Megatrend · Climate Adaptation & Water

เมื่อภัยพิบัติแพงขึ้นทุกปี ใครคือคน “แบกบิล” ไว้บนงบดุลของตัวเอง

โมเดลภัยพิบัติบอกได้ว่าบ้านหลังไหนเสี่ยงแค่ไหน — แต่มี “คำตอบ” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีคนเอา เงินจริง ไปรับว่า “ถ้าบ้านพัง ฉันจ่ายให้” บทเรียนนี้คือเรื่องของคนกลุ่มนั้น: บริษัทประกันทรัพย์สิน-อุบัติภัย (P&C) ที่ขายกรมธรรม์ให้คุณ และ รีอินชัวเรอร์ (reinsurer) ที่ยืนอยู่ข้างหลังคอยรับความเสียหายก้อนยักษ์ต่ออีกที เมื่อความเสียหายจากสภาพอากาศพุ่งขึ้นปีแล้วปีเล่า ทั้งวงการก็เข้าสู่ “ตลาดแข็ง” — ขึ้นเบี้ย ยกเพดานความรับผิด และในบางรัฐก็ถึงขั้น ถอนตัว ออกไปเลย หัวใจของธุรกิจนี้มีคำเดียว: วินัยในการตั้งราคาความเสี่ยง

หมวด Climate Adaptation & Water ระดับ leaf ชั้น บริการ (service · คนแบกความเสี่ยง) เวลาอ่าน ~13 นาที
คนตัวเล็กยืนแบกบ้านหลังใหญ่ที่กำลังลุกไหม้และถูกพายุซัดไว้บนหลังด้วยท่าทางมั่นคง สื่อถึงบริษัทประกันที่รับความเสียหายจากภัยพิบัติมาไว้บนงบดุลของตัวเอง
ภาพประกอบ (hero.webp)
คนแบกบิล. โมเดลบอกว่าความเสี่ยงเท่าไหร่ แต่คนที่เอาเงินจริงไปรับว่า “ถ้าพังฉันจ่าย” คือบริษัทประกันและรีอินชัวเรอร์ — และยิ่งภัยแพงขึ้น น้ำหนักที่พวกเขาแบกก็ยิ่งหนัก

01มันคืออะไร (ผู้รับความเสี่ยงภัยพิบัติ)

เช้าวันที่ 7 มกราคม 2025 ไฟป่าเริ่มกวาดย่านหรูของลอสแอนเจลิส และเมื่อควันจางลง มันกลายเป็น ไฟป่าที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก — ความเสียหายที่ประกันต้องจ่ายราว $40,000 ล้าน จากเหตุการณ์เดียว คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ไฟไหม้บ้านกี่หลัง” แต่คือ “แล้วใครเป็นคนจ่าย $40,000 ล้านนั้น?” คำตอบคือธุรกิจที่บทเรียนนี้พูดถึง — คนที่เอาเงินจริงไปรับความเสี่ยงภัยพิบัติมาไว้บนงบดุลตัวเอง

node นี้คือเรื่องของคนสองชั้นที่ทำงานต่อกัน ชั้นแรกคือ บริษัทประกันทรัพย์สิน-อุบัติภัย (Property & Casualty หรือ P&C insurer) — คนที่ขายกรมธรรม์บ้าน รถ โรงงานให้คุณโดยตรง เก็บเบี้ยเข้ามา และสัญญาว่าถ้าเกิดเรื่องจะจ่ายค่าเสียหาย ชั้นที่สองคือ รีอินชัวเรอร์ (reinsurer) — “ประกันของบริษัทประกัน” ที่ยืนอยู่ข้างหลัง คอยรับความเสียหายก้อนใหญ่เกินกว่าบริษัทประกันรายเดียวจะแบกไหว

ความต่างจากพี่น้องข้างๆ มันคือ “ใครแบกเงิน” สาขาย่อยอีกอันคือ Catastrophe & Climate Risk Analytics ซึ่งเป็น “สมอง” ที่สร้างโมเดลคำนวณความเสี่ยง — แต่บริษัทพวกนั้น ไม่ แบกความเสียหายเอง พวกเขาขายแค่ “คำตอบ” ส่วน node นี้คือ “กระเป๋า” ที่เอาเงินจริงไปรับความเสี่ยงมาไว้กับตัว สมองคำนวณ กระเป๋าจ่าย — และกระเป๋าต้องพึ่งสมองเสมอในการตั้งราคา

