสอดรับและสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาและปริมาณการซื้อขาย SIMAT-W3 และหุ้น TNDT ปรับตัวสูงขึ้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด การกระทำดังกล่าวแบ่งได้เป็น 4 ช่วงเกิดเหตุ โดยช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ถึง 7 มิถุนายน 2564 มีผู้กระทำความผิด 7 ราย ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ถึง 28 มิถุนายน 2564 มีผู้กระทำความผิด 8 ราย ช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ถึง 10 มิถุนายน 2564 มีผู้กระทำความผิด 8 ราย และช่วงที่ 4 ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ถึง 9 สิงหาคม 2564 มีผู้กระทำความผิด 8 ราย คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งมีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับ โดยผู้ถูกดำเนินคดีรายนางสาวรภัทภรต้องชำระเงินรวมสูงสุด 14,243,708.18 บาท และถูกห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 56 เดือน ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 112 เดือน ขณะที่นางสาววริยาถูกห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้านานที่สุด 84 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 168 เดือน หรือ 14 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาแบนที่สูงที่สุดในคดีนี้ ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง
Technology Distributors

ก.ล.ต.ฟันแพ่ง 8 ราย สร้างราคา SIMAT-W3 และ TNDT รวม 39.3 ล้านบาท

ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 8 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญบริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SIMAT-W3 และหุ้นบริษัท ไทย เอ็น ดี ที จำกัด (มหาชน) หรือ TNDT โดยเรียกให้ชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวม 39,340,932.73 บาท พร้อมกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ ผู้กระทำความผิดทั้ง 8 ราย ได้แก่ นายขจรเกียรติ อึ้งอร่าม นางสาวรภัทภร ตรงวงศา นายไกรวิทย์ ตั้งสง่า นางสาววริยา เข็มทองประดิษฐ์ นายธนพล เข็มทองประดิษฐ์ นายสิทธาปวีร์ ชวรางกูร นายนฤสรณ์ วีรชาติวัฒนา และนางสาวกรรณิการ์ จารุพันธ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันทั้งทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนบุคคล การตรวจสอบพบพฤติการณ์ร่วมกันส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะสอดรับและสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น 4 ช่วงเกิดเหตุ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2564 โดยช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ถึง 7 มิถุนายน 2564 มีผู้กระทำความผิด 7 ราย กรณีสร้างราคา SIMAT-W3 ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ถึง 28 มิถุนายน 2564 มีผู้กระทำความผิด 8 ราย กรณีสร้างราคา SIMAT-W3 ช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ถึง 10 มิถุนายน 2564 มีผู้กระทำความผิด 8 ราย กรณีสร้างราคาหุ้น TNDT และช่วงที่ 4 ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ถึง 9 สิงหาคม 2564 มีผู้กระทำความผิด 8 ราย กรณีสร้างราคาหุ้น TNDT คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งมีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 8 ราย ประกอบด้วยค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ ชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด และห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ โดยนางสาวรภัทภรมีจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นสูงสุด 14,243,708.18 บาท ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 56 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 112 เดือน รองลงมาคือนายไกรวิทย์ 10,276,246.47 บาท ห้ามซื้อขาย 42 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 84 เดือน นายขจรเกียรติ 3,999,535.18 บาท ห้ามซื้อขาย 56 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 112 เดือน นางสาววริยา 2,210,295.18 บาท ห้ามซื้อขาย 84 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 168 เดือน นายสิทธาปวีร์ 2,184,773.18 บาท นายนฤสรณ์ 2,168,699.18 บาท นางสาวกรรณิการ์ 2,139,997.18 บาท และนายธนพล 2,117,678.18 บาท ซึ่งทั้งสี่รายห้ามซื้อขาย 56 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 112 เดือน มาตรการดังกล่าวจะมีผลตามที่ระบุในบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ผู้กระทำความผิดลงนาม หากไม่ยินยอม ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติโดยไม่ต่ำกว่าอัตราที่ ค.ม.พ. กำหนด ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง
Technology Distributors

ก.ล.ต. สั่งปรับ 8 ราย ปั่นราคา SIMAT-W3 และ TNDT รวม 39.34 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งมีมติใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 8 ราย ที่ร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ SIMAT-W3 และหุ้น TNDT ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2564 โดยผู้กระทำความผิดทั้ง 8 ราย ได้แก่ นายขจรเกียรติ อึ้งอร่าม นางสาวรภัทภร ตรงวงศา นายไกรวิทย์ ตั้งสง่า นางสาววริยา เข็มทองประดิษฐ์ นายธนพล เข็มทองประดิษฐ์ นายสิทธาปวีร์ ชวรางกูร นายนฤสรณ์ วีรชาติวัฒนา และนางสาวกรรณิการ์ จารุพันธ์ การกระทำดังกล่าวแบ่งเป็น 4 ช่วงเกิดเหตุ โดยช่วงที่ 1 และ 2 เป็นการสร้างราคาหลักทรัพย์ SIMAT-W3 และช่วงที่ 3 และ 4 เป็นการสร้างราคาหุ้น TNDT ซึ่งผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์ส่งคำสั่งซื้อขายสอดรับและสนับสนุนกันอย่างต่อเนื่อง จับคู่ซื้อขายกันเอง ครองคำสั่งซื้อหรือขายเพื่อกันไม่ให้ราคาปรับตัวลง และแตกย่อยคำสั่งซื้อขายด้วยหุ้นปริมาณหลักพันถึงหลักหมื่นหุ้น เพื่อสร้างสภาพให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดว่ามีความต้องการซื้อขายในปริมาณมาก ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดทั้ง 8 ราย ต้องชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 39,340,933.03 บาท โดยนายขจรเกียรติชำระ 3,999,535.18 บาท นางสาวรภัทภรชำระ 14,243,708.18 บาท นายไกรวิทย์ชำระ 10,276,246.47 บาท นางสาววริยาชำระ 2,210,295.18 บาท นายธนพลชำระ 2,117,678.18 บาท นายสิทธาปวีร์ชำระ 2,184,773.18 บาท นายนฤสรณ์ชำระ 2,168,699.18 บาท และนางสาวกรรณิการ์ชำระ 2,139,997.18 บาท พร้อมกันนี้ยังถูกห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 42 ถึง 84 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์เป็นเวลา 84 ถึง 168 เดือน แล้วแต่ราย มาตรการดังกล่าวจะมีผลตามบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ผู้กระทำความผิดลงนาม หากไม่ยินยอม ก.ล.ต. จะขอให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ โดยเงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ดังกล่าวเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง
Technology Distributors

