กพช. ขยายเป้ารับซื้อโซลาร์ภาคประชาชนเป็น 10,000 เมกะวัตต์ หุ้น GUNKUL-SSP เด่น

RegulationIndustry Impact 4
โดย HoonVision·TH·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. มีมติเห็นชอบขยายเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนทั้งแบบบนหลังคา ภาคพื้นดิน และลอยน้ำ ในรูปแบบ Net Billing จากเป้าหมายเดิม 500 เมกะวัตต์ รวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ และกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การขยายระยะเวลารับซื้อเป็น 20 ปีนี้ จะช่วยสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ในระยะยาว โดยผู้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเดิมตั้งแต่โครงการตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 และมติ กพช. เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 เป็นต้นมา รวมถึงโครงการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ภายใต้เป้าหมาย 500 เมกะวัตต์ จะได้รับการปรับระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปีเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ กพช. มอบหมายให้ กกพ. ออกและปรับปรุงระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ส่งข้อมูลการจำหน่ายและรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบเป็นปัจจุบันให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ติดตามและบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ ด้านนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน 5 ตัว โดยบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL จะได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีความพร้อมในการขยายการลงทุน และมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 8.70 บาท รองลงมาคือ บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจ Solar Rooftop แนะนำซื้อ ราคาเหมาะสมที่ 14.10 บาท นอกจากนี้ยังมอง บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG และบริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ AKR ได้รับอานิสงส์จากการขยายเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าครั้งนี้ด้วย

ผลกระทบต่อหุ้น 5

Energy Transition & Power Demand · 5 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสิกรไทยชี้ ESG จุดเปลี่ยนกำไรหุ้นไทย แนะ 10 หุ้นรับอานิสงส์

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS เปิดเผยบทวิเคราะห์ชี้ว่า ESG กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สร้างผลกระทบทางการเงินอย่างแท้จริง พร้อมเปิดโผ 10 หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านด้าน ESG โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเตรียมเปลี่ยนผ่านจากการประเมิน SET ESG Ratings ไปสู่กรอบ FTSE Russell ESG Scores ซึ่งจะเริ่มให้บริษัทจดทะเบียนรู้คะแนนตัวเองในปี 2569 และเปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สถิติเบื้องต้นจากการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ปี 2568 พบว่า บจ. ไทย 222 แห่ง มีคะแนนเฉลี่ย 3.6 จาก 5 คะแนน อยู่ในระดับ Good practice โดยกลุ่มสาธารณูปโภค การแพทย์ และน้ำมันและก๊าซ ทำคะแนนโดดเด่นที่สุด KS ระบุว่าพัฒนาการด้าน ESG กำลังเข้าสู่ระดับกฎระเบียบที่จะกระทบกำไรและ ROIC ผ่านกลไกราคาคาร์บอนที่นำร่อง 200 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า แผนทดลองระบบ ETS ในปี 2572-2573 มาตรการ EU CBAM และมาตรฐาน IFRS S1/S2 และ Thailand Taxonomy ผลการศึกษากลุ่มหุ้น SET100 พบว่าหุ้นที่มีเรตติ้ง ESG สูงไม่ได้ซื้อขายที่ PER/PBV แพงกว่าหรือมี EPS Growth สูงกว่าเสมอไป แต่ ESG ที่ดีช่วยเพิ่มความน่าลงทุนผ่านสภาพคล่องและสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติและสถาบัน โดยกรณีหุ้น DELTA ที่ถูกถอดออกจากดัชนี SETESG สะท้อนว่าเม็ดเงินจากกองทุนที่อิง ESG มีผลต่อความผันผวนของราคาระยะสั้น สำหรับ 10 หุ้นเด่นแบ่งเป็น 5 ธีม ได้แก่ กลุ่มขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน GULF BCPG และ CKP กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมสีเขียว WHA และ AMATA กลุ่มบริการข้อมูล ESG และการจัดการคาร์บอน DITTO และ BBIK กลุ่มการเงินเพื่อความยั่งยืน BAY และ TTB และกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน SCGP
impact 4

