SMT คาดกำไรครึ่งหลังปี 2569 โตเท่าตัวจากครึ่งปีแรก

Earnings
โดย บล.ฟินันเซีย ไซรัส·TH·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT คาดว่ากำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตประมาณเท่าตัวจากครึ่งปีแรก โดยรายได้ทั้งปีมีโอกาสอยู่ที่ราว 2.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 29% จากปีก่อน จากคำสั่งซื้อที่ยังแข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะ Optics และ IC/OSAT ผู้บริหารระบุว่าอุปสงค์ยังเติบโตต่อเนื่องในทุกเซ็กเมนต์ และบริษัทเริ่มได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI มากขึ้น โดยธุรกิจที่โดดเด่นในปัจจุบันคือ Photonics ขณะที่เป้าหมายระยะกลางถึงยาวในช่วงปี 2570-2572 ตั้งเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 10% CAGR และผู้บริหารมีเป้าหมายภายในให้เติบโตในระดับ 20-30% ปัจจัยเสี่ยงหลักยังคงเป็นปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะ Wafer ซึ่งกระทบทั้งอุตสาหกรรม บริษัทจึงเพิ่มการสำรองวัตถุดิบ ส่งผลให้เงินสดปลายไตรมาส 2/2569 อาจลดลงเหลือประมาณ 46 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม เงินสดกลับมาอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านบาท หลังได้รับชำระเงินจากลูกค้า และยังมั่นใจว่าสภาพคล่องอยู่ในระดับที่ดี ด้านต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทระบุว่าสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าได้ทั้งหมด เนื่องจากลูกค้าเข้าใจสถานการณ์การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรม ขณะที่การขายแบบ Consignment ในกลุ่ม OSAT และ Optics อาจได้รับผลกระทบบางส่วนจากการขาดแคลน Wafer ที่ลูกค้าเป็นผู้จัดหา ทำให้รายได้บางส่วนเลื่อนมารับรู้ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ส่วนธุรกิจ PCBA ยังคงเป็นการขายแบบ Turnkey ที่บริษัทจัดหาวัตถุดิบเองทั้งหมด บริษัทคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะทยอยฟื้นตัวจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้นและเงินบาทที่อ่อนค่า โดยตั้งเป้าหมายให้กลับสู่ระดับประมาณ 20% ซึ่งเป็นระดับที่เคยทำได้ในอดีต ด้านแผนการลงทุน SMT เปิดเผยว่าเตรียมใช้งบรวมในช่วงปี 2569-2571 ประมาณ 550-620 ล้านบาท แบ่งเป็นงบปรับปรุงเครื่องจักรเดิมราว 100-120 ล้านบาท และงบขยายกำลังการผลิตใหม่ประมาณ 450-500 ล้านบาท โดยมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจาก BOI ทั้งนี้ในไตรมาส 4/2569 บริษัทจะติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ Optics เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ บริษัทได้เปิดเผย Technological Roadmap โดยในปี 2569 จะมุ่งพัฒนา Advanced Packaging เช่น การประกอบชิปความเร็วสูง การขยายกำลังการผลิต Photonics Wafer Processing และระบบทดสอบระดับเวเฟอร์ ก่อนต่อยอดสู่ 2.5D Hybrid Photonics ในปี 2570 และเทคโนโลยี Advanced Integration รวมถึง Co-Packaged Optics (CPO) และ Wafer-Level Integration ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และ Data Center ในระยะยาว โดยสรุป ผู้บริหารยังมองว่าแนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะฟื้นตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก และมีโอกาสเติบโตต่อในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จากคำสั่งซื้อที่แข็งแรงและการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แม้ยังมีความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะ Wafer ขณะที่หุ้น SMT ถูกตลาดหลักทรัพย์กำหนดมาตรการ Cash Balance ระหว่างวันที่ 10-28 สิงหาคม 2569

ผลกระทบต่อหุ้น 1

Semiconductors · 1 หุ้น
Stars Microelectronics (Thailand) PCL
SMT
▲ บวกอุปสงค์ความเกี่ยวข้อง

Strong orders across all segments, especially Optics and IC/OSAT, driven by AI expansion, expected to double H2 2026 profit.

ผลกระทบต่อธีม 2

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

6impact 4

ฮวงกล่าวว่ายอดขายชิปของ Nvidia จะเพิ่มขึ้นสองเท่า ขัดกับคำแนะนำรายได้ 70%

เจนเซน ฮวง กล่าวว่า Nvidia คาดว่าจะขายชิปได้เป็นสองเท่าในปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่นำหน้าการแนะนำอย่างเป็นทางการของบริษัทเอง ขณะให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในงานรวมตัวด้านปัญญาประดิษฐ์ที่จัดขึ้นโดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ในสกอตแลนด์ ฮวงได้ให้ตัวเลขจำนวนหน่วยดังกล่าว ขณะที่ Nvidia ได้แนะนำการเติบโตของรายได้ประมาณ 70% สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมกราคม 2571 หรือประมาณ 6.73 แสนล้านดอลลาร์ หากจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นสองเท่าในขณะที่รายได้เติบโต 70% รายได้เฉลี่ยต่อชิปจะลดลงประมาณ 15% Nvidia รายงานรายได้ไตรมาสที่สองที่ 9.62 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 106% จากปีก่อนหน้า โดยมียอดขายศูนย์ข้อมูลที่ 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และอัตรากำไรขั้นต้น 75.0% และแนะนำรายได้ไตรมาสที่สามที่ 1.08 แสนล้านดอลลาร์ บวกหรือลบ 2% บริษัทกล่าวว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงและแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสที่สี่ของปีงบประมาณ 2570 ที่ 71% ถึง 72% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาหน่วยความจำ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดที่มาถึงก่อนที่จำนวนหน่วยจะเพิ่มขึ้นสองเท่า ในงานเดียวกัน พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงบอกผู้บริหารจาก Nvidia, OpenAI, Google DeepMind และ Anthropic ว่าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมที่เพียงพอก่อนที่จะสายเกินไป และฮวงโต้ว่าการรักษาความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบของแต่ละบริษัท มากกว่าการหยุดชั่วคราวแบบประสานงานกัน
impact 4

ซิตี้คาดการณ์ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำจะรุนแรงขึ้นถึงปี 2574 จากความต้องการด้าน AI

ซิตี้คาดว่าภาวะขาดแคลนในตลาดเซมิคอนดักเตอร์หน่วยความจำทั่วโลกจะทวีความรุนแรงขึ้นไปจนถึงปี 2574 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง DRAM และ NAND จากการที่ระบบปัญญาประดิษฐ์หันมาใช้การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ในรายงานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งนี้ระบุว่าการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอาจเป็นธีมหลักในการพัฒนา AI ในอีกห้าปีข้างหน้า ซึ่งเป็นแนวทางที่อัปเดตโมเดล AI ด้วยงานใหม่ๆ ขณะที่ยังคงรักษาความรู้เดิมไว้ จึงผลักดันความต้องการทั้งหน่วยความจำและการจัดเก็บข้อมูล ซิตี้คาดการณ์ว่าความต้องการ HBM จะเพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบปีต่อปี เป็น 75.2 พันล้านกิกะบิตในปี 2570 ตามด้วยการเพิ่มขึ้นอีก 69% เป็น 127.0 พันล้านกิกะบิตในปี 2571 และคาดว่าความต้องการโซลิดสเตตไดรฟ์สำหรับองค์กรจะขยายตัวเนื่องจากระบบ AI ต้องการความจุในการจัดเก็บเพิ่มเติม สำหรับ DRAM ซิตี้คาดการณ์ว่าความต้องการทั่วโลกจะเติบโต 30% ในปี 2570 และ 35% ในปี 2571 เทียบกับอุปทานที่เติบโต 19% และ 22% ส่งผลให้อัตราส่วนอุปสงค์ต่ออุปทานอยู่ที่ -8.7% และ -9.7% ในปีดังกล่าว ทางธนาคารคาดว่าจะเกิดความไม่สมดุลในลักษณะเดียวกันกับหน่วยความจำ NAND โดยคาดการณ์ความต้องการเติบโต 29% ในปี 2570 และ 33% ในปี 2571 เทียบกับอุปทานที่เพิ่มขึ้น 21% และ 25% โดยอัตราส่วนอุปสงค์ต่ออุปทานของ NAND อยู่ที่ -6.1% ในปี 2570 และ -5.5% ในปี 2571 เทียบกับประมาณ -0.8% ในปี 2569 ในการวิจัยหุ้น ซิตี้ระบุชื่อซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ เอสเคไฮนิกซ์ ไมครอน แซนดิสก์ และคีอ็อกเซีย เป็นหุ้นเซมิคอนดักเตอร์หน่วยความจำที่ชอบ และเน้นมอนเทจ แอปพลายด์แมทีเรียลส์ แลมรีเสิร์ช ทีอีเอส ยูจีนเทค และเทควิง ในกลุ่มอุปกรณ์และวัสดุเซมิคอนดักเตอร์
Yahoo Finance·2hอ่านต่อ →

