Megatrend · Climate Adaptation & Water
เมื่อภัยพิบัติแพงขึ้นทุกปี ใครคือคน “แบกบิล” ไว้บนงบดุลของตัวเอง
โมเดลภัยพิบัติบอกได้ว่าบ้านหลังไหนเสี่ยงแค่ไหน — แต่มี “คำตอบ” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีคนเอา เงินจริง ไปรับว่า “ถ้าบ้านพัง ฉันจ่ายให้” บทเรียนนี้คือเรื่องของคนกลุ่มนั้น: บริษัทประกันทรัพย์สิน-อุบัติภัย (P&C) ที่ขายกรมธรรม์ให้คุณ และ รีอินชัวเรอร์ (reinsurer) ที่ยืนอยู่ข้างหลังคอยรับความเสียหายก้อนยักษ์ต่ออีกที เมื่อความเสียหายจากสภาพอากาศพุ่งขึ้นปีแล้วปีเล่า ทั้งวงการก็เข้าสู่ “ตลาดแข็ง” — ขึ้นเบี้ย ยกเพดานความรับผิด และในบางรัฐก็ถึงขั้น ถอนตัว ออกไปเลย หัวใจของธุรกิจนี้มีคำเดียว: วินัยในการตั้งราคาความเสี่ยง
01มันคืออะไร (ผู้รับความเสี่ยงภัยพิบัติ)
เช้าวันที่ 7 มกราคม 2025 ไฟป่าเริ่มกวาดย่านหรูของลอสแอนเจลิส และเมื่อควันจางลง มันกลายเป็น ไฟป่าที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก — ความเสียหายที่ประกันต้องจ่ายราว $40,000 ล้าน จากเหตุการณ์เดียว คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ไฟไหม้บ้านกี่หลัง” แต่คือ “แล้วใครเป็นคนจ่าย $40,000 ล้านนั้น?” คำตอบคือธุรกิจที่บทเรียนนี้พูดถึง — คนที่เอาเงินจริงไปรับความเสี่ยงภัยพิบัติมาไว้บนงบดุลตัวเอง
node นี้คือเรื่องของคนสองชั้นที่ทำงานต่อกัน ชั้นแรกคือ บริษัทประกันทรัพย์สิน-อุบัติภัย (Property & Casualty หรือ P&C insurer) — คนที่ขายกรมธรรม์บ้าน รถ โรงงานให้คุณโดยตรง เก็บเบี้ยเข้ามา และสัญญาว่าถ้าเกิดเรื่องจะจ่ายค่าเสียหาย ชั้นที่สองคือ รีอินชัวเรอร์ (reinsurer) — “ประกันของบริษัทประกัน” ที่ยืนอยู่ข้างหลัง คอยรับความเสียหายก้อนใหญ่เกินกว่าบริษัทประกันรายเดียวจะแบกไหว
ความต่างจากพี่น้องข้างๆ มันคือ “ใครแบกเงิน” สาขาย่อยอีกอันคือ Catastrophe & Climate Risk Analytics ซึ่งเป็น “สมอง” ที่สร้างโมเดลคำนวณความเสี่ยง — แต่บริษัทพวกนั้น ไม่ แบกความเสียหายเอง พวกเขาขายแค่ “คำตอบ” ส่วน node นี้คือ “กระเป๋า” ที่เอาเงินจริงไปรับความเสี่ยงมาไว้กับตัว สมองคำนวณ กระเป๋าจ่าย — และกระเป๋าต้องพึ่งสมองเสมอในการตั้งราคา
ในแผนผังเมกะเทรนด์ node นี้เป็นสาขาย่อย (leaf) ภายใต้ Climate Risk Analytics & Insurance ในเทรนด์ใหญ่ Climate Adaptation & Water (การปรับตัวรับโลกร้อน) นิยามของมันตรงไปตรงมา: “บริษัทประกัน รีอินชัวเรอร์ และโบรกเกอร์ ที่ตั้งราคาและแบกรับความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพอากาศ”