ในแผนผังเมกะเทรนด์ node นี้เป็นสาขาย่อย (leaf) ภายใต้ Climate Risk Analytics & Insurance ในเทรนด์ใหญ่ Climate Adaptation & Water (การปรับตัวรับโลกร้อน) นิยามของมันตรงไปตรงมา: “บริษัทประกัน รีอินชัวเรอร์ และโบรกเกอร์ ที่ตั้งราคาและแบกรับความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพอากาศ”

ศัพท์ที่ควรรู้
P&C · Reinsurance · Underwriting · Combined Ratio

P&C (Property & Casualty) = ประกันทรัพย์สิน (บ้าน-โรงงานไฟไหม้/น้ำท่วม) และอุบัติภัย (ความรับผิดต่อบุคคลที่สาม) · Reinsurance = ประกันที่บริษัทประกันซื้อต่อจากรีอินชัวเรอร์ เพื่อกระจายความเสี่ยงก้อนใหญ่ · Underwriting = การ “พิจารณารับประกัน” — ตัดสินใจว่าจะรับความเสี่ยงไหน ตั้งเบี้ยเท่าไหร่ นี่คือหัวใจของธุรกิจ · Combined ratio = ตัวชี้วัดสำคัญสุด = (ค่าสินไหม + ค่าใช้จ่าย) ÷ เบี้ยที่เก็บได้ · ต่ำกว่า 100% = กำไรจากการรับประกัน ยิ่งต่ำยิ่งเก่ง

02ทำไมถึงสำคัญ — ภัยแพงขึ้น เบี้ยก็พุ่ง

เหตุผลที่ธุรกิจนี้น่าสนใจในฐานะ “การลงทุนเพื่อปรับตัวรับโลกร้อน” มาจากความจริงข้อเดียวที่ปฏิเสธไม่ได้: ภัยพิบัติกำลังแพงขึ้นเรื่อยๆ ปี 2025 ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติทั่วโลกอยู่ที่ราว $220,000 ล้าน โดยมีประกันคุ้มครองราว $107,000 ล้าน — และนี่เป็นปีที่ หกติดต่อกัน ที่ความเสียหายที่ประกันต้องจ่ายทะลุ $100,000 ล้าน กลายเป็น “เพดานปกติใหม่” ของอุตสาหกรรม

ที่น่าตกใจคือ 92% ของความเสียหายปี 2025 มาจาก “ภัยรอง” (secondary perils) — ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง (severe convective storm) ที่เคยถูกมองว่าจิ๊บจ๊อย ปีนั้นพายุฝนฟ้าคะนองสร้างความเสียหายที่ประกันจ่ายถึง $51,000 ล้าน และไฟป่าอีก $40,000 ล้าน ซึ่งทั้งคู่เป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ — และสหรัฐฯ คนเดียวกินไป $89,000 ล้าน หรือ 83% ของยอดทั้งโลก

ความเสียหายจากภัยธรรมชาติทั่วโลก: เศรษฐกิจ vs ที่ประกันจ่าย
มูลค่าต่อปี (พันล้านดอลลาร์) — ส่วนต่างคือความเสี่ยงที่ “ไม่มีใครรับประกัน”
ที่มา: Swiss Re Institute (sigma), Munich Re — ตัวเลขปี 2025 เป็นค่าประเมินต้นปี

เมื่อความเสียหายแพงขึ้น มันสร้างกลไกราคาที่ชัดเจน: ภัยถี่และแรงขึ้น → คนแบกความเสี่ยงต้อง ขึ้นเบี้ยและขึ้นราคารับประกันต่อ เพื่อให้คุ้มกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ช่วงตลาด “ขาขึ้น” แบบนี้ในวงการเรียกว่า “ตลาดแข็ง” (hard market) — เป็นช่วงที่กำไรของบริษัทประกันและรีอินชัวเรอร์งดงามที่สุด เพราะตั้งราคาได้สูงแต่ความเสียหายยังคุมอยู่