โรงงานโซลาร์ Project Crystal Sun มูลค่า 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ของเทสลาเผชิญการลงมติของคณะกรรมการโรงเรียนในเท็กซัส

เทสลากำลังผลักดันโครงการโรงงานผลิตเซลล์สุริยะมูลค่า 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ในเทศมณฑลฟอร์ตเบนด์ รัฐเท็กซัส ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Project Crystal Sun โดยคณะกรรมการโรงเรียนในเขตพื้นที่ฮิวสตันเตรียมลงมติเกี่ยวกับข้อตกลงทางภาษี เขตการศึกษาอิสระลามาร์คอนโซลิเดเต็ดมีกำหนดลงมติในวันอังคารเกี่ยวกับข้อตกลงภาษีที่เสนอ และมีรายงานว่าแหล่งที่ตั้งในฟอร์ตเบนด์เป็นหนึ่งในสองทำเลที่เทสลากำลังพิจารณา ซึ่งหมายความว่าโครงการนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะสร้างแน่นอน โรงงานแห่งนี้จะประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์มูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์และอุปกรณ์มูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ โดยเทสลาประเมินว่าจะมีตำแหน่งงานถาวรเกือบ 9,700 ตำแหน่งเมื่อเปิดดำเนินการ และจะครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งแต่แท่งซิลิคอนและเวเฟอร์ไปจนถึงเซลล์และโมดูล การผลักดันครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่เทสลาตั้งเป้าจะติดตั้งกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ 100 กิกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2028 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทะเยอทะยานที่กว้างขึ้นที่อีลอน มัสก์ระบุไว้ที่ดาวอสในเดือนมกราคมว่าเทสลาและสเปซเอ็กซ์พลอเรชันเทคโนโลยีส์คอร์ปอเรชันจะมุ่งสู่การผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ ปีละ 100 กิกะวัตต์เช่นเดียวกัน จังหวะเวลานี้น่าสนใจเพราะเทสลาหยุดจำหน่ายกระเบื้อง Solar Roof รุ่นพรีเมียมในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการยุติความพยายามที่ดำเนินมาเกือบทศวรรษ และกำลังการผลิตโมดูลพลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐฯ อยู่ที่เพียงกว่า 45 กิกะวัตต์เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ตามข้อมูลของ pv magazine
Yahoo Finance·18hอ่านต่อ →
2

เอกนัฏ ดันโซลาร์ภาคประชาชน 1 หมื่นเมกะวัตต์ เปิด Direct PPA ลดค่าไฟ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ถึงทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ภายใต้หลักสำคัญ 3 ด้าน คือ สะอาด มั่นคง และเป็นธรรม โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือการผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน กำลังผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งกันกำลังผลิตส่วนนี้ไว้สำหรับประชาชน พร้อมกำหนดขนาดติดตั้งประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน เพื่อไม่ให้กำลังผลิตกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ และเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองแล้วขายส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบเพื่อหักลดค่าไฟ ด้านเงินทุนติดตั้งระบบโซลาร์ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 140,000 บาทต่อระบบ กระทรวงพลังงานเสนอแนวทางช่วยเงินดาวน์ 50,000 บาท เหลือภาระประมาณ 90,000 บาท และเปิดช่องให้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ สำหรับภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลเดินหน้าเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดย กพช. ได้เห็นชอบแนวทางปลดล็อก Direct PPA ให้ครอบคลุมทั้ง Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดแล้ว ส่วนมาตรการลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน รัฐบาลปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าโดยแยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป พร้อมใช้อัตราค่าไฟแบบก้าวหน้า ซึ่งการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดค่าพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ PDP ฉบับใหม่จะเปิดทางให้ศึกษาพลังงานและเทคโนโลยีทางเลือกเพิ่มเติม ทั้งไฮโดรเจน พลังงานความร้อนใต้พิภพ เซลล์เชื้อเพลิง รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR เพื่อเตรียมความพร้อมด้านหลักเกณฑ์ ความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีในอนาคต