เฟดเปิดแผนคุมสเตเบิลคอยน์ วางเกณฑ์สำรองเต็มจำนวน-เงินกองทุน

โดย InfoQuest·US·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ได้เปิดตัวข้อเสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับผู้ออกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่มีดอลลาร์ค้ำประกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อสเตเบิลคอยน์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน ซึ่งนับเป็นย่างก้าวล่าสุดของหน่วยงานกำกับดูแลในการเดินหน้าจัดทำกฎระเบียบด้านคริปโทเคอร์เรนซี ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว เฟดจะกำหนดให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเฟดต้องมีสินทรัพย์สำรองหนุนหลังสเตเบิลคอยน์เต็มจำนวน เช่น ตั๋วเงินคลังระยะสั้น รวมถึงข้อกำหนดด้านเงินกองทุนสำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเครดิตและการดำเนินงาน นอกจากนี้ ข้อเสนอยังระบุถึงกิจกรรมเกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์ที่ธนาคารภายใต้การกำกับดูแลของเฟดสามารถดำเนินการได้ และจะจัดทำกระบวนการยื่นคำขอแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับธนาคารที่ต้องการออกสเตเบิลคอยน์ของตนเอง ทั้งนี้ เฟดจะเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎระเบียบใหม่นี้เป็นเวลา 60 วัน หลังจากได้รับการเผยแพร่ในเอกสารราชการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Register และหากข้อเสนอมีผลบังคับใช้ กฎระเบียบใหม่นี้จะนำเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับธนาคารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเฟดซึ่งทำหน้าที่รับฝากสินทรัพย์สำรองในนามของผู้ออกสเตเบิลคอยน์ ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้เดินหน้าผนวกคริปโทเคอร์เรนซีเข้าสู่ระบบธนาคารแบบดั้งเดิม หลังจากที่มีการลงนามบังคับใช้กฎหมายกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ที่ชื่อ Genius Act เมื่อปีที่แล้ว

ผลกระทบต่อธีม 2

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Bitget ถูกแฮ็ก เฟดเสนอเกณฑ์ Stablecoin ขณะบิตคอยน์ร่วงหลังบอนด์ยีลด์พุ่ง

สรุปข่าวเด่นคริปโตประจำวันที่ 25 กันยายน 2569 มีประเด็นสำคัญคือ Bitget ถูกแฮ็ก และธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดเสนอเกณฑ์กำกับ Stablecoin ขณะที่ตลาดคริปโตโดยรวมอ่อนตัวลง โดยบิตคอยน์กลับทิศร่วงลงมาอยู่แถว 84,300 ดอลลาร์ หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทำนิวไฮ ทำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ส่งผลให้มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมลดลง 2.73% นักลงทุนยังจับตาตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยถัดไป
▲impact 4

ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ยังคงเก็บผลตอบแทนพันธบัตร หลัง GENIUS Act ห้ามจ่ายผลตอบแทน

มาตรา 4(a)(11) ของ GENIUS Act ซึ่งประกาศใช้ในเดือนกรกฎาคม 2025 บัดนี้ห้ามผู้ออกสเตเบิลคอยน์ที่ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนมิให้จ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถือโทเคนให้แก่ผู้ถือ ส่งผลให้โมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จากเงินสำรองซึ่งผู้ออกเก็บไว้ทั้งหมดนั้นถูกตรึงไว้อย่างแน่นหนา Tether ผู้ออก USDT เป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดอันดับที่ 17 ของโลก ด้วยความเสี่ยงจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 1.41 แสนล้านดอลลาร์ ณ ไตรมาสแรกของปี 2026 ตามรายงานการรับรองของ BDO Italia ขณะที่ Morgan Stanley คาดการณ์ว่าผู้ออกสเตเบิลคอยน์อาจถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรวมกันถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 รายงาน 10-K ของ Circle ที่ยื่นต่อ SEC สำหรับปีงบประมาณ 2025 แสดงรายได้รวม 2.75 พันล้านดอลลาร์ โดย 2.64 พันล้านดอลลาร์ หรือ 96% มาจากรายได้จากเงินสำรอง แต่บริษัทยังคงขาดทุนสุทธิ 70 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนการจ่ายผลตอบแทนสูงถึง 1.66 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงประมาณ 1.36 พันล้านดอลลาร์ที่จ่ายให้ Coinbase และการเพิ่มขึ้น 152.1 ล้านดอลลาร์ที่เป็นผลจาก Binance Tether ซึ่งไม่มีพันธมิตรขนาดเท่า Coinbase เก็บไว้ได้ประมาณ 3.0 ถึง 3.5 เซนต์ต่อดอลลาร์ต่อปี เทียบกับ 0.8 ถึง 1.0 เซนต์ของ Circle โดยมีกำไรสุทธิ 13 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และ 1.04 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 พร้อมเงินสำรองส่วนเกิน 8.23 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนกันยายน 2026 Circle ขายหุ้นมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ให้ Binance เป็นหุ้นสามัญประเภท A จำนวน 1,237,011 หุ้น ในราคาหุ้นละ 80.84 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนลด 5% พร้อมข้อตกลงระยะเวลาห้าปีที่จ่ายค่าธรรมเนียมจูงใจรายเดือนให้ Binance จาก USDC ที่ถือผ่านโครงสร้าง Modular Smart Contract Wallet ของ Circle ขณะที่เส้นตายการบังคับใช้ในวันที่ 18 มกราคม 2027 ใกล้เข้ามา โดย Tether ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 60% และ Circle อยู่ที่ 24%
Yahoo Finance·19hอ่านต่อ →
▲12impact 4

Binance ทุ่ม 100 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้น Circle ดีลร่วมดัน USDC 5 ปี

ไบแนนซ์เข้าซื้อหุ้น Class A ของเซอร์เคิลประมาณ 1.24 ล้านหุ้น ในราคา 80.84 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่ลดจากราคาตลาดก่อนปิดดีลประมาณ 5% โดยหุ้นก้อนนี้ไบแนนซ์จะขายหรือป้องกันความเสี่ยงไม่ได้นานสูงสุด 2 ปี แต่ยังมีสิทธิออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นตามปกติ ดีลนี้ไม่ใช่แค่การลงทุน เพราะทั้งสองฝ่ายเซ็นสัญญากันยาว 5 ปี เพื่อผลักดันการใช้งาน USDC บนแพลตฟอร์มของไบแนนซ์ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ โดยไบแนนซ์จะช่วยผลักดันการใช้งาน USDC ขณะที่เซอร์เคิลจะดูแลโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง และภายใต้ข้อตกลงนี้เซอร์เคิลจะจ่ายค่าตอบแทนจูงใจให้ไบแนนซ์ทุกเดือน โดยคำนวณจากปริมาณ USDC ที่ถือผ่านโครงสร้างพื้นฐานกระเป๋าเงินของเซอร์เคิล ปัจจุบัน USDC เป็นสเตเบิลคอยน์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไบแนนซ์มีฐานผู้ใช้งานทั่วโลกมหาศาล ทำให้เซอร์เคิลได้ช่องทางกระจายสินค้า และไบแนนซ์ได้ทั้งหุ้นในเซอร์เคิลและรายได้จากความร่วมมือ ตอกย้ำว่าการแข่งขันในตลาดสเตเบิลคอยน์เวลานี้ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของเหรียญเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ช่องทางให้คนนำไปใช้จริงมากที่สุด