ก.ล.ต.ลงโทษแพ่ง 8 ราย ปั่นหุ้น SIMAT-W3 และ TNDT ปรับรวม 39.3 ล้านบาท

ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 8 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญบริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SIMAT-W3 และหุ้นบริษัท ไทย เอ็น ดี ที จำกัด (มหาชน) หรือ TNDT โดยเรียกให้ชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวมทั้งสิ้น 39,340,932.73 บาท พร้อมกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ ผู้กระทำความผิดทั้ง 8 ราย ได้แก่ นายขจรเกียรติ อึ้งอร่าม นางสาวรภัทภร ตรงวงศา นายไกรวิทย์ ตั้งสง่า นางสาววริยา เข็มทองประดิษฐ์ นายธนพล เข็มทองประดิษฐ์ นายสิทธาปวีร์ ชวรางกูร นายนฤสรณ์ วีรชาติวัฒนา และนางสาวกรรณิการ์ จารุพันธ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันทั้งทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนบุคคล การตรวจสอบของ ก.ล.ต. หลังได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบพฤติการณ์ร่วมกันส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะสอดรับและสนับสนุนกันอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น 4 ช่วงเกิดเหตุ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2564 โดยช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ถึง 7 มิถุนายน 2564 มีผู้กระทำความผิด 7 ราย และช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ถึง 28 มิถุนายน 2564 รวมทั้งช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ถึง 10 มิถุนายน 2564 และช่วงที่ 4 ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน 2564 ถึง 9 สิงหาคม 2564 มีผู้กระทำความผิด 8 ราย การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานสร้างราคาหลักทรัพย์ตามมาตรา 244/3(1)(2) ประกอบมาตรา 244/5 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งมีมติให้ปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. ซึ่งในจำนวนนี้ นางสาวรภัทภรต้องชำระสูงสุด 14,243,708.18 บาท รองลงมาคือนายไกรวิทย์ 10,276,246.47 บาท และนายขจรเกียรติ 3,999,535.18 บาท ส่วนที่เหลืออีก 5 รายชำระรายละ 2.1 ถึง 2.2 ล้านบาทเศษ มาตรการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีตั้งแต่ 42 เดือนถึง 84 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 84 เดือนถึง 168 เดือน หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอม ก.ล.ต. จะขอให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ โดยเงินค่าปรับและค่าชดใช้คืนผลประโยชน์เป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง
Technology Distributors

ก.ล.ต. สั่งปรับ 8 รายปั่นหุ้น SIMAT-W3 และ TNDT รวมเกือบ 40 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 8 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญบริษัท ไซแมท เทคโนโลยี หรือ SIMAT-W3 และหุ้นบริษัท ไทย เอ็น ดี ที หรือ TNDT โดยเรียกให้ชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวมทั้งสิ้น 39,340,932.73 บาท พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ ผู้กระทำความผิดทั้ง 8 ราย ได้แก่ นายขจรเกียรติ อึ้งอร่าม นางสาวรภัทภร ตรงวงศา นายไกรวิทย์ ตั้งสง่า นางสาววริยา เข็มทองประดิษฐ์ นายธนพล เข็มทองประดิษฐ์ นายสิทธาปวีร์ ชวรางกูร นายนฤสรณ์ วีรชาติวัฒนา และนางสาวกรรณิการ์ จารุพันธ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กันทั้งทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนบุคคล การตรวจสอบพบพฤติการณ์ร่วมกันส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะสอดรับและสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาและปริมาณการซื้อขายของ SIMAT-W3 และหุ้น TNDT ปรับตัวสูงขึ้นผิดไปจากสภาพปกติของตลาด แบ่งเป็น 4 ช่วงเกิดเหตุ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2564 โดยช่วงที่ 1 และ 2 เป็นการสร้างราคา SIMAT-W3 และช่วงที่ 3 และ 4 เป็นการสร้างราคาหุ้น TNDT ในจำนวนผู้กระทำความผิด 8 รายนี้ นางสาวรภัทภรต้องชำระเงินสูงสุด 14,243,708.18 บาท รองลงมาคือนายไกรวิทย์ 10,276,246.47 บาท ส่วนที่เหลือชำระรายละ 2.1 ถึง 4 ล้านบาทเศษ และถูกห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 42 ถึง 84 เดือน ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร 84 ถึง 168 เดือน เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์จากการกระทำความผิดถือเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง
Technology Distributors

SBI ไทย ออนไลน์ เลือก SYNEX เป็นหุ้นเด่น คงเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 14 กันยายน 2569 ว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ของบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX โดยคาดว่าจะได้แรงหนุนจากฤดูกาลขายสินค้าไอทีและการเปิดตัวสมาร์ตโฟนและผลิตภัณฑ์เรือธงรุ่นใหม่ รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อกลุ่มสินค้าไอทีเชิงพาณิชย์หรือ Commercial และกลุ่มโซลูชันสำหรับองค์กรหรือ Enterprise ทั้งนี้ SYNEX รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 ที่ 224 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้แรงสนับสนุนจากส่วนแบ่งกำไรของบริษัท เอ็นแคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCAP ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1.18 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนสินค้า Apple จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการชะลอคำสั่งซื้อก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในช่วงปลายปี ด้านอัตรากำไรขั้นต้นปรับขึ้นสู่ระดับ 3.96% จาก 3.83% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามแผนปรับสัดส่วนรายได้หรือ Product Mix Shift สำหรับในไตรมาส 2/69 รายได้กลุ่ม Commercial เติบโต 43.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กลุ่ม Enterprise เติบโต 11.3% บริษัทคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท และบล.เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ เลือก SYNEX เป็นหุ้นเด่นหรือ Top Pick โดยราคาหุ้นล่าสุดตามบทวิเคราะห์อยู่ที่ 9.85 บาท เทียบกับราคาเป้าหมายเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ปี 2569 ที่ 11.39 บาท ส่วนมุมมองทางเทคนิคให้แนวรับที่ 9.70 และ 9.35 บาท พร้อมแนวต้านที่ 10 และ 10.50 บาท
Technology Distributors