Tigress Financial ปรับเป้าราคา Intel ขึ้นเป็น 145 ดอลลาร์ จากความร่วมมือ Terafab

Tigress Financial ยืนยันคำแนะนำซื้อหุ้น Intel และปรับเป้าราคาขึ้นเป็น 145 ดอลลาร์ จากเดิม 118 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 15 กันยายน โดยอ้างถึงความร่วมมือ Terafab กับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอีลอน มัสก์ ซึ่งรวมถึง SpaceX, Tesla และ xAI ว่าเป็นแรงหนุนเชิงกลยุทธ์ต่อความทะเยอทะยานด้านโรงงานผลิตชิป AI ของบริษัท โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อันทะเยอทะยานที่มุ่งผลิตชิปขั้นสูงสำหรับปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ยานยนต์ไร้คนขับ และการใช้งานที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูงอื่นๆ Intel ระบุในรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองว่าบริษัทยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการแสวงหาการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการบรรจุขั้นสูงและเครือข่ายโรงงานผลิตเวเฟอร์ โดยชี้ให้เห็นถึงโมเมนตัมในด้าน Physical AI และหุ่นยนต์ โดยมีลูกค้ามากกว่า 130 รายที่กำลังทดสอบโปรเซสเซอร์ Core Ultra Series 3 และ Core Series 3 สำหรับการใช้งาน AI ที่ทำงานที่ขอบเครือข่ายและหุ่นยนต์ เงื่อนไขทางการค้าของความร่วมมือ ปริมาณการผลิต และการมีส่วนสนับสนุนรายได้ที่อาจเกิดขึ้นยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเต็มที่ และความเสี่ยงหลักคือความร่วมมือนี้อาจเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของ Intel ในด้านการผลิตชิปโดยไม่สร้างผลตอบแทนทางการเงินที่มีนัยสำคัญเป็นเวลาหลายปี ตามฐานข้อมูลของ Insider Monkey มีกองทุนเฮดจ์ฟันด์ 138 แห่งที่ถือหุ้นใน Intel ณ สิ้นไตรมาสที่สอง เพิ่มขึ้นจาก 112 แห่งในไตรมาสแรก โดย SoftBank Group Corp. และ Coatue Management เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นสถาบันที่สำคัญ ด้วยมูลค่าประมาณ 1.214 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 1.68 พันล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่หุ้น Intel ประมาณ 152.25 ล้านหุ้นถูกขายชอร์ต ณ วันที่ 31 สิงหาคม คิดเป็นประมาณ 3.02% ของหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด
Insider Monkey·9hอ่านต่อ →