~$25.2B
กำไรสุทธิรวมของรีอินชัวเรอร์ทั่วโลกในปี 2025 (โต 23% จาก $20.5B ในปี 2024) — ผลของ “ตลาดแข็ง” สามปีที่ขึ้นเบี้ย ยกเพดานความรับผิด และคุมเงื่อนไขเข้มข้น

แต่ที่สำคัญกว่ากำไรปีเดียวคือ มันคือกลไกป้องกันเศรษฐกิจ ทุกครั้งที่ไฟไหม้บ้านหรือพายุถล่มโรงงาน เงินที่ไหลกลับเข้ามาช่วยให้ครอบครัวสร้างใหม่ ธุรกิจกลับมาเปิด — ถ้าไม่มีคนแบกความเสี่ยงนี้ ความเสียหายก้อนใหญ่จะกลายเป็นภาระตรงของรัฐและประชาชน node นี้จึงเป็น “กันชน” ที่เศรษฐกิจโลกพึ่งพา ยิ่งโลกร้อน บทบาทของกันชนนี้ยิ่งสำคัญ

03มันทำงานยังไง (สายโซ่การโอนความเสี่ยง)

หัวใจของธุรกิจนี้คือ “สายโซ่การโอนความเสี่ยง” (risk-transfer chain) — ความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทประกันรายเดียว แต่ถูกส่งต่อขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนถึงทุนที่ใหญ่พอจะรับมือภัยระดับชาติได้ ลองไล่ดูทีละขั้น สังเกตว่า “เบี้ย” ไหลลง ส่วน “เคลม” (ความเสียหาย) ไหลขึ้น

สายโซ่การโอนความเสี่ยงในธุรกิจประกันภัยพิบัติ ผู้เอาประกันจ่ายเบี้ยให้บริษัทประกันต้นทาง บริษัทประกันเก็บความเสี่ยงส่วนหนึ่งไว้แล้วโอนส่วนหางที่ใหญ่ขึ้นไปให้รีอินชัวเรอร์ รีอินชัวเรอร์อาจส่งต่ออีกชั้นผ่าน retrocession หรือ catastrophe bond ไปยังตลาดทุน เบี้ยไหลลง ความเสียหายไหลขึ้น เบี้ยไหลลง ↓ ความเสียหายไหลขึ้น ↑ 1 ผู้เอาประกัน บ้าน · โรงงาน · รถ 2 ประกันต้นทาง (P&C) เก็บความเสี่ยงส่วนหนึ่ง 3 รีอินชัวเรอร์ รับ “หาง” ก้อนใหญ่ 4 retrocession · cat bond ตลาดทุนรับความเสียหายก้อนยักษ์ เบี้ยประกัน (premium) — ไหลลงสายโซ่ เคลม (ความเสียหาย) — ไหลขึ้นเมื่อภัยใหญ่
ความเสี่ยงถูกส่งต่อเป็นชั้นๆ. ผู้เอาประกันจ่ายเบี้ย → ประกันต้นทางเก็บส่วนหนึ่งไว้ + โอน “หาง” ก้อนใหญ่ให้รีอินชัวเรอร์ → รีอินชัวเรอร์อาจส่งต่ออีกชั้นผ่าน retrocession หรือ cat bond ให้ตลาดทุน เบี้ยไหลลง ความเสียหายไหลขึ้น

คำที่ต้องเข้าใจในภาพนี้คือ “attachment point” (จุดเริ่มรับผิด) รีอินชัวเรอร์ไม่ได้รับความเสียหายทุกบาท แต่จะรับเฉพาะส่วนที่ เกิน เพดานที่ตกลงไว้ เช่น “ฉันรับเฉพาะส่วนที่เกิน $50 ล้านต่อเหตุการณ์” ส่วนที่ต่ำกว่านั้นบริษัทประกันต้นทางแบกเอง ในช่วงตลาดแข็งปี 2023–2025 รีอินชัวเรอร์ ยกเพดานนี้สูงขึ้นมาก — แปลว่าโยน “ภัยรองก้อนเล็กๆ” อย่างไฟป่า-น้ำท่วม กลับไปให้ประกันต้นทางแบกมากขึ้น ตัวเองรับเฉพาะหายนะระดับชาติจริงๆ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่รีอินชัวเรอร์กำไรงามในปีที่ผ่านมา