SPREME ลุ้นรายได้ปี 2569 สูงสุดใหม่ ตุนแบ็กล็อก 5,651.80 ล้านบาท

บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SPREME ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มี Backlog รวม 5,651.80 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญที่รองรับการเติบโตในระยะยาว โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ประมาณ 919.41 ล้านบาท แบ่งเป็นงานจำหน่ายพร้อมติดตั้ง 267.79 ล้านบาท และงานบริการ/ให้เช่า 651.62 ล้านบาท ส่วนปี 2570 คาดว่าจะรับรู้ประมาณ 1,214.41 ล้านบาท และช่วงปี 2571–2574 อีกกว่า 3,517.98 ล้านบาท นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเร่งส่งมอบงาน System Integration (SI) ที่อยู่ระหว่างเตรียมส่งมอบในไตรมาส 3/2569 ควบคู่กับการทยอยรับรู้รายได้จากสัญญาเช่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าเข้าประมูลโครงการให้เช่าและบำรุงรักษาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขนาดเล็กถึงกลางเพิ่มเติม เพื่อกระจายฐานลูกค้าและเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ โดยรายได้จากธุรกิจให้บริการและให้เช่าเติบโตมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 38% จากไตรมาสก่อน สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ทยอยส่งมอบอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการ Anywhere Anytime สำหรับจำหน่ายและให้เช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน ซึ่งบริษัทส่งมอบแล้วกว่า 230,000 ชุด และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 โครงการดังกล่าวสร้างรายได้รวม 374.86 ล้านบาท คิดเป็น 72.53% ของรายได้จากธุรกิจให้บริการ รวมถึงโครงการศูนย์อินเทอร์เน็ตสาธารณะ หรือ USO Net ร่วมกับ กสทช. ซึ่งอยู่ระหว่างทยอยส่งมอบ ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 SPREME มีรายได้รวม 425.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 256.34 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 12.79% จากไตรมาส 1/2569 ที่ 377.11 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 44.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 30.50 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 84.28% จากไตรมาส 1/2569 ที่ 24.11 ล้านบาท โดยอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 20.20% เพิ่มขึ้นจาก 15.04% ในไตรมาส 1/2569 และอัตรากำไรสุทธิ (NPM) อยู่ที่ 10.45% เพิ่มขึ้นจาก 6.39% ในไตรมาสก่อน ขณะที่ EBITDA Margin ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 56.88% จาก 40.29% ในไตรมาส 1/2569 และ 25.70% ในไตรมาส 2/2568 ส่วนโครงสร้างรายได้มีสัดส่วนจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจสูงถึง 92.14% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสัญญาเช่าระยะยาว ช่วยเพิ่มความแน่นอนของรายได้ในอนาคต
Technology Distributors

TWZ รับรู้ขาดทุนเครดิต 74.06 ล้านบาท ฉุดงบไตรมาส 2/2569

บริษัท ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TWZ เปิดเผยว่าได้รับผลกระทบจากลูกหนี้การค้ารายหนึ่งที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและไม่สามารถชำระค่าสินค้าได้ตามกำหนด จึงต้องรับรู้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 74.06 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2569 โดยผลขาดทุนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.21% ของรายได้จากการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ที่ 519.40 ล้านบาท และคิดเป็นประมาณ 57.89% ของผลขาดทุนส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2/2569 ซึ่งอยู่ที่ 127.53 ล้านบาท สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 1,064.83 ล้านบาท และมีผลขาดทุนส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 161.09 ล้านบาท โดยผลขาดทุนด้านเครดิตดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 6.96% ของรายได้จากการดำเนินงาน และ 45.98% ของผลขาดทุนงวด 6 เดือน บริษัทระบุว่าลูกหนี้รายนี้ซื้อขายสินค้าแบบเหมาจ่ายตามขอบเขตของงานและชำระค่าสินค้าเป็นเช็คตามงวด ก่อนขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ และก่อนหน้านี้บริษัทยังได้รับผลกระทบจากลูกหนี้การค้าอีก 2 รายที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี ส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนลดลงและต้องขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้กับสถาบันการเงิน ด้านมาตรการแก้ไข บริษัทได้จัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับลูกหนี้ กำหนดให้ผ่อนชำระหนี้เดิมเป็นงวดภายในระยะเวลา 1 ปี พร้อมให้ลูกหนี้วางหลักประกันในระดับที่เหมาะสมสำหรับการสั่งซื้อสินค้าในอนาคต และจะเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติเครดิตและเร่งรัดติดตามลูกหนี้ค้างชำระ โดยคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบได้รับทราบรายการดังกล่าวแล้ว และกำชับให้ฝ่ายบริหารเร่งติดตามการเรียกเก็บหนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมจะเปิดเผยความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป
Technology Distributors

SPVI เตรียมขาย iPhone 18 Pro และ Pro Max วันที่ 18 กันยายนนี้

บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI เตรียมวางจำหน่าย iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max วันแรกในวันที่ 18 กันยายนนี้ ผ่านทั้งช่องทางหน้าร้านและออนไลน์ โดยนายไตรสรณ์ วรญาณโกศล กรรมการผู้จัดการ ระบุว่าบริษัทมั่นใจกำลังซื้อในตลาดพรีเมียมซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของรุ่น Pro และ Pro Max ราคา iPhone 18 รุ่นใหม่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 บาท เมื่อเทียบกับราคาเปิดตัวของ iPhone 17 ในรุ่นต่อรุ่น จากต้นทุนชิ้นส่วนโดยเฉพาะ Memory ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ข้อจำกัดด้าน Memory Chip ทำให้การจัดสรรชิ้นส่วนมีแนวโน้มมุ่งไปยังผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น และ iPhone รุ่นเก่าบางรุ่น เช่น iPhone 13 และ iPhone 15 เริ่มมีสินค้าในตลาดลดลง บริษัทยังจับตา iPhone Duo สมาร์ทโฟนจอพับ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นสินค้าในช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคมนี้ และคาดว่าจะช่วยสนับสนุนยอดขายในช่วงไตรมาส 4/2569 ด้านกลยุทธ์การจำหน่าย บริษัทให้น้ำหนักกับการขายผ่านหน้าสาขาแม้จะมีช่องทางออนไลน์รองรับ เพื่อให้สินค้าถึงมือผู้ใช้งานจริงและลดการซื้อเพื่อนำไปขายต่อ พร้อมใช้บริการทางการเงินและช่องทางผ่อนชำระจากกลุ่ม Non-Bank ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น
ทันหุ้น·5dอ่านต่อ →
Technology Distributors

