โรงงานโซลาร์ Project Crystal Sun มูลค่า 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ของเทสลาเผชิญการลงมติของคณะกรรมการโรงเรียนในเท็กซัส

Corporate ActionIndustry Impact 4
โดย Yahoo Finance·US·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

เทสลากำลังผลักดันโครงการโรงงานผลิตเซลล์สุริยะมูลค่า 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ในเทศมณฑลฟอร์ตเบนด์ รัฐเท็กซัส ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Project Crystal Sun โดยคณะกรรมการโรงเรียนในเขตพื้นที่ฮิวสตันเตรียมลงมติเกี่ยวกับข้อตกลงทางภาษี เขตการศึกษาอิสระลามาร์คอนโซลิเดเต็ดมีกำหนดลงมติในวันอังคารเกี่ยวกับข้อตกลงภาษีที่เสนอ และมีรายงานว่าแหล่งที่ตั้งในฟอร์ตเบนด์เป็นหนึ่งในสองทำเลที่เทสลากำลังพิจารณา ซึ่งหมายความว่าโครงการนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะสร้างแน่นอน โรงงานแห่งนี้จะประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์มูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์และอุปกรณ์มูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ โดยเทสลาประเมินว่าจะมีตำแหน่งงานถาวรเกือบ 9,700 ตำแหน่งเมื่อเปิดดำเนินการ และจะครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งแต่แท่งซิลิคอนและเวเฟอร์ไปจนถึงเซลล์และโมดูล การผลักดันครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่เทสลาตั้งเป้าจะติดตั้งกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ 100 กิกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2028 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทะเยอทะยานที่กว้างขึ้นที่อีลอน มัสก์ระบุไว้ที่ดาวอสในเดือนมกราคมว่าเทสลาและสเปซเอ็กซ์พลอเรชันเทคโนโลยีส์คอร์ปอเรชันจะมุ่งสู่การผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ ปีละ 100 กิกะวัตต์เช่นเดียวกัน จังหวะเวลานี