ขั้นสุดท้ายของสายโซ่คือจุดที่น่าสนใจที่สุด — เมื่อความเสี่ยงใหญ่เกินกว่าวงการประกันทั้งหมดจะรับไหว มันถูกส่งต่อไปยัง ตลาดทุน ผ่าน retrocession (รีอินชัวเรอร์ซื้อประกันต่ออีกที) และ catastrophe bond (พันธบัตรภัยพิบัติ ที่กองทุน-เพนชันทั่วโลกซื้อ) — ทำให้ความเสี่ยงจากเฮอริเคนฟลอริดาไปจบลงในพอร์ตลงทุนของคนทั้งโลก

04มันเชื่อมกับอะไรในระบบนิเวศ

node นี้ไม่ได้ทำงานลำพัง มันนั่งอยู่ตรงจุดเชื่อมของหลายชิ้นส่วนที่ขาดกันไม่ได้:

  • พึ่ง Catastrophe & Climate Risk Analytics (สมอง) ตลอดเวลา: ก่อนจะตั้งเบี้ยหรือรับประกันต่อได้ ต้องรู้ก่อนว่าความเสี่ยงเท่าไหร่ — บริษัทประกันแทบทุกเจ้าใช้โมเดลภัยพิบัติของ Verisk หรือ Moody’s RMS เป็นมาตรฐานในการตั้งราคา “สมองคำนวณ กระเป๋าจ่าย” คือความสัมพันธ์ที่ฝังลึกที่สุดของทั้ง node แม่
  • รับความเสี่ยงให้โครงสร้างพื้นฐานที่เสี่ยงภัย: โรงไฟฟ้า ระบบน้ำ ท่อส่ง และเมืองที่ลงทุนปรับตัวรับโลกร้อน — รวมถึง Water Utilities & Treatment — ล้วนเป็นทรัพย์สินมูลค่าสูงในเขตเสี่ยงที่ต้องมีคนรับประกัน ยิ่งโลกสร้างโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสี่ยงมากเท่าไหร่ ดีมานด์ของ node นี้ยิ่งโต
  • หลอมรวมกับ Digital Finance & Tokenization: cat bond และประกันแบบ parametric (จ่ายอัตโนมัติตามข้อมูล เช่นลมแรงเกิน X) กำลังเปลี่ยนความเสี่ยงสภาพอากาศให้เป็น “สินทรัพย์การเงิน” ที่ซื้อขายได้ — โลกประกันกับโลกตลาดทุนกำลังกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
  • เกี่ยวพันกับ Aging Population: ความมั่งคั่งที่กระจุกตัวในบ้านพักริมทะเล-เชิงเขาของสังคมสูงวัย ยิ่งเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในเขตเสี่ยงที่ต้องคุ้มครอง
มุมมอง
วิธีจำง่ายๆ: 32040100 = สมอง (สร้างโมเดล ขายความรู้ กำไรนิ่ง คูเมืองลึก) · 32040200 (node นี้) = กระเป๋า (แบกเงินจริง กำไรเป็นวัฏจักร) สองอย่างนี้คือสองด้านของเหรียญเดียว — โมเดลที่แม่นที่สุดไม่มีค่าถ้าไม่มีคนกล้าเอาเงินไปรับความเสี่ยงตามที่โมเดลบอก และคนแบกเงินจะเจ๊งทันทีถ้าตั้งราคาผิดเพราะใช้โมเดลห่วย

05ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (2025–2026)

เรื่องใหญ่ของตอนนี้คือ วงการเพิ่งผ่าน “ปีทอง” มา และกำลังเข้าสู่จุดพลิก หลังตลาดแข็งสามปี (2023–2025) บริษัทประกันและรีอินชัวเรอร์ทำกำไรระดับสถิติ — Chubb ทำกำไรจากการรับประกัน P&C ได้ $6,530 ล้านในปี 2025 (โต 11.6%) พร้อม combined ratio ต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 85.7% (ยิ่งต่ำยิ่งดี — แปลว่าทุก $100 ของเบี้ย มีกำไรจากการรับประกัน $14.3) ส่วนรีอินชัวเรอร์ทั้งกลุ่มทำกำไรสุทธิรวม $25,200 ล้าน combined ratio เฉลี่ยดีขึ้นเหลือ 83.9%