SYNEX ประกาศแผนปี 2570 ชู AI และ Cloud ขับเคลื่อนสู่ Value Creator

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2570 ภายในงาน SYNNEX PARTNER CONNECT 2026: Empowering the Future โดยเดินหน้าปรับบทบาทจากผู้จัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยีสู่การเป็นผู้สร้างมูลค่า หรือ Value Creator มุ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาพัฒนาเป็นโซลูชันที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SYNEX กล่าวว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่เทคโนโลยีต้องสร้างมูลค่าและผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน การดำเนินธุรกิจ และความต้องการของลูกค้า บริษัทเตรียมต่อยอดความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์ แบรนด์ โลจิสติกส์ และเครือข่ายพันธมิตร ไปสู่การให้บริการด้าน Solution, Service, Platform และ Ecosystem เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Commercial และ Enterprise ภายใต้แนวคิด The Next Chapter of SYNNEX – From Distribution to Value Creation ปัจจุบัน SYNEX มีพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกมากกว่า 70 แบรนด์ และเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายกว่า 6,000 ช่องทางทั่วประเทศ โดยมองว่า AI และ Cloud จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป ภายในงาน SYNNEX PARTNER CONNECT 2026 มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และโซลูชันจากพันธมิตรมากกว่า 30 แบรนด์ ครอบคลุมตลาด Consumer, Commercial และ Enterprise ขณะเดียวกันบริษัทยังเดินหน้าต่อยอดบริการ SWOPMART Trade-In และ Prompt Money รวมถึงเตรียมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรนายหน้าประกันภัยเพื่อพัฒนาบริการรับประกันสินค้าสำหรับอุปกรณ์ในกลุ่ม Consumer Device ทั้งนี้ SYNEX ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าไอทีและเทคโนโลยีในประเทศไทยมากกว่า 39 ปี ภายใต้สัญลักษณ์ TRUSTED BY SYNNEX
Technology Distributors

SYNNEX ประกาศทิศทางปี 2027 ขับเคลื่อน AI สู่ Solution ในงาน PARTNER CONNECT 2026

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX ประกาศทิศทางการเติบโตปี 2027 ภายในงาน “SYNNEX PARTNER CONNECT 2026: Empowering the Future” ภายใต้แนวคิด “The Next Chapter of SYNNEX – From Distribution to Value Creation” มุ่งต่อยอดจากธุรกิจจัดจำหน่ายสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่เทคโนโลยี นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การดำเนินธุรกิจ และความต้องการของลูกค้า โดย SYNNEX จะเชื่อมเทคโนโลยีจากพันธมิตรระดับโลกกว่า 70 แบรนด์ กับช่องทางจัดจำหน่ายกว่า 6,000 ช่องทาง เพื่อเปลี่ยนโอกาสจาก AI ให้เป็นโซลูชันที่ใช้ได้จริงในตลาด Commercial และ Enterprise งานดังกล่าวนำเสนอสินค้าและโซลูชันจากพันธมิตรกว่า 30 แบรนด์ ครอบคลุมทั้ง Consumer, Commercial และ Enterprise พร้อมเปิดตัว “SWOPMART Trade-In” และ “Prompt Money” แพลตฟอร์มสนับสนุนทางการเงิน และเตรียมขยายธุรกิจร่วมกับ Insurance Broker Partner เพื่อพัฒนา Warranty Service สำหรับกลุ่ม Consumer Device
Technology Distributors

SYNEX มั่นใจไอโฟน 18 และ iPhone Duo ราคาสูงขายดี ดันรายได้ครึ่งปีหลัง โวเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 53,000 ล้านบาท

นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX เปิดเผยว่า บริษัทไม่กังวลเรื่องราคา iPhone 18 และ iPhone Duo สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของ Apple ที่ปรับสูงขึ้น เพราะที่ผ่านมารุ่นที่แพงที่สุดมักขายดีที่สุดเสมอ และสินค้าล็อตใหม่เริ่มทยอยเข้ามาบริษัทแล้ว โดยคาดว่าปริมาณล็อตใหม่จะไม่น้อยกว่าปีก่อน ขณะที่การขึ้นราคาและการยกเลิกผลิต iPhone บางรุ่นไม่กระทบบริษัทมาก เพราะสินค้า Apple ขาดแคลนมาตั้งแต่ต้นปี จึงไม่มีสต๊อกเก่าค้างและไม่ต้องจัดโปรโมชันล้างสต๊อก ส่วนตลาด Android ยังคึกคักจากค่ายเกาหลีและค่ายจีนที่ทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่ตลอดปี สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรก SYNEX มีกำไรสุทธิ 445 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% และรายได้รวม 23,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% โดยบริษัทมั่นใจว่าผลประกอบการปี 2569 จะเป็นไปตามเป้าหมายรายได้ 53,000 ล้านบาท แม้ครึ่งปีแรกรายได้ได้รับผลกระทบจากการไม่มีสินค้า Apple ส่งมอบ แต่ธุรกิจที่เหลือยังเติบโตทุกกลุ่ม และคาดครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรกจากสินค้า Apple ที่เริ่มเข้ามาเติมเต็ม นอกจากนี้บริษัทยังมองหาการเติบโตใหม่ในธุรกิจ Robotics โดยเตรียมเดินทางไปดูงานและเจรจาธุรกิจกับพันธมิตรในจีน และจะเน้นกลุ่มเชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักในช่วงเริ่มต้น รวมถึงเห็นโอกาสจากแผน PDP ฉบับใหม่ที่ครอบคลุม Data Center, AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มองการเปิดตัว iPhone Duo เป็นบวกเชิง Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และผู้จำหน่ายสินค้า Apple ในไทย โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์หลัก ได้แก่ COM7, ADVICE, SYNEX และ SPVI
Technology Distributors

