Megatrend · Biotech & Genomic Medicine
ยาหนึ่งตัวใช้เงิน $2,600 ล้านและเวลา 13 ปี — ถ้า AI ลดมันลงได้ครึ่งหนึ่งล่ะ?
การคิดค้นยาคือหนึ่งในงานที่แพงที่สุด ช้าที่สุด และล้มเหลวบ่อยที่สุดในโลก — ลองผิดลองถูกนับล้านครั้งกว่าจะได้ยาหนึ่งตัว AI Drug Discovery คือความพยายามจะ “ลัดคิว” ด่านต้นทางนั้น ใช้คอมพิวเตอร์ทำนายโครงสร้างโปรตีน ออกแบบโมเลกุล และคัดทิ้งตัวที่ไม่เวิร์กตั้งแต่ก่อนเข้าห้องแล็บ มันคือ “จอบและเสียม” ที่เร่งความเร็วให้ทั้งวงการยา — แต่ของจริงยังต้องพิสูจน์อีกหลายด่าน
01AI Drug Discovery คืออะไร
ลองนึกภาพแบบนี้ การจะหายาใหม่หนึ่งตัว นักวิจัยต้องหา “โมเลกุล” ที่จะเข้าไปจับกับโปรตีนตัวก่อโรคในร่างกายได้พอดีเป๊ะ เหมือนหากุญแจมาไขแม่กุญแจ ปัญหาคือจำนวนโมเลกุลที่เป็นไปได้ในจักรวาลเคมีมีมากกว่า 1060 ตัว — มากกว่าจำนวนดาวในเอกภพหลายเท่า ที่ผ่านมาวิธีหาคือ “ลองไปเรื่อยๆ” สังเคราะห์สารจริงในห้องแล็บทีละพันทีละหมื่นตัว แล้วทดสอบดูว่าตัวไหนจับได้ มันช้า แพง และพลาดเป็นส่วนใหญ่
AI Drug Discovery คือการเอาปัญญาประดิษฐ์มาทำงานด่านนี้แทนการลองผิดลองถูกในหลอดแก้ว มันทำสามอย่างหลัก: (1) ทำนายรูปร่างของโปรตีนเป้าหมาย ว่าหน้าตาเป็นยังไง มีรูให้ยาเสียบตรงไหน (2) ออกแบบหรือ “เจน” โมเลกุลใหม่ ที่น่าจะจับเป้าได้ และ (3) คัดกรอง โมเลกุลนับล้านบนคอมพิวเตอร์ เพื่อทิ้งตัวที่ไม่เวิร์กออกก่อน แล้วค่อยสังเคราะห์จริงเฉพาะตัวที่มีแววที่สุด พูดง่ายๆ คือเปลี่ยนจาก “ทำก่อนแล้วค่อยดู” เป็น “ทำนายก่อนแล้วค่อยทำ”
โปรตีนหรือโมเลกุลในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับโรค ซึ่งยาจะเข้าไปจับเพื่อ “เปิด” หรือ “ปิด” การทำงานของมัน เช่น โปรตีนที่ทำให้เซลล์มะเร็งโตเร็ว การหา target ที่ถูกต้องคือก้าวแรกสุดของการค้นพบยา และเป็นจุดที่ AI อย่าง AlphaFold เข้ามาช่วยได้มากที่สุด เพราะการรู้ “รูปร่าง 3 มิติ” ของ target ทำให้ออกแบบยาที่จับมันได้แม่นขึ้นมาก
ในแผนผังเมกะเทรนด์ของเรา AI Drug Discovery เป็นสาขาย่อยภายใต้ Biotech & Genomic Medicine แต่มันมีลักษณะพิเศษ — มันไม่ใช่ “โรค” หรือ “ชนิดยา” เหมือนสาขาพี่น้องอย่าง Oncology หรือ Gene & Cell Editing มันเป็น “แพลตฟอร์ม” หรือเครื่องมือเร่งความเร็ว ที่อยู่ใต้ยาทุกชนิด เป็นชั้น “จอบและเสียม” ของวงการ biotech — ไม่ได้ขุดทองเอง แต่ขายอุปกรณ์ขุดให้คนทั้งเหมือง
02ทำไมมันถึงสำคัญ — แก้ “เศรษฐศาสตร์ที่พัง” ของการค้นพบยา
เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมคนถึงตื่นเต้นกับเรื่องนี้ ต้องดูตัวเลขที่น่ากลัวของการทำยาแบบเดิมก่อน การพายาใหม่หนึ่งตัวจากห้องแล็บไปถึงชั้นวางในร้านขายยา โดยเฉลี่ยใช้เงิน ราว $2,600 ล้าน และเวลา 10–15 ปี และที่โหดที่สุดคือ — ยาที่ได้เข้าสู่การทดลองในคนแล้ว ราว 90% สุดท้ายก็ล้มเหลว ไปไม่ถึงผู้ป่วย
เงินมหาศาลส่วนใหญ่ไม่ได้หายไปกับยาที่สำเร็จ แต่หายไปกับ “ยาที่ล้มเหลว” ทุกตัวที่ตายระหว่างทางต้องถูกหารกลับเข้าไปในต้นทุนของยาที่รอด นี่คือเหตุผลที่ยาแพงขึ้นเรื่อยๆ และเป็นเหตุผลที่บริษัทยาไม่ยอมแตะโรคที่ตลาดเล็กหรือ target ที่ “ยากเกินไป” เพราะความเสี่ยงไม่คุ้ม
นี่คือจุดที่ AI เข้ามาเปลี่ยนสมการ ถ้าเราคัดทิ้งโมเลกุลที่จะล้มเหลวได้ เร็วขึ้นและถูกลง ตั้งแต่ด่านต้นทาง — ก่อนเสียเงินสังเคราะห์จริงหรือทดลองในสัตว์ — ต้นทุนรวมก็ลดลง และที่สำคัญกว่านั้นคือ เวลา ทุกปีที่ร่นลงได้ คือยาที่ถึงมือผู้ป่วยเร็วขึ้นหนึ่งปี และเป็นสิทธิบัตรที่ขายได้นานขึ้นหนึ่งปี
และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทเล็กๆ ที่ฝันไกล เม็ดเงินจริงกำลังไหลเข้ามา ในปี 2024 Isomorphic Labs (บริษัทลูกของ Alphabet) เซ็นดีลกับ Eli Lilly และ Novartis รวมมูลค่าสูงถึง ~$3,000 ล้าน ส่วน Nvidia ก็จับมือ Eli Lilly ลงทุนสูงสุด ~$1,000 ล้าน ในแพลตฟอร์ม AI ชีวภาพ BioNeMo และในปี 2025 บริษัทจีน XtalPi เซ็นดีลค้นพบยากับพาร์ตเนอร์รายหนึ่งมูลค่าสูงถึง ~$6,000 ล้าน ตัวเลขพวกนี้บอกอย่างหนึ่งชัดเจน — บริษัทยายักษ์ใหญ่เชื่อแล้วว่า AI ในด่านค้นพบยา “มีของ”
03มันทำงานยังไง — กรวยคัดกรองที่ AI บีบให้แคบเร็วขึ้น
วิธีที่ดีที่สุดในการเข้าใจ AI Drug Discovery คือมองมันเป็น “กรวยคัดกรอง” ปากกรวยด้านบนกว้างมหาศาล — โมเลกุลที่เป็นไปได้นับล้านนับพันล้าน ปลายกรวยด้านล่างแคบจิ๋ว — เหลือแค่ไม่กี่ตัวที่จะได้ไปทดลองจริงในคน หน้าที่ของ AI ไม่ใช่การข้ามด่านไหน แต่คือการ คัดทิ้งของที่ผิดให้เร็วและฉลาดขึ้น ในแต่ละชั้นของกรวย
กุญแจสำคัญของทั้งหมดนี้คือก้าวกระโดดในปี 2021–2022 ชื่อ AlphaFold ของ Google DeepMind — AI ที่ทำนาย “รูปร่าง 3 มิติ” ของโปรตีนได้จากลำดับกรดอะมิโน ปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์พยายามแก้มา 50 ปี AlphaFold ปล่อยฐานข้อมูลโครงสร้างโปรตีนกว่า 200 ล้านตัว ออกมาให้ใช้ฟรี — เกือบทั้งหมดของโปรตีนที่วิทยาศาสตร์รู้จัก งานชิ้นนี้สำคัญถึงขั้นได้ รางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 เพราะการ “เห็น” รูปร่างของ target คือก้าวแรกที่ขาดไม่ได้ในการออกแบบยา