Combined ratio ปี 2025 — ต่ำกว่า 100% = กำไรจากการรับประกัน
ยิ่งต่ำยิ่งเก่ง · เส้น 100% คือจุดคุ้มทุนของการรับประกัน (ยังไม่รวมผลตอบแทนการลงทุน)
ที่มา: รายงานผลประกอบการ 2025 ของบริษัท, Morningstar DBRS — combined ratio ทั้งปี

แต่สัญญาณพลิกมาแล้วในรอบต่อสัญญา 1 มกราคม 2026 เมื่อทุน (capital) ไหลกลับเข้าวงการเยอะจนการแข่งขันกดราคาลง — ราคารับประกันต่อภัยพิบัติทั่วโลก (Global Property Cat Rate-on-Line) ร่วงลง 12% (ยุโรปร่วงแรงสุดที่ −15%) นี่คือสัญญาณว่า “ตลาดแข็ง” กำลังอ่อนลง แม้ราคาจะยังสูงกว่าจุดต่ำสุดปี 2017 อยู่ราว 38% — นักลงทุนเรียกจังหวะนี้ว่า “การละลายของตลาดแข็ง”

ราคารับประกันต่อภัยพิบัติ (Property Cat Rate-on-Line) ขึ้นสุดแล้วเริ่มลง
การเปลี่ยนแปลงราคา ณ รอบต่อสัญญา 1 ม.ค. แต่ละปี (%) — บวก = ขึ้น, ลบ = ลง
ที่มา: Guy Carpenter Global Property Cat ROL Index, Artemis.bm — ปี 2023 คือช่วงตลาดแข็งสุด

อีกด้านที่น่ากังวลที่สุดของ “ตอนนี้” คือ การถอยทัพของประกันในเขตเสี่ยงสุด เมื่อความเสี่ยงแพงเกินกว่าจะตั้งราคาให้คุ้ม บริษัทประกันก็เลือก ออก ดีกว่ารับขาดทุน ในแคลิฟอร์เนีย State Farm ไม่ต่ออายุกรมธรรม์บ้านราว 70,000 ราย และหลังไฟป่า LA ปี 2025 ทั้งวงการถูกเรียกเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองของรัฐ (FAIR Plan) ก้อนใหญ่ $1,000 ล้าน — ขณะที่กองทุนนั้นเองพองตัวจาก 124,000 กรมธรรม์ (2019) เป็น 684,000 กรมธรรม์ (ต้นปี 2026) ส่วนฟลอริดา กรมธรรม์บ้านในตลาดปกติหดลง 78% ในรอบสิบปี จนกองทุนของรัฐ (Citizens) แบกส่วนแบ่งจาก 6% พุ่งเป็น 63%

บริษัทประกันในรูปร่างคนยักษ์กำลังเดินถอยหลังออกจากย่านบ้านที่ตั้งอยู่เชิงเขาเสี่ยงไฟป่า ทิ้งบ้านหลายหลังไว้โดยไม่มีร่มคุ้มครอง
ภาพประกอบ (retreat.webp)
เมื่อราคาความเสี่ยงสูงเกินจะรับ. ในแคลิฟอร์เนียและฟลอริดา บริษัทประกันกำลังถอนตัวจากพื้นที่เสี่ยงสุด ทิ้งภาระให้กองทุนของรัฐและเจ้าของบ้าน — นี่คือภาพชัดที่สุดว่า “วินัยการตั้งราคา” กับ “ความสามารถจ่ายของคน” กำลังชนกัน

ผู้เล่นในสนามนี้แยกเป็นสามกลุ่ม — ประกันต้นทาง P&C/เฉพาะทาง ที่ขายกรมธรรม์ให้ผู้บริโภคและธุรกิจ, รีอินชัวเรอร์ ที่รับความเสี่ยงก้อนใหญ่ต่ออีกที, และตลาดเก่าแก่อย่าง Lloyd’s of London ที่เป็น “ตลาดกลาง” ให้ผู้รับประกันมาแข่งกันรับความเสี่ยงพิเศษ