SYNEX มั่นใจรายได้ปี 69 ทะลุ 5.3 หมื่นล้านบาท รับอานิสงส์ Apple และ AI

บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNEX ตั้งเป้ารายได้ปี 69 ไว้ที่ 53,000 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมายหรือทะลุเป้า หลังครึ่งปีแรกทำยอดขายไปแล้ว 23,122 ล้านบาท และคาดว่ายอดขายส่วนใหญ่จะเข้ามาในครึ่งปีหลัง นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่าแรงหนุนสำคัญมาจากการเปิดตัวและวางจำหน่ายสินค้าใหม่ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Apple ที่บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตขึ้นจากการมีช่องทางจำหน่ายและพาร์ทเนอร์จำนวนมาก แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมไอทียังถูกกดดันจากความตึงตัวของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Apple ที่ดีมานด์ยังสูงมากจนเมื่อสินค้าเข้าสู่ตลาดบริษัทมั่นใจว่าจะจำหน่ายได้หมดทันที ด้านราคาต้นทุนสินค้ากลุ่มหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องถึงสิ้นปี จากกระแสการเติบโตของ AI ที่ทำให้กลุ่มผู้ให้บริการ Hyperscalers แย่งชิงทรัพยากรและกำลังการผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์จำนวนมหาศาล แต่บริษัทบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์สินค้าที่หลากหลาย สำหรับธุรกิจแห่งอนาคต บริษัทเตรียมเดินทางไปเจรจาธุรกิจและศึกษาเทคโนโลยีที่ประเทศจีนในเดือนตุลาคมนี้ โดยมุ่งเน้นกลุ่มหุ่นยนต์บริการเชิงพาณิชย์ คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนของกลุ่มสินค้าใหม่และเปิดตัวผลิตภัณฑ์จริงได้ภายในไตรมาสที่ 4/69 พร้อมกันนี้ SYNEX ยังเดินหน้าจากธุรกิจจัดจำหน่ายสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิด The Next Chapter of SYNNEX – From Distribution to Value Creation โดยต่อยอดจากพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกกว่า 70 แบรนด์ และช่องทางจัดจำหน่ายกว่า 6,000 ช่องทาง
Technology Distributors

SYNEX คาดยอดขายโต รับอานิสงส์ Apple ออกสินค้าใหม่ คงเป้ารายได้ปีนี้ 5.3 หมื่นล้านบาท

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX คงเป้ารายได้ปีนี้ที่ 53,000 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 23,312 ล้านบาท และคาดยอดขายปีนี้เติบโตกว่าปีก่อนจากอานิสงส์การเปิดตัวสินค้าใหม่ของแบรนด์ Apple นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวภายในงาน SYNNEX PARTNER CONNECT 2026 ว่า บริษัทมีพันธมิตรจำนวนมากจึงขายสินค้า Apple ได้หลากหลายช่องทาง และมองว่าการปรับราคาสินค้าของ Apple ไม่กระทบกำลังซื้อมากนัก เพราะสินค้าล็อตแรกที่มีราคาแพงที่สุดมักขายดีจนไม่เพียงพอกับความต้องการ พร้อมระบุว่าปัญหาขาดแคลนสินค้าไอทีและราคาที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Storage หรือ Memory จะยังต่อเนื่องถึงช่วงสิ้นปีนี้ จากการที่กลุ่ม Hyperscaler แย่งซัพพลายด้าน AI ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนนำเข้าหุ่นยนต์ Robotics จากจีนมาจำหน่ายในไทย โดยจะเดินทางไปดูโรงงานในเดือน ต.ค.69 หลังเจรจากับผู้ผลิตบางรายแล้ว เริ่มกลุ่มเป้าหมาย Commercial ก่อน ทั้งรูปแบบแขนหุ่นยนต์ รูปร่างคล้ายมนุษย์ และรูปแบบสัตว์เลี้ยง และประกาศทิศทางการเติบโตปี 70 ภายใต้แนวคิด The Next Chapter of SYNNEX – From Distribution to Value Creation ต่อยอดจากพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกกว่า 70 แบรนด์ และช่องทางจัดจำหน่ายกว่า 6,000 ช่องทาง
อีไฟแนนซ์ไทย·8dอ่านต่อ →
Technology Distributors

ซินเน็ค ตั้งเป้ารายได้ปี 69 แตะ 5.3 หมื่นล้าน รับเทรนด์ AI-Cloud-Robotics

นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX เปิดเผยว่าบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2569 ไว้ที่ 53,000 ล้านบาท โดยช่วงครึ่งปีแรกทำรายได้แล้ว 23,312 ล้านบาท ซึ่งแม้จะไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายทั้งปี แต่บริษัทมองว่าเป็นไปตามลักษณะของธุรกิจไอทีที่ยอดขายมักมีน้ำหนักมากในช่วงครึ่งปีหลัง และจะมีสินค้าใหม่ทยอยเปิดตัว จึงมั่นใจว่าผลประกอบการจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย บริษัทเตรียมรุกตลาด Commercial และ Enterprise มากขึ้น พร้อมปรับโมเดลธุรกิจจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีไปสู่การเป็น Solution Provider ภายใต้แนวคิด ที่ 1 IT Ecosystem ซึ่งประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ Service Point, SWOPMART, Device Financing และ Product Care Plus หรือ iCare Plus ด้านซัพพลายเชน บริษัทเผชิญภาวะสินค้าบางประเภทไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะ Storage และ Memory ที่ความต้องการพุ่งสูงจากการขยายตัวของกลุ่ม Hyperscaler สำหรับระบบ AI ส่งผลให้ราคาสินค้าเทคโนโลยีกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมีโอกาสถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคปลายทาง บริษัทจึงใช้กลยุทธ์ Diversify ปรับพอร์ตสินค้าและนำเสนอแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันเข้ามาทดแทน นอกจากนี้ SYNNEX ยังเตรียมรุกตลาด Commercial Robotics โดยอยู่ระหว่างจับมือกับซัพพลายเออร์จากประเทศจีน เพื่อนำเข้าหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์และหุ่นยนต์อุตสาหกรรมเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนและการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีหน้า
Money & Banking·8dอ่านต่อ →
Technology Distributors