เหมือนกับที่ ChatGPT “เจน” ประโยคใหม่ทีละคำ โมเดล generative ในการค้นพบยาจะ “เจน” โครงสร้างโมเลกุลใหม่ที่ไม่เคยมีอยู่จริง โดยให้เงื่อนไขว่า “ขอโมเลกุลที่จับ target นี้ได้ ไม่เป็นพิษ และสังเคราะห์ได้จริง” แทนที่จะค้นจากคลังสารที่มีอยู่ มันออกแบบของใหม่ขึ้นมาเลย — นี่คือความต่างจากการ “คัดกรอง” แบบเดิมที่ทำได้แค่เลือกจากของที่มี
04มันอยู่ตรงไหนในระบบนิเวศ
ตำแหน่งของ AI Drug Discovery ในแผนผังเมกะเทรนด์น่าสนใจตรงที่มันเป็น “ตัวเชื่อม” มากกว่าจะเป็นแค่สาขาหนึ่ง มันยืนคร่อมระหว่างโลกของ biotech กับโลกของ AI
- พึ่งพา Artificial Intelligence โดยตรง: มันคือลูกค้าตัวยงของชิป GPU และโมเดล AI ขนาดใหญ่ ทุกการทำนายโครงสร้างโปรตีน ทุกการเจนโมเลกุล ล้วนกินพลังประมวลผลมหาศาล นี่คือเหตุผลที่ Nvidia โดดเข้ามาเล่นเองด้วยแพลตฟอร์ม BioNeMo — มันมองเห็นว่าวงการยาคือตลาดประมวลผลก้อนใหญ่ก้อนใหม่
- เป็นเครื่องเร่งให้สาขาพี่น้องทุกตัวใน Biotech: AI Drug Discovery ไม่ได้แข่งกับ Oncology หรือ Gene & Cell Editing — มันเป็น “เครื่องมือ” ที่สาขาเหล่านั้นเอาไปใช้ บริษัทมะเร็งใช้ AI หา target ใหม่ บริษัทยีนใช้ AI ออกแบบโปรตีนตัดต่อยีนให้แม่นขึ้น
- คู่กับ Tools, Diagnostics & CDMO: AI เก่งแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องมีคนสังเคราะห์สารจริงและทดสอบในแล็บ ผู้เล่นรุ่นใหม่หลายรายจึงสร้าง “แล็บหุ่นยนต์” ที่ AI สั่งทดลองได้เอง วนลูป ทำนาย–สังเคราะห์–วัดผล–เรียนรู้ ให้เร็วที่สุด
- ป้อนดีมานด์ให้ สังคมสูงวัยและ Longevity: โลกที่คนแก่ขึ้นต้องการยาใหม่สำหรับโรคเรื้อรังและโรคที่ยังไม่มีทางรักษามากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งดีมานด์ยาใหม่สูง แรงกดดันให้ค้นพบยาเร็วและถูกก็ยิ่งมาก
05ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (2025–2026)
นี่คือส่วนที่ต้องพูดให้ตรงที่สุด เพราะรอบๆ เรื่องนี้มีทั้งความหวังจริงและการโฆษณาเกินจริงปนกันอยู่มาก
ของจริงที่พิสูจน์แล้ววันนี้ คือ “ความเร็วและต้นทุนในห้องแล็บ” — AI ย่นเวลาด่านต้นทาง (หา target, ออกแบบโมเลกุล, คัดกรอง) จากหลายปีเหลือหลักเดือนได้จริง และทำซ้ำได้ บริษัทอย่าง Insilico Medicine บอกว่าออก “ตัวยาตัวเลือก” ได้ราว 22 ตัวในช่วงปี 2021–2024 โดยแต่ละตัวใช้เวลาเฉลี่ยแค่ 12–18 เดือนจากเริ่มโครงการ