ผู้เล่นหลักในสนามนี้
ChubbCB · US
สหรัฐฯ/สวิส · ประกัน P&C เบอร์ใหญ่
บริษัทประกันทรัพย์สิน-อุบัติภัยที่ใหญ่และมีวินัยที่สุดรายหนึ่งของโลก ปี 2025 ทำกำไรจากการรับประกัน P&C ระดับสถิติ $6.53bn พร้อม combined ratio ต่ำเป็นประวัติการณ์ 85.7% — ตัวอย่างชั้นเยี่ยมของธุรกิจที่ชนะด้วย “วินัยการตั้งราคา” ไม่ใช่การไล่เก็บเบี้ย
core · ผู้นำวินัยการรับประกัน
TravelersTRV · US
สหรัฐฯ · ประกันบ้าน-ธุรกิจรายใหญ่
หนึ่งในผู้รับประกันทรัพย์สิน-อุบัติภัยรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ขายกรมธรรม์บ้านและธุรกิจโดยตรง — เป็นด่านหน้าที่รับแรงปะทะจากภัยรอง (พายุฝนฟ้าคะนอง น้ำท่วม) ก่อนใคร และเป็นมาตรวัดสุขภาพของตลาดประกันต้นทางอเมริกา
core · ประกันต้นทาง
เบอร์มิวดา · เฉพาะทาง + รีอินชัวรันส์
กลุ่มประกัน-รีอินชัวรันส์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเข้า-ออกตลาดตามจังหวะวัฏจักรอย่างมีวินัย — รับความเสี่ยงหนักตอนตลาดแข็งและถอยตอนราคาถูกกด เป็นตำราของการ “เล่นวัฏจักร” ในธุรกิจนี้
core · เฉพาะทาง/วัฏจักร
W. R. BerkleyWRB · US
สหรัฐฯ · ประกันเฉพาะทาง (specialty)
ผู้รับประกันเฉพาะทางที่กระจายตัวในความเสี่ยงพิเศษหลากหลายชนิด ขึ้นชื่อเรื่องการรักษา combined ratio ให้ต่ำสม่ำเสมอข้ามวัฏจักร — ตัวอย่างว่าวินัยการรับประกันที่ลึกสำคัญกว่าขนาด
core · specialty
เบอร์มิวดา · รีอินชัวเรอร์ระดับโลก
หนึ่งในรีอินชัวเรอร์ใหญ่ที่รับ “หาง” ความเสี่ยงภัยพิบัติก้อนใหญ่ ปี 2025 ทำ combined ratio 91.7% ในปีที่ภัยรองสูงเป็นประวัติการณ์ — สะท้อนทั้งกำไรของตลาดแข็งและแรงกดดันจากปีภัยพิบัติหนัก
core · รีอินชัวเรอร์
RenaissanceReRNR · US
เบอร์มิวดา · ผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัติ
รีอินชัวเรอร์ที่โฟกัสความเสี่ยงภัยพิบัติเป็นหลักและขึ้นชื่อเรื่องการสร้างโมเดลความเสี่ยงของตัวเอง ปี 2025 ทำ combined ratio 87.2% — ตัวแทนของผู้รับความเสี่ยงที่ชนะด้วย “สมอง” คือการตั้งราคาภัยพิบัติแม่นกว่าคู่แข่ง
core · ผู้เชี่ยวชาญ cat
Munich ReMUV2 · DE
เยอรมนี · รีอินชัวเรอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
รีอินชัวเรอร์เบอร์หนึ่งของโลก คู่กับ Swiss Re และ Hannover Re ที่ยืนอยู่ปลายสุดของสายโซ่ — รับความเสี่ยงภัยพิบัติก้อนใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นแหล่งข้อมูล/ดัชนีความเสียหายภัยธรรมชาติที่ทั้งวงการอ้างอิง
core · เบอร์หนึ่งของโลก