JMART เตรียมรับ iPhone 18 คาด Q3 โตสุดของปี

ผู้บริหารเจมาร์ท โมบาย ในเครือ JMART เปิดเผยว่า Apple จะเปิดตัว iPhone 18 ในวันที่ 10 กันยายน 2569 และวางจำหน่ายในไทยประมาณวันที่ 18 กันยายนนี้ โดยดีมานด์หลักจะอยู่ที่รุ่น Pro และ Pro Max ซึ่งบริษัทไม่กังวลเรื่องราคา แต่จับตาความเสี่ยงด้านซัพพลาย พร้อมเตรียมโปรโมชันและแคมเปญ "บัตรประชาชนใบเดียวก็ผ่อนได้" ผ่านบริษัทในเครือ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะเติบโตดีที่สุดของปี โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของสมาร์ทโฟน Android แบรนด์จีน เช่น OPPO และ Vivo รวมถึงการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจที่เน้นค้าปลีกมากขึ้น
Technology Distributors

หุ้น Ingram Micro ร่วง 8% หลังการเสนอขายหุ้นรองในราคา 27.25 ดอลลาร์

หุ้นของ Ingram Micro ร่วงลง 8.2% ในการซื้อขายหลังเวลาทำการเมื่อวันอังคาร หลังจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่กำหนดราคาเสนอขายหุ้นรองจำนวน 13.125 ล้านหุ้นที่ราคา 27.25 ดอลลาร์ต่อหุ้น หุ้นดังกล่าวถูกขายโดย Ingram Holdco ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Platinum Equity และ Ingram Micro จะไม่ได้รับเงินจากการเสนอขายครั้งนี้ ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์มีสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มเติมได้สูงสุด 1.969 ล้านหุ้นภายใน 30 วัน ที่ราคาเสนอขายหักส่วนลด นอกจากนี้ บริษัทยังอนุมัติการซื้อหุ้นคืนจำนวน 625,000 หุ้นจากผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์พร้อมกันในราคาเดียวกัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 17.0 ล้านดอลลาร์ โดยใช้เงินสดที่มีอยู่ การเสนอขายคาดว่าจะเสร็จสิ้นในหรือประมาณวันที่ 10 กันยายน
Seeking Alpha·10dอ่านต่อ →
Technology Distributors

หุ้น Arrow Electronics พุ่งขึ้นจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI

หุ้นของ Arrow Electronics พุ่งขึ้นท่ามกลางการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบ 50% ในไตรมาสที่สอง และ 70.76% ในปีที่ผ่านมา บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนรวมเกือบ 10% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด กองทุน Harbor Mid Cap Value Fund เน้นย้ำว่า Arrow เป็นผู้มีส่วนสนับสนุนอันดับต้นๆ ในจดหมายถึงนักลงทุนประจำไตรมาสที่สองของปี 2026 โดยสังเกตถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของหุ้น Arrow ปิดที่ 215.97 ดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 4 กันยายน 2026 ด้วยมูลค่าตลาด 10.99 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กองทุนยังกล่าวถึง TD Synnex และ Hewlett Packard Enterprise เป็นผู้มีส่วนสนับสนุนอันดับต้นๆ อื่นๆ ในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ
Insider Monkey·10dอ่านต่อ →
Technology Distributors

หุ้น TD Synnex พุ่งกว่า 50% จากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI

หุ้นของ TD SYNNEX Corporation พุ่งขึ้นกว่า 50% ในไตรมาสที่สอง โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และคลาวด์คอมพิวติ้ง ตามจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Harbor Mid Cap Value Fund สำหรับไตรมาสที่สองของปี 2026 บริษัทรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อย่างมาก และได้ปรับเพิ่มแนวโน้มสำหรับไตรมาสถัดไป ณ วันที่ 4 กันยายน 2026 หุ้น TD SYNNEX ปิดที่ 262.64 ดอลลาร์ต่อหุ้น มีมูลค่าตลาด 21 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้น 74.64% ในปีที่ผ่านมา กองทุนได้เน้นย้ำว่า TD SYNNEX เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ร่วมกับ Arrow Electronics และ Hewlett Packard Enterprise ในกลุ่มการถือครองเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ Goldman Sachs เริ่มให้คำแนะนำเกี่ยวกับ TD SYNNEX โดยคาดการณ์การเติบโตของรายได้ 10% สำหรับปีงบประมาณ 2026
Insider Monkey·10dอ่านต่อ →
Technology Distributors

BPS ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 17.3% ลุย New S-Curve

บีเอส เทคโนโลยี หรือ BPS ประกาศแผนครึ่งปีหลัง 2569 เดินหน้าสู่การเป็น Technology Company ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจโซลูชัน ตั้งเป้ารายได้ทั้งปีราว 650 ล้านบาท เติบโต 17.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน พร้อมขยายเครือข่ายไทย-สปป.ลาว เพื่อสร้าง New S-Curve และเพิ่มสัดส่วนรายได้บริการระยะยาว โดยนายสุรพงษ์ สาเรชพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่าบริษัทจะยกระดับจากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าและ Smart Construction สู่การเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI โซลูชัน และบริการเข้าด้วยกัน กลุ่มธุรกิจหลักประกอบด้วย Smart Construction & One Smart Supply ที่ต่อยอดจาก Kitting Box สู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าครบวงจร และพัฒนา BPS Academy ศูนย์อบรมทักษะโซลาร์เซลล์และกล้องวงจรปิด รวมถึงแพลตฟอร์มรวมช่าง ขณะที่กลุ่ม Smart Property & Smart Building มุ่งพัฒนาโครงการเชื่อมต่อเครือข่าย เช่น บริการเดินสาย FTTx และแอปพลิเคชัน Tita ส่วนกลุ่ม Data Platform และ Smart Monitoring อยู่ระหว่างขยายตลาด Data Center และกลุ่ม Smart Energy พัฒนา Energy Management Platform เชื่อมโยง Solar, EV และ Smart Meter พร้อมอุปกรณ์ Active C ภายใต้แบรนด์ BPS และกลุ่ม Smart Wellness พัฒนา Health Passport เพื่อขยายตลาดสปป.ลาว โดยตั้งเป้ายอดขายจากการขยายเครือข่ายที่ 1,000 ล้านบาทในปี 2570
Technology Distributors