P&C (Property & Casualty) = ประกันทรัพย์สิน (บ้าน-โรงงานไฟไหม้/น้ำท่วม) และอุบัติภัย (ความรับผิดต่อบุคคลที่สาม) · Reinsurance = ประกันที่บริษัทประกันซื้อต่อจากรีอินชัวเรอร์ เพื่อกระจายความเสี่ยงก้อนใหญ่ · Underwriting = การ “พิจารณารับประกัน” — ตัดสินใจว่าจะรับความเสี่ยงไหน ตั้งเบี้ยเท่าไหร่ นี่คือหัวใจของธุรกิจ · Combined ratio = ตัวชี้วัดสำคัญสุด = (ค่าสินไหม + ค่าใช้จ่าย) ÷ เบี้ยที่เก็บได้ · ต่ำกว่า 100% = กำไรจากการรับประกัน ยิ่งต่ำยิ่งเก่ง
02ทำไมถึงสำคัญ — ภัยแพงขึ้น เบี้ยก็พุ่ง
เหตุผลที่ธุรกิจนี้น่าสนใจในฐานะ “การลงทุนเพื่อปรับตัวรับโลกร้อน” มาจากความจริงข้อเดียวที่ปฏิเสธไม่ได้: ภัยพิบัติกำลังแพงขึ้นเรื่อยๆ ปี 2025 ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติทั่วโลกอยู่ที่ราว $220,000 ล้าน โดยมีประกันคุ้มครองราว $107,000 ล้าน — และนี่เป็นปีที่ หกติดต่อกัน ที่ความเสียหายที่ประกันต้องจ่ายทะลุ $100,000 ล้าน กลายเป็น “เพดานปกติใหม่” ของอุตสาหกรรม
ที่น่าตกใจคือ 92% ของความเสียหายปี 2025 มาจาก “ภัยรอง” (secondary perils) — ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง (severe convective storm) ที่เคยถูกมองว่าจิ๊บจ๊อย ปีนั้นพายุฝนฟ้าคะนองสร้างความเสียหายที่ประกันจ่ายถึง $51,000 ล้าน และไฟป่าอีก $40,000 ล้าน ซึ่งทั้งคู่เป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ — และสหรัฐฯ คนเดียวกินไป $89,000 ล้าน หรือ 83% ของยอดทั้งโลก
เมื่อความเสียหายแพงขึ้น มันสร้างกลไกราคาที่ชัดเจน: ภัยถี่และแรงขึ้น → คนแบกความเสี่ยงต้อง ขึ้นเบี้ยและขึ้นราคารับประกันต่อ เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ช่วงตลาด “ขาขึ้น” แบบนี้ในวงการเรียกว่า “ตลาดแข็ง” (hard market) — เป็นช่วงที่กำไรของบริษัทประกันและรีอินชัวเรอร์งดงามที่สุด เพราะตั้งราคาได้สูงแต่ความเสียหายยังคุมอยู่
แต่ที่สำคัญกว่ากำไรปีเดียวคือ มันคือกลไกป้องกันเศรษฐกิจ ทุกครั้งที่ไฟไหม้บ้านหรือพายุถล่มโรงงาน เงินที่ไหลกลับเข้ามาช่วยให้ครอบครัวสร้างใหม่ ธุรกิจกลับมาเปิด — ถ้าไม่มีคนแบกความเสี่ยงนี้ ความเสียหายก้อนใหญ่จะกลายเป็นภาระตรงของรัฐและประชาชน node นี้จึงเป็น “กันชน” ที่เศรษฐกิจโลกพึ่งพา ยิ่งโลกร้อน บทบาทของกันชนนี้ยิ่งสำคัญ
03มันทำงานยังไง (สายโซ่การโอนความเสี่ยง)
หัวใจของธุรกิจนี้คือ “สายโซ่การโอนความเสี่ยง” (risk-transfer chain) — ความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทประกันรายเดียว แต่ถูกส่งต่อขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนถึงทุนที่ใหญ่พอจะรับมือภัยระดับชาติได้ ลองไล่ดูทีละขั้น สังเกตว่า “เบี้ย” ไหลลง ส่วน “เคลม” (ความเสียหาย) ไหลขึ้น