06อนาคตข้างหน้า — cat bond & ตั้งราคาตามภูมิอากาศ

ทิศทางแรกคือ ตลาดทุนเข้ามารับความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อความเสียหายโตจน “กระเป๋า” ของวงการประกันรับไม่ไหว ทุนจากกองทุน-เพนชันทั่วโลกก็เข้ามาผ่าน catastrophe bond ปี 2025 ตลาด cat bond ทำสถิติทุกด้าน — ออกใหม่ $25,600 ล้าน และยอดคงค้างรวมแตะ $61,300 ล้าน (โต 24% ในปีเดียว) พร้อมผู้ออกหน้าใหม่ 15 รายซึ่งเป็นสถิติสูงสุด นี่คือสัญญาณว่าวงการประกันกับตลาดทุนกำลังหลอมรวมกันถาวร

ตลาด catastrophe bond โตทำสถิติ — ทุนตลาดทุนเข้ามาแบกความเสี่ยง
ยอดคงค้างรวมของ cat bond ทั่วโลก (พันล้านดอลลาร์) ณ สิ้นปี
ที่มา: Artemis.bm Catastrophe Bond & ILS Market Report Q4 2025 — ยอดออกใหม่ปี 2025 = $25.6B (สถิติสูงสุด)
พายุก้อนใหญ่ถูกห่อหุ้มและส่งต่อผ่านท่อนำไปยังมือนักลงทุนจำนวนมากที่ยื่นออกมารับ สื่อถึงความเสี่ยงภัยพิบัติที่ถูกแปลงเป็นพันธบัตรและกระจายไปยังตลาดทุนทั่วโลก
ภาพประกอบ (catbond.webp)
ความเสี่ยงกลายเป็นสินทรัพย์. cat bond แปลงความเสี่ยงจากเฮอริเคนหรือไฟป่าให้เป็นพันธบัตรที่กองทุนทั่วโลกซื้อได้ — กระจายความเสียหายก้อนยักษ์ออกไปให้ทุนตลาดทุนช่วยแบก

ทิศทางที่สองคือ การตั้งราคาที่ “มองอนาคต” ไม่ใช่ย้อนอดีต เดิมทีเบี้ยตั้งจากสถิติภัยในอดีต แต่เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนเร็วจนอดีตไม่ใช่ตัวแทนของอนาคต ผู้รับประกันที่เก่งจะต้องตั้งราคาตามแบบจำลองภูมิอากาศที่ปรับตามสถานการณ์โลกร้อน (climate-conditioned) ใครตั้งราคาแม่นกว่าจะได้เปรียบมหาศาล — เพราะธุรกิจนี้คือการ “พนันกับความเสี่ยง” ที่ผู้มีวินัยและข้อมูลดีที่สุดชนะ

ทิศทางที่สามคือ ประกันแบบ parametric ที่จ่ายอัตโนมัติเมื่อข้อมูลถึงเกณฑ์ (เช่นแผ่นดินไหวแรงเกินระดับ X หรือลมเกิน Y กม./ชม. จ่ายทันทีโดยไม่ต้องส่งคนไปประเมินความเสียหาย) — รูปแบบนี้ช่วยปิด “ช่องว่างการคุ้มครอง” ในตลาดเกิดใหม่ที่ประกันแบบเดิมเข้าไม่ถึง และจ่ายเงินได้เร็วในยามวิกฤต เปิดตลาดใหม่ขนาดมหาศาลให้ผู้รับความเสี่ยงที่กล้าออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

07ความท้าทายและความเสี่ยง

ธุรกิจที่ฟังดู “ยิ่งโลกร้อนยิ่งได้” กลับมีความเสี่ยงฝังลึกหลายชั้น และเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นธุรกิจที่ตั้งราคายากที่สุดอย่างหนึ่งในโลก

ความเสี่ยงข้อแรกคือ “ปีภัยพิบัติใหญ่” (the big year) ธุรกิจนี้เก็บเบี้ยน้อยๆ ทุกปี แต่จ่ายก้อนใหญ่ในปีที่หายนะมา ถ้าเฮอริเคนระดับ 5 ขึ้นฝั่งเมืองใหญ่พร้อมไฟป่าและน้ำท่วมในปีเดียวกัน กำไรสะสมหลายปีอาจหายวับในเหตุการณ์เดียว — โดยเฉพาะรีอินชัวเรอร์ที่รับ “หาง” ก้อนใหญ่สุดของทุกภัย นี่คือเหตุผลที่หุ้นกลุ่มนี้ผันผวนตามฤดูพายุ

