PTTGC ดัน allnex เพิ่มสัดส่วน Specialty Chemicals แตะ 30% ใน 4-5 ปี

Corporate ActionIndustry
โดย HoonVision·THCN·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจจากฐานปิโตรเคมีไปสู่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ หรือ Specialty Chemicals ผ่าน allnex ผู้นำระดับโลกด้านสารเคลือบผิวและสารเติมแต่ง โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนธุรกิจ Specialty Chemicals จากปัจจุบันประมาณ 20% เป็น 30% ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า จากพอร์ตธุรกิจที่ยังมีผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์พื้นฐานประมาณ 80% โดยมีจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโต ปีนี้ allnex มีสัดส่วน EBITDA ต่อกลุ่ม PTTGC ราว 15-20% และผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน ทั้งด้านปริมาณการขายและการบริหารต้นทุน allnex ดำเนินธุรกิจในจีนมาเกือบ 30 ปี มีฐานการผลิต 6 แห่ง และปริมาณการขายในจีนเพิ่มจากประมาณ 98,000 ตันในปี 2562 เป็น 144,000 ตันในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี โดยกว่า 90% เป็นการจำหน่ายให้ลูกค้าในประเทศจีน ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์ โลหะ บรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ EV แผงโซลาร์เซลล์ และพลังงานลม ปัจจุบัน PTTGC และ allnex มีโครงการนำร่องร่วมกันประมาณ 7-8 โครงการ โดย PTTGC นำความเชี่ยวชาญด้าน Operational Excellence มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ขณะที่ได้รับองค์ความรู้ด้าน Specialty Chemicals รวมถึงเทคโนโลยีด้าน Green และ Bio Sustainability จาก allnex ความร่วมมือนี้สนับสนุนแผน MTP Transformation ที่มุ่งยกระดับพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจเคมีภัณฑ์มูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกจากนี้ allnex ประเทศไทยมีแผนลงทุนขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent หรือ SCA ที่มาบตาพุด ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกของ allnex นอกทวีปยุโรป เพื่อรองรับความต้องการสารเคลือบสมรรถนะสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ นายณะรงค์ศักดิ์ประเมินว่าแนวโน้มพลังงานโลกในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้ายังมีความผันผวนและราคาอาจทรงตัวในระดับสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทจึงเน้นบริหารจัดการด้วยความยืดหยุ่นทั้งด้านต้นทุนและซัพพลายเชน พร้อมกระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยง สำหรับครึ่งหลังปี 2569 จะเน้นเดินเครื่องโรงงานอย่างต่อเนื่องและใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 โดยเตรียมความพร้อมด้าน Decarbonization และร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Carbon Capture and Storage และ CCUS

ผลกระทบต่อหุ้น 2

Materials · 1 หุ้น
PTT Global Chemical Public Company Limited
PTTGC
▲ บวกเงินทุนความเกี่ยวข้อง

PTTGC is rebalancing its portfolio toward specialty chemicals, targeting 30% share via allnex, with allnex contributing 15-20% of group EBITDA and improving results.

Energy Transition & Power Demand · 1 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 1

บริษัทนอก coverage 1

Allnexเอกชน▲ บวก
อุปสงค์ความเกี่ยวข้อง

allnex's China sales volume grew from ~98,000 tons in 2019 to 144,000 tons in 2024, with over 90% sold to domestic customers across automotive, EV battery, solar and wind industries.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

2

คาบอตขยายแพลตฟอร์มวัสดุแบตเตอรี่ด้วยเงินสนับสนุน 50 ล้านดอลลาร์จากกระทรวงพลังงานสหรัฐ

บริษัท คาบอต คอร์ปอเรชัน กำลังขยายการผลิตสารเติมแต่งนำไฟฟ้าขั้นสูงภายในประเทศที่โรงงานในเมืองแฟรงคลิน รัฐลุยเซียนา และเมืองแพมปา รัฐเท็กซัส ผ่านเงินสนับสนุนมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์จากสำนักงานแร่ธาตุสำคัญและนวัตกรรมพลังงานของกระทรวงพลังงานสหรัฐ ซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข เงินทุนดังกล่าวเมื่อรวมกับการลงทุนของคาบอตอีกประมาณ 75 ล้านดอลลาร์ มีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับระบบกักเก็บพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าในวงกว้าง ภายใต้ข้อตกลงฉบับแก้ไข คาบอตจะเปลี่ยนทิศทางเงินทุนจากโครงการในรัฐมิชิแกนที่วางแผนไว้เดิม ไปสู่การขยายพื้นที่โรงงานเดิมสองแห่งแทน ซึ่งคาดว่าจะช่วยเร่งการพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมขีดความสามารถด้านอุปทาน การลงทุนนี้จะสนับสนุนการผลิตคาร์บอนนำไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ LITX ที่โรงงานแฟรงคลิน ขณะที่โรงงานแพมปาจะจัดตั้งการผลิตโครงสร้างนาโนคาร์บอนในระดับพาณิชย์แห่งแรกของคาบอต และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ ENERMAX โดยทั้งสองโครงการคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในสิ้นปี 2571 หุ้นของคาบอตปรับขึ้นร้อยละ 17 นับตั้งแต่ต้นปี เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.7 ของกลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงเดียวกัน
Zacks Investment Research·19hอ่านต่อ →
5

SCC เด้ง 3% หลัง ROC กลับมาเดินเครื่อง KSS คงเป้า 315 บาท

หุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ปรับขึ้น 2.70% มาอยู่ที่ 266.00 บาท หลังบริษัทประกาศกลับมาเดินเครื่องผลิตโรง ROC ซึ่งมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ประมาณ 1.35 ล้านตันต่อปี ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกตะวันออกกลาง อาทิ มาเลเซีย แอฟริกา และแหล่งอื่น ๆ ได้เพียงพอสำหรับการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ SCC ตั้งเป้าอัตราการใช้กำลังการผลิตรวมกับโรง MOC ซึ่งมีกำลังการผลิตประมาณ 2.05 ล้านตันต่อปี ไว้ที่มากกว่า 80% ใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงคราม บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่าการกลับมาเดินเครื่อง ROC ได้ภายในช่วงปลายไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามเป้าหมายของบริษัท และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SCC ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 315 บาท พร้อมยกให้เป็นหนึ่งในหุ้นเด่น โดยคาดว่ากำไรปกติของ SCC ในช่วงปี 2569-2571 จะเติบโตเฉลี่ย 110% ต่อปี
9

SCGC ประกาศเดินโรงงานระยองโอเลฟินส์กลับมาผลิตหลังหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC ประกาศว่า บริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ในกลุ่มธุรกิจ SCGC กลับมาเดินโรงงานโอเลฟินส์ได้สำเร็จแล้ว หลังจากประกาศหยุดโรงงานเป็นการชั่วคราวเมื่อเดือนมีนาคม 2569 เพราะสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยบริษัทได้ประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงาน รวมทั้งมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่นำมาพิจารณาในการกลับมาเดินโรงงาน ROC ครั้งนี้ ได้แก่ ความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบ (Feedstock Security) และความพร้อมของโรงงาน รวมทั้งความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ นายศักดิ์ชัยย้ำว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน SCGC จึงยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อรับมืออย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบ การบริหารจัดการวัตถุดิบและการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มโอกาสและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่มีความท้าทายมากขึ้น