คำที่ต้องเข้าใจในภาพนี้คือ “attachment point” (จุดเริ่มรับผิด) รีอินชัวเรอร์ไม่ได้รับความเสียหายทุกบาท แต่จะรับเฉพาะส่วนที่ เกิน เพดานที่ตกลงไว้ เช่น “ฉันรับเฉพาะส่วนที่เกิน $50 ล้านต่อเหตุการณ์” ส่วนที่ต่ำกว่านั้นบริษัทประกันต้นทางแบกเอง ในช่วงตลาดแข็งปี 2023–2025 รีอินชัวเรอร์ ยกเพดานนี้สูงขึ้นมาก — แปลว่าโยน “ภัยรองก้อนเล็กๆ” อย่างไฟป่า-น้ำท่วม กลับไปให้ประกันต้นทางแบกมากขึ้น ตัวเองรับเฉพาะหายนะระดับชาติจริงๆ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่รีอินชัวเรอร์กำไรงามในปีที่ผ่านมา
ขั้นสุดท้ายของสายโซ่คือจุดที่น่าสนใจที่สุด — เมื่อความเสี่ยงใหญ่เกินกว่าวงการประกันทั้งหมดจะรับไหว มันถูกส่งต่อไปยัง ตลาดทุน ผ่าน retrocession (รีอินชัวเรอร์ซื้อประกันต่ออีกที) และ catastrophe bond (พันธบัตรภัยพิบัติ ที่กองทุน-เพนชันทั่วโลกซื้อ) — ทำให้ความเสี่ยงจากเฮอริเคนฟลอริดาไปจบลงในพอร์ตลงทุนของคนทั้งโลก
04มันเชื่อมกับอะไรในระบบนิเวศ
node นี้ไม่ได้ทำงานลำพัง มันนั่งอยู่ตรงจุดเชื่อมของหลายชิ้นส่วนที่ขาดกันไม่ได้:
- พึ่ง Catastrophe & Climate Risk Analytics (สมอง) ตลอดเวลา: ก่อนจะตั้งเบี้ยหรือรับประกันต่อได้ ต้องรู้ก่อนว่าความเสี่ยงเท่าไหร่ — บริษัทประกันแทบทุกเจ้าใช้โมเดลภัยพิบัติของ Verisk หรือ Moody’s RMS เป็นมาตรฐานในการตั้งราคา “สมองคำนวณ กระเป๋าจ่าย” คือความสัมพันธ์ที่ฝังลึกที่สุดของทั้ง node แม่
- รับความเสี่ยงให้โครงสร้างพื้นฐานที่เสี่ยงภัย: โรงไฟฟ้า ระบบน้ำ ท่อส่ง และเมืองที่ลงทุนปรับตัวรับโลกร้อน — รวมถึง Water Utilities & Treatment — ล้วนเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูงในเขตเสี่ยงที่ต้องมีคนรับประกัน ยิ่งโลกสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสี่ยงมากเท่าไหร่ ดีมานด์ของ node นี้ยิ่งโต
- หลอมรวมกับ Digital Finance & Tokenization: cat bond และประกันแบบ parametric (จ่ายอัตโนมัติตามข้อมูล เช่นลมแรงเกิน X) กำลังเปลี่ยนความเสี่ยงสภาพอากาศให้เป็น “สินทรัพย์การเงิน” ที่ซื้อขายได้ — โลกประกันกับโลกตลาดทุนกำลังกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
- เกี่ยวพันกับ Aging Population: ความมั่งคั่งที่กระจุกตัวในบ้านพักริมทะเล-เชิงเขาของสังคมสูงวัย ยิ่งเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในเขตเสี่ยงที่ต้องคุ้มครอง
05ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (2025–2026)
เรื่องใหญ่ของตอนนี้คือ วงการเพิ่งผ่าน “ปีทอง” มา และกำลังเข้าสู่จุดพลิก หลังตลาดแข็งสามปี (2023–2025) บริษัทประกันและรีอินชัวเรอร์ทำกำไรระดับสถิติ — Chubb ทำกำไรจากการรับประกัน P&C ได้ $6,530 ล้านในปี 2025 (โต 11.6%) พร้อม combined ratio ต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 85.7% (ยิ่งต่ำยิ่งดี — แปลว่าทุก $100 ของเบี้ย มีกำไรจากการรับประกัน $14.3) ส่วนรีอินชัวเรอร์ทั้งกลุ่มทำกำไรสุทธิรวม $25,200 ล้าน combined ratio เฉลี่ยดีขึ้นเหลือ 83.9%