ความเสี่ยงข้อสองคือ “ตั้งราคาผิด” (mispricing) ทั้งหมดของธุรกิจคือการเดาความเสี่ยงในอนาคตให้แม่น ถ้าโมเดลประเมินไฟป่าหรือพายุฝนฟ้าคะนองต่ำเกินจริง (ซึ่งภัยรองเหล่านี้คาดเดายากกว่าเฮอริเคนมาก) ก็จะตั้งเบี้ยต่ำเกินไป รับความเสี่ยงเข้ามามากเกินไป แล้วขาดทุนหนักเมื่อภัยมาจริง ไฟป่า LA ปี 2025 ที่ความเสียหายเกินคาดคือบทเรียนสดๆ ของความเสี่ยงข้อนี้

ความเสี่ยงข้อสามคือ “ตลาดอ่อนกลับมา” (soft market) กำไรของกลุ่มนี้เป็นวัฏจักร เมื่อทุนไหลเข้ามากดราคา (อย่างที่เห็นราคารับประกันต่อร่วง 12% ในปี 2026) ช่วงกำไรพีคก็ผ่านไป การลงทุนกลุ่มประกัน-รีอินชัวรันส์จึงต้องดูจังหวะวัฏจักรให้เป็น — ความผิดพลาดคลาสสิกคือซื้อตอนข่าวภัยพิบัติดังที่สุดและเบี้ยแพงที่สุด ซึ่งมักเป็นจังหวะใกล้จุดพีคพอดี

ความเสี่ยงข้อสี่คือ การเมือง-กฎเกณฑ์ และ “จุดที่รับประกันไม่ได้” เมื่อเบี้ยแพงจนคนเดือดร้อน รัฐมักเข้าแทรกแซงกดไม่ให้ขึ้นเบี้ยตามความเสี่ยงจริง ผลคือบริษัทประกันถอนตัว (อย่างแคลิฟอร์เนีย-ฟลอริดา) ทิ้งภาระให้กองทุนรัฐและผู้เสียภาษี ปลายทางสุดของเส้นนี้คือบางพื้นที่อาจ “รับประกันไม่ได้เลย” — ความเสี่ยงสูงเกินกว่าจะมีราคาที่ทั้งคุ้มและจ่ายไหว เมื่อนั้นมูลค่าทรัพย์สินทั้งย่านอาจดิ่ง และความเสี่ยงไหลกลับสู่ระบบการเงินวงกว้าง

บรรทัดสรุปสำหรับนักลงทุน
Property/Casualty & Reinsurance Underwriting คือ “คนแบกบิล” ของยุคภูมิอากาศแปรปรวน — กำไรใหญ่แต่เป็นวัฏจักร กุญแจสามข้อ: (1) ดูจังหวะ ตลาดแข็ง vs ตลาดอ่อน ให้เป็น (ราคารับประกันต่อเป็นมาตรวัด) ไม่ใช่ซื้อตอนเบี้ยแพงสุด · (2) มูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ วินัยในการรับประกัน (combined ratio ต่ำสม่ำเสมอ) ไม่ใช่ใครเก็บเบี้ยได้เยอะที่สุด · (3) ความเสี่ยงกำลังหลอมรวมกับตลาดทุนผ่าน cat bond — ใครเชื่อมประกันกับเงินทุนได้ดีที่สุดจะกินตลาดใหม่ก้อนใหญ่ที่สุด

สรุปสั้นๆ: node นี้คือคนที่เอาเงินจริงไปยืนรับความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อให้คนทั้งโลกสร้างชีวิตใหม่ได้หลังหายนะ — โลกที่ร้อนขึ้นทำให้บทบาทนี้สำคัญและกำไรงามขึ้น แต่ก็อันตรายขึ้นด้วย เพราะปลายทางของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่กำไร มันคือคำถามว่า เมื่อภัยพิบัติแพงเกินกว่าจะประกันได้ ใครจะเป็นคนแบกบิลก้อนสุดท้าย

ดูข้อมูล หุ้น และข่าวสดของธีมนี้ →