SIMAT ลงทุน 3 ล้านบาท ซื้อ IMED และ INNO ขยายธุรกิจเฮลท์เทค

บอร์ด SIMAT อนุมัติลงทุนในสองธุรกิจใหม่รวมมูลค่า 3 ล้านบาท เพื่อขยายฐานธุรกิจสุขภาพและเพิ่มโอกาสเติบโตระยะยาว โดยซื้อหุ้น INNO 70% มูลค่า 1 ล้านบาท ซึ่งดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีสุขภาพและดิจิทัล เช่น Telemedicine, Software, Cloud และ AI Solutions รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และซื้อหุ้น IMED ทั้งหมด 100% มูลค่า 2 ล้านบาท ซึ่งประกอบธุรกิจขายและจัดจำหน่ายรถพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์ การลงทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ พร้อมเสริมศักยภาพการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว
Technology Distributors

BPS เปิดเกมรุก ทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ชู 5 โซลูชันอัจฉริยะ สร้าง New S-Curve

บีพีเอส เทคโนโลยี (BPS) ประกาศทรานส์ฟอร์มธุรกิจภายใต้แนวคิด "Powering the Future" โดยชู 5 กลุ่มโซลูชันอัจฉริยะเพื่อสร้าง New S-Curve และการเติบโตอย่างยั่งยืน นายสุรพงษ์ สาเรชพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยทิศทางธุรกิจครึ่งปีหลัง 2569 ว่า บริษัทจะยกระดับจากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าและ Smart Construction สู่การเป็น Technology Company ที่เชื่อมโยง AI และโซลูชันครบวงจร กลุ่มธุรกิจ Smart Construction & One Smart Supply จะต่อยอดจากธุรกิจ Kitting Box สู่การให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าครบวงจร พร้อมพัฒนา BPS Academy และแพลตฟอร์ม "รวมช่าง" เพื่อสร้างเครือข่ายช่างและเพิ่มช่องทางจำหน่าย บริษัทตั้งเป้ายอดขายจากการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดและ สปป.ลาว ที่ 1,000 ล้านบาทในปี 2570 ขณะที่กลุ่ม Smart Property & Smart Building มุ่งพัฒนา FTTx และแอปพลิเคชัน "Tita" ส่วนกลุ่ม Data Platform และ Smart Monitoring อยู่ระหว่างขยายตลาด Data Center และกลุ่ม Smart Energy & Energy Management พัฒนา Energy Management Platform และอุปกรณ์ลดทอนฮาร์มอนิก Active C ภายใต้แบรนด์ BPS เพื่อยื่นขอมาตรฐาน มอก. ด้าน Smart Wellness & Longevity Living พัฒนาระบบ Health Passport และเตรียมขยายตลาดสู่ สปป.ลาว ร่วมกับพันธมิตรประกันสุขภาพ นายสุรพงษ์กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลัง 2569 เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เพื่อสร้างรายได้จากบริการระยะยาวและระบบนิเวศธุรกิจร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
Technology Distributors

BPS เปิดแผนยุทธศาสตร์ 5 โซลูชัน สร้าง New S-Curve

นายสุรพงษ์ สาเรชพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บีพีเอส เทคโนโลยี หรือ BPS เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 5 กลุ่มบริการโซลูชันครบวงจร ยกระดับสู่การเป็น Technology Company เชื่อมโยงเทคโนโลยี AI และบริการครบวงจร เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว โดยครึ่งปีหลังของปี 2569 มีแผนขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดและสปป.ลาว พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 650 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกทำได้กว่า 300 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจ Smart Property & Smart Building มุ่งพัฒนาโครงการเชื่อมต่อเครือข่ายและแพลตฟอร์ม เช่น บริการเดินสาย FTTx ควบคู่แอปพลิเคชัน "Tita" และระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ขณะที่กลุ่ม Data Platform และ Smart Monitoring ขยายโอกาสในตลาด Data Center และกลุ่ม Smart Energy & Energy Management พัฒนา Energy Management Platform เชื่อมโยง Solar, EV และ Smart Meter รวมถึงอุปกรณ์ลดทอนฮาร์มอนิก Active C ภายใต้แบรนด์ BPS ส่วนกลุ่ม Smart Wellness & Longevity Living พัฒนาระบบ Health Passport และขยายตลาดสู่ สปป.ลาว ร่วมกับพันธมิตรประกันสุขภาพ นอกจากนี้ เตรียมพัฒนา BPS Academy และแพลตฟอร์ม "รวมช่าง" โดยตั้งเป้ารายได้จากงานบริการ 10% ของรายได้รวมในปี 2570 ตามแผน JUMP+ ที่ตั้งเป้ารายได้ 1 พันล้านบาท
Technology Distributors

JMART และ SGC พร้อมรับเกณฑ์ใหม่ ธปท. หลังยอด Lock Phone ทะลุ 2 หมื่นล้าน

บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และบมจ.เอสจี แคปปิตอล ยืนยันความพร้อมต่อการยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจ Non-Bank และบริการ Buy Now Pay Later ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยมองว่าเป็นทิศทางเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART กล่าวว่ากลุ่มให้ความสำคัญกับ Responsible Lending และ Risk Management มาโดยตลอด ขณะที่นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ SGC เปิดเผยว่าธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ผ่านแพลตฟอร์ม SG FINANCE+ มียอดปล่อยสินเชื่อใหม่สะสมทะลุ 20,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลากว่า 2 ปี และย้ำว่าบริษัทดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามรายละเอียดหลักเกณฑ์ใหม่อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับการดำเนินงานให้สอดคล้อง
Technology Distributors