แต่สัญญาณพลิกมาแล้วในรอบต่อสัญญา 1 มกราคม 2026 เมื่อทุน (capital) ไหลกลับเข้าวงการเยอะจนการแข่งขันกดราคาลง — ราคารับประกันต่อภัยพิบัติทั่วโลก (Global Property Cat Rate-on-Line) ร่วงลง 12% (ยุโรปร่วงแรงสุดที่ −15%) นี่คือสัญญาณว่า “ตลาดแข็ง” กำลังอ่อนลง แม้ราคาจะยังสูงกว่าจุดต่ำสุดปี 2017 อยู่ราว 38% — นักลงทุนเรียกจังหวะนี้ว่า “การละลายของตลาดแข็ง”
อีกด้านที่น่ากังวลที่สุดของ “ตอนนี้” คือ การถอยทัพของประกันในเขตเสี่ยงสุด เมื่อความเสี่ยงแพงเกินกว่าจะตั้งราคาให้คุ้ม บริษัทประกันก็เลือก ออก ดีกว่ารับขาดทุน ในแคลิฟอร์เนีย State Farm ไม่ต่ออายุกรมธรรม์บ้านราว 70,000 ราย และหลังไฟป่า LA ปี 2025 ทั้งวงการถูกเรียกเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองของรัฐ (FAIR Plan) ก้อนใหญ่ $1,000 ล้าน — ขณะที่กองทุนนั้นเองพองตัวจาก 124,000 กรมธรรม์ (2019) เป็น 684,000 กรมธรรม์ (ต้นปี 2026) ส่วนฟลอริดา กรมธรรม์บ้านในตลาดปกติหดลง 78% ในรอบสิบปี จนกองทุนของรัฐ (Citizens) แบกส่วนแบ่งจาก 6% พุ่งเป็น 63%
ผู้เล่นในสนามนี้แยกเป็นสามกลุ่ม — ประกันต้นทาง P&C/เฉพาะทาง ที่ขายกรมธรรม์ให้ผู้บริโภคและธุรกิจ, รีอินชัวเรอร์ ที่รับความเสี่ยงก้อนใหญ่ต่ออีกที, และตลาดเก่าแก่อย่าง Lloyd’s of London ที่เป็น “ตลาดกลาง” ให้ผู้รับประกันมาแข่งกันรับความเสี่ยงพิเศษ
06อนาคตข้างหน้า — cat bond & ตั้งราคาตามภูมิอากาศ
ทิศทางแรกคือ ตลาดทุนเข้ามารับความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความเสียหายโตจน “กระเป๋า” ของวงการประกันรับไม่ไหว ทุนจากกองทุน-เพนชันทั่วโลกก็เข้ามาผ่าน catastrophe bond ปี 2025 ตลาด cat bond ทำสถิติทุกด้าน — ออกใหม่ $25,600 ล้าน และยอดคงค้างรวมแตะ $61,300 ล้าน (โต 24% ในปีเดียว) พร้อมผู้ออกหน้าใหม่ 15 รายซึ่งเป็นสถิติสูงสุด นี่คือสัญญาณว่าวงการประกันกับตลาดทุนกำลังหลอมรวมกันถาวร
ทิศทางที่สองคือ การตั้งราคาที่ “มองอนาคต” ไม่ใช่ย้อนอดีต เดิมทีเบี้ยตั้งจากสถิติภัยในอดีต แต่เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนเร็วจนอดีตไม่ใช่ตัวแทนของอนาคต ผู้รับประกันที่เก่งจะต้องตั้งราคาตามแบบจำลองภูมิอากาศที่ปรับตามสถานการณ์โลกร้อน (climate-conditioned) ใครตั้งราคาแม่นกว่าจะได้เปรียบมหาศาล — เพราะธุรกิจนี้คือการ “พนันกับความเสี่ยง” ที่ผู้มีวินัยและข้อมูลดีที่สุดชนะ
ทิศทางที่สามคือ ประกันแบบ parametric ที่จ่ายอัตโนมัติเมื่อข้อมูลถึงเกณฑ์ (เช่นแผ่นดินไหวแรงเกินระดับ X หรือลมเกิน Y กม./ชม. จ่ายทันทีโดยไม่ต้องส่งคนไปประเมินความเสียหาย) — รูปแบบนี้ช่วยปิด “ช่องว่างการคุ้มครอง” ในตลาดเกิดใหม่ที่ประกันแบบเดิมเข้าไม่ถึง และจ่ายเงินได้เร็วในยามวิกฤต เปิดตลาดใหม่ขนาดมหาศาลให้ผู้รับความเสี่ยงที่กล้าออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
07ความท้าทายและความเสี่ยง
ธุรกิจที่ฟังดู “ยิ่งโลกร้อนยิ่งได้” กลับมีความเสี่ยงฝังลึกหลายชั้น และเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นธุรกิจที่ตั้งราคายากที่สุดอย่างหนึ่งในโลก
ความเสี่ยงข้อแรกคือ “ปีภัยพิบัติใหญ่” (the big year) ธุรกิจนี้เก็บเบี้ยน้อยๆ ทุกปี แต่จ่ายก้อนใหญ่ในปีที่หายนะมา ถ้าเฮอริเคนระดับ 5 ขึ้นฝั่งเมืองใหญ่พร้อมไฟป่าและน้ำท่วมในปีเดียวกัน กำไรสะสมหลายปีอาจหายวับในเหตุการณ์เดียว — โดยเฉพาะรีอินชัวเรอร์ที่รับ “หาง” ก้อนใหญ่สุดของทุกภัย นี่คือเหตุผลที่หุ้นกลุ่มนี้ผันผวนตามฤดูพายุ
ความเสี่ยงข้อสองคือ “ตั้งราคาผิด” (mispricing) ทั้งหมดของธุรกิจคือการเดาความเสี่ยงในอนาคตให้แม่น ถ้าโมเดลประเมินไฟป่าหรือพายุฝนฟ้าคะนองต่ำเกินจริง (ซึ่งภัยรองเหล่านี้คาดเดายากกว่าเฮอริเคนมาก) ก็จะตั้งเบี้ยต่ำเกินไป รับความเสี่ยงเข้ามามากเกินไป แล้วขาดทุนหนักเมื่อภัยมาจริง ไฟป่า LA ปี 2025 ที่ความเสียหายเกินคาดคือบทเรียนสดๆ ของความเสี่ยงข้อนี้
ความเสี่ยงข้อสามคือ “ตลาดอ่อนกลับมา” (soft market) กำไรของกลุ่มนี้เป็นวัฏจักร เมื่อทุนไหลเข้ามากดราคา (อย่างที่เห็นราคารับประกันต่อร่วง 12% ในปี 2026) ช่วงกำไรพีคก็ผ่านไป การลงทุนกลุ่มประกัน-รีอินชัวรันส์จึงต้องดูจังหวะวัฏจักรให้เป็น — ความผิดพลาดคลาสสิกคือซื้อตอนข่าวภัยพิบัติดังที่สุดและเบี้ยแพงที่สุด ซึ่งมักเป็นจังหวะใกล้จุดพีคพอดี
ความเสี่ยงข้อสี่คือ การเมือง-กฎเกณฑ์ และ “จุดที่รับประกันไม่ได้” เมื่อเบี้ยแพงจนคนเดือดร้อน รัฐมักเข้าแทรกแซงกดไม่ให้ขึ้นเบี้ยตามความเสี่ยงจริง ผลคือบริษัทประกันถอนตัว (อย่างแคลิฟอร์เนีย-ฟลอริดา) ทิ้งภาระให้กองทุนรัฐและผู้เสียภาษี ปลายทางสุดของเส้นนี้คือบางพื้นที่อาจ “รับประกันไม่ได้เลย” — ความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะมีราคาที่ทั้งคุ้มและจ่ายไหว เมื่อนั้นมูลค่าทรัพย์สินทั้งย่านอาจดิ่ง และความเสี่ยงไหลกลับสู่ระบบการเงินวงกว้าง
สรุปสั้นๆ: node นี้คือคนที่เอาเงินจริงไปยืนรับความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อให้คนทั้งโลกสร้างชีวิตใหม่ได้หลังหายนะ — โลกที่ร้อนขึ้นทำให้บทบาทนี้สำคัญและกำไรงามขึ้น แต่ก็อันตรายขึ้นด้วย เพราะปลายทางของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่กำไร มันคือคำถามว่า เมื่อภัยพิบัติแพงเกินกว่าจะประกันได้ ใครจะเป็นคนแบกบิลก้อนสุดท้าย