แต่สิ่งที่ยัง “ไม่เกิด” คือยาที่ AI ออกแบบ ผ่านการทดลองในคนด่านสุดท้าย (Phase 3) แล้วได้รับอนุมัติ — จนถึงตอนนี้ยังไม่มีสักตัว หมุดหมายที่ใกล้ที่สุดคือยา rentosertib ของ Insilico (รักษาโรคพังผืดในปอด IPF) ที่ในเดือนมิถุนายน 2025 ตีพิมพ์ผล Phase 2a ใน Nature Medicine — ถือเป็นครั้งแรกที่ยาซึ่ง AI ทั้งหา target และออกแบบโมเลกุล แสดงสัญญาณว่า “ได้ผลในคน” (กลุ่มที่ได้ยาค่าการทำงานของปอดดีขึ้น สวนทางกับกลุ่มยาหลอกที่แย่ลง) นี่คือก้าวสำคัญ — แต่มันคือ Phase 2a ยังต้องผ่าน Phase 3 ที่ใหญ่และโหดกว่ามากอีกหลายปี
ในเชิงตลาด มูลค่ารวมของ AI Drug Discovery ยังถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับวงการยาทั้งหมด — ราว $2,000–3,000 ล้านในปี 2024–2025 แต่โตเร็วมาก สำนักวิจัยส่วนใหญ่ประเมิน CAGR ที่ ~30% ต่อปี (บางสำนักให้ต่ำกว่านี้) ซึ่งถ้าเป็นไปตามคาด อาจแตะระดับ $30,000–40,000 ล้านในกลางทศวรรษ 2030
ภูมิทัศน์ผู้เล่นแบ่งคร่าวๆ เป็นสามกลุ่ม: ยักษ์เทคที่ลงมาเล่นเอง (Alphabet ผ่าน Isomorphic Labs, Nvidia ผ่าน BioNeMo), บริษัท AI-biotech แบบ pure-play ที่สร้างแพลตฟอร์มเป็นธุรกิจหลัก และ บริษัทยายักษ์ใหญ่ ที่ซื้อ/จับมือเอาเทคโนโลยีไปใช้ ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจ — ผู้เล่นที่ล้ำที่สุดหลายรายยังเป็นบริษัทเอกชนหรือเพิ่งอยู่ระดับคลินิก-สเตจ (Isomorphic Labs และ Insilico Medicine ยังไม่ใช่หุ้นที่ซื้อขายทั่วไป) จึงต้องดูทั้งสองฝั่ง
06อนาคตข้างหน้า
เส้นทางข้างหน้ามีสามหมุดหมายที่ควรจับตา
หมุดแรกคือ “ยา AI ตัวแรกที่ผ่าน Phase 3 และได้อนุมัติ” — นี่คือเส้นชัยที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง วันที่ยาซึ่ง AI ออกแบบ ผ่านการทดลองในคนขนาดใหญ่และวางขายได้จริง จะเป็นวันที่คำถาม “AI ทำยาได้จริงไหม” ถูกตอบขาด ด้วยไปป์ไลน์ที่กำลังทยอยเข้าคลินิกของ Recursion, Insilico, AbCellera และอื่นๆ หลายคนคาดว่าหมุดนี้น่าจะเกิดภายในไม่กี่ปีข้างหน้า — แต่เพราะ Phase 3 คือด่านที่ยาส่วนใหญ่ตาย มันจึงยังไม่ใช่เรื่องที่การันตีได้
หมุดที่สองคือ การจับ target ที่ “แตะไม่ได้” มาก่อน โปรตีนก่อโรคจำนวนมากเคยถูกตราว่า “undruggable” เพราะไม่มีรูให้ยาเสียบ หรือมีรูปร่างซับซ้อนเกินกว่าวิธีเดิมจะออกแบบยาให้จับได้ จุดขายใหญ่ของ AI คือการเปิดประตูเหล่านี้ — ดีลของ Isomorphic กับ Novartis เน้นไปที่ target “ที่เคยเสี่ยงหรือยากเกินจะทำ” โดยตรง ถ้าทำได้จริง มันจะปลดล็อกยาสำหรับโรคที่วันนี้ยังไม่มีทางรักษา
หมุดที่สามคือ “แล็บที่ขับเคลื่อนด้วย AI เต็มรูปแบบ” — การวนลูป ทำนาย → สังเคราะห์ด้วยหุ่นยนต์ → วัดผล → ป้อนกลับให้ AI เรียนรู้ โดยมีมนุษย์แทรกแซงน้อยลงเรื่อยๆ ความร่วมมืออย่าง Lilly–Nvidia ที่ลงทุนใน “แล็บอัตโนมัติ” คือก้าวแรกของทิศทางนี้ เป้าหมายคือทำให้รอบการเรียนรู้ของยาเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ
07ความท้าทายและความเสี่ยง
นี่คือเทรนด์ที่ต้องระวัง “ความตื่นเต้น” มากเป็นพิเศษ เพราะช่องว่างระหว่างคำสัญญากับผลลัพธ์จริงยังกว้าง
ความเสี่ยงข้อแรกและใหญ่ที่สุดคือ “ยังพิสูจน์ไม่ได้ในด่านสุดท้าย” AI เก่งเรื่องทำให้ด่านต้นทางเร็วขึ้น แต่ราว 90% ของยาที่เข้าคลินิกก็ยังล้มเหลว เหมือนเดิม และความล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดใน Phase 2–3 — ด่านที่ AI ยังช่วยอะไรไม่ได้มาก ตัวอย่างเตือนใจมีจริง: ยา DSP-1181 ที่ Exscientia ออกแบบและเคยเป็นข่าวใหญ่ว่า “ทำได้ใน 12 เดือน” สุดท้ายก็ไปไม่ผ่าน Phase 1 และยาของ BenevolentAI ก็ล้มใน Phase 2 ความเร็วในการ “ออกแบบ” ไม่ได้แปลว่ายาจะ “ได้ผล”
ความเสี่ยงข้อสองคือ “คูเมืองข้อมูล” (data moat) AI ดีได้เท่ากับข้อมูลที่ป้อนมันเท่านั้น และข้อมูลชีวภาพคุณภาพสูง — ผลการทดลองจริง โครงสร้างโมเลกุล ข้อมูลคนไข้ — มีจำกัด แพง และมักถูกขังอยู่ในมือบริษัทยาใหญ่ ผู้เล่นที่ไม่มีข้อมูลของตัวเองพอ อาจสร้างโมเดลที่ “สวยบนกระดาษแต่ใช้จริงไม่ได้” และนี่คือเหตุผลที่ยักษ์อย่าง Alphabet (ที่มีทั้งเงิน คน และ AlphaFold) ได้เปรียบมหาศาล
ความเสี่ยงข้อสามคือ เศรษฐศาสตร์ของตัวบริษัทเอง บริษัท AI-biotech หลายรายเป็น pure-play ที่ยัง “เผาเงิน” — ลงทุนหนักในแพลตฟอร์มและไปป์ไลน์ แต่ยังไม่มียาที่ขายได้ รายได้หลักมาจากดีลความร่วมมือที่อาจหยุดได้ทุกเมื่อ ราคาหุ้นกลุ่มนี้จึงผันผวนสูงและอ่อนไหวกับ “ข่าวผลคลินิก” มากเป็นพิเศษ ข่าวร้ายตัวเดียวทำให้มูลค่าหายครึ่งได้
สรุปสั้นๆ: AI Drug Discovery กำลังแก้ปัญหาที่ถูกต้องที่สุดของวงการยา — เศรษฐศาสตร์ที่แพงและช้าเกินไป และมันได้พิสูจน์แล้วว่าเร่งด่านต้นทางได้จริง ความหวังจึงมีฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่ลมๆ แล้งๆ แต่เส้นชัยที่แท้จริง — ยา AI ตัวแรกที่รักษาคนได้จริงและได้รับอนุมัติ — ยังอยู่ข้างหน้า เข้าใจให้ขาดว่า “เร็วในแล็บ” กับ “ได้ผลในคน” เป็นคนละเรื่องกัน คือกุญแจของการมองเทรนด์นี้ให้ทะลุ