JMART และ SGC ยืนยันพร้อมรับเกณฑ์ใหม่ ธปท. หลังปล่อยสินเชื่อทะลุ 2 หมื่นล้าน

JMART และ SGC ยืนยันความพร้อมต่อทิศทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจ Non-Bank และบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมกรอบกำกับและเปิดรับฟังความคิดเห็น โดย SGC ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม SINGER และเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ของ Jaymart Group ฉลอง Milestone ของธุรกิจ Mobile Phone Lending หลังมียอดปล่อยสินเชื่อใหม่สะสมรวมมากกว่า 20,000 ล้านบาท นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART กล่าวว่าการยกระดับการกำกับดูแลเป็นทิศทางเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม เพราะจะช่วยยกระดับการแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะที่นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ SGC กล่าวว่าบริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ความสำคัญกับ Responsible Lending และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า และจะติดตามรายละเอียดหลักเกณฑ์ใหม่อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับการดำเนินงานให้สอดคล้อง
Technology Distributors

JMART และ SGC พร้อมรับกติกาใหม่ของ ธปท. หลังปล่อยสินเชื่อทะลุ 20,000 ล้านบาท

เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ JMART และเอสจี แคปปิตอล หรือ SGC ยืนยันความพร้อมต่อทิศทางของธนาคารแห่งประเทศไทยในการยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจ Non-Bank และบริการ Buy Now Pay Later ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมกรอบกำกับและเปิดรับฟังความคิดเห็น โดย SGC ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มซิงเกอร์ประเทศไทยและเป็นส่วนหนึ่งของ Jaymart Group ฉลอง milestone ของธุรกิจ Mobile Phone Lending หลังมียอดปล่อยสินเชื่อใหม่สะสมรวมมากกว่า 20,000 ล้านบาท นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JMART กล่าวว่าการยกระดับการกำกับดูแลเป็นทิศทางเชิงบวกต่ออุตสาหกรรม และกลุ่มเจมาร์ทให้ความสำคัญกับ Responsible Lending, Risk Management และ Good Governance มาโดยตลอด ขณะที่นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการของ SGC กล่าวว่าบริษัทดำเนินธุรกิจสินเชื่อ Lock Phone ผ่านแพลตฟอร์ม SG FINANCE+ อย่างต่อเนื่อง และทิศทางของ ธปท. สอดคล้องกับแนวทางที่ SGC ให้ความสำคัญ ทั้งด้านอัตราดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียม พร้อมติดตามรายละเอียดหลักเกณฑ์ใหม่อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับข้อกำหนด
Technology Distributors

ePlus เข้าซื้อ Daymark Solutions เพื่อขยายบริการ Microsoft

ePlus ได้เสร็จสิ้นการเข้าซื้อ Daymark Solutions ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านไอทีในรัฐแมสซาชูเซตส์ โดยข้อตกลงปิดตัวลงเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม และประกาศในอีกสามวันต่อมา การเข้าซื้อครั้งนี้เพิ่มผู้ให้บริการโซลูชันคลาวด์ระดับ Tier 1 ของ Microsoft ที่มีความเชี่ยวชาญใน Azure, Microsoft 365 และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของ ePlus ในนิวอิงแลนด์ และสนับสนุนกลุ่มธุรกิจบริการจัดการ ซึ่งเติบโต 15.1% เป็น 51.3 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรโดยรวมของบริษัทลดลง โดยกำไรสุทธิจากการดำเนินงานต่อเนื่องลดลง 5.4% เหลือ 30.3 ล้านดอลลาร์ และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงเป็น 23.3% จาก 23.9% เนื่องจากการบีบอัตรากำไรส่งผลกระทบต่อทั้งสามกลุ่มธุรกิจ เงินสดสำรองของ ePlus เพิ่มขึ้นเป็น 448.9 ล้านดอลลาร์ ทำให้มีความยืดหยุ่นสำหรับการเข้าซื้อเพิ่มเติม การจ่ายเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืน เงื่อนไขของข้อตกลง Daymark ไม่ได้รับการเปิดเผย ทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบทางการเงินในระยะใกล้
Insider Monkey·15dอ่านต่อ →
Technology Distributors

SAMART แบ็กล็อกแตะ 1.6 หมื่นล้าน โบรกชี้กำไรปีนี้ 730 ล้าน เป้า 8.70 บาท

SAMART มีแบ็กล็อกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 16,000 ล้านบาท หลัง TEDA รับงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงมูลค่า 1,100 ล้านบาท ขณะที่โบรกเกอร์หยวนต้าคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 730 ล้านบาท และคงคำแนะนำซื้อพร้อมราคาเป้าหมาย 8.70 บาท โดยแบ็กล็อก ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 14,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน แบ่งเป็นงานของ SAMTEL ประมาณ 8,000 ล้านบาท กลุ่ม Utility & Transport อีก 6,700 ล้านบาท และ SDC 154 ล้านบาท บริษัทตั้งเป้าเพิ่มแบ็กล็อกสิ้นปีเป็น 20,000 ล้านบาท โดยมีงานรอประมูลช่วงครึ่งปีหลังรวม 10,000 ล้านบาท และคาดว่า SAV จะฟื้นตัวตามฤดูกาล ขณะที่ TEDA ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
Technology Distributors

SPREME ส่งซิกครึ่งหลังสดใส แบ็กล็อก 5.6 พันล้านหนุนรายได้ปี 69 นิวไฮ

บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SPREME เปิดเผยว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากการทยอยส่งมอบโครงการตามแผน และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) มากกว่า 5.6 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในระยะถัดไป นายภานุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มั่นใจว่า Backlog ที่สูง รวมถึงการควบคุมต้นทุนและส่งมอบงานตามกำหนด จะผลักดันรายได้ปี 2569 เติบโตตามเป้าหมาย และมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High)