คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป เตือนที่กรุงเวียนนาเมื่อวันจันทร์ว่า ยุโรปไม่สามารถพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียวได้ และต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง มิฉะนั้นจะเสี่ยงที่ซัพพลายเออร์เทคโนโลยีต่างชาติจะมีอำนาจต่อรองเหนือนานาทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ลาการ์ดกล่าวว่าลำดับความสำคัญแรกของยุโรปต้องเป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งของตนเอง โดยชี้ว่าทวีปนี้ยังขาดความจุศูนย์ข้อมูลที่เพียงพอต่อความต้องการที่มีอยู่แล้ว และตามแนวโน้มปัจจุบัน ช่องว่างนี้คาดว่าจะขยายกว้างขึ้นมากกว่าหกเท่าภายในหนึ่งทศวรรษ โดยการปิดช่องว่างนี้อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 6 แสนล้านยูโรในสิบปี รวมถึงชิปด้วย เธอกล่าวว่าโรงงานขนาดใหญ่แห่งใหม่ของสหภาพยุโรปเป็นจุดเริ่มต้น แต่ครอบคลุมเพียงเศษเสี้ยวของส่วนที่ขาด และยุโรปต้องพัฒนาโมเดล AI ที่มีความสามารถเพียงพอสำหรับการใช้งานส่วนใหญ่ และโฮสต์บนระบบของยุโรป โดยชี้ไปที่บริษัท Mistral ของฝรั่งเศส และบริษัทแห่งหนึ่งในซานเซบาสเตียนที่ปรับใช้โมเดลเปิดของจีนจนขึ้นเป็นอันดับต้นของเกณฑ์มาตรฐานอิสระในกลุ่มโมเดลยุโรป ลาการ์ดกล่าวว่าครัวเรือนในยูโรโซนถือครองหุ้นบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ราว 4.4 แสนล้านยูโร ขณะที่บริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์สหรัฐฯ ออกพันธบัตรมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว และอ้างการประมาณการของธนาคารกลางยุโรปว่าการนำ AI มาใช้อย่างรวดเร็วอาจเพิ่มผลิตภาพได้มากถึง 4% ในหนึ่งทศวรรษ เธอโต้ว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้ต้องอาศัยทุนเรือนหุ้นแบบอดทนมากกว่าหนี้เพียงอย่างเดียว โดยชี้ว่าครัวเรือนยุโรปออมเงินราว 1.4 ล้านล้านยูโรต่อปี แต่ตลาดที่จะระดมทุนนั้นเข้าสู่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองยังไม่มีขนาดที่จำเป็น คำกล่าวนี้มีขึ้นควบคู่กับมาตรการก่อนหน้าของบรัสเซลส์ รวมถึงกฎหมายของคณะกรรมาธิการยุโรปที่จำกัดสัญญาคลาวด์ภาครัฐที่มีความอ่อนไหวให้แก่ผู้ให้บริการที่ได้มาตรฐานอธิปไตยยุโรปผ่านพระราชบัญญัติการพัฒนาคลาวด์และ AI และการประมูลของสหภาพยุโรปมูลค่าราว 3 หมื่นล้านยูโรสำหรับโรงงาน AI ขนาดใหญ่สูงสุดเจ็ดแห่ง ซึ่งจับคู่เงินทุนสาธารณะสูงสุด 1 หมื่นล้านยูโรกับเงินลงทุนเอกชนที่คาดว่าจะมีอย่างน้อย 2 หมื่นล้านยูโร โดยตั้งเป้าเริ่มก่อสร้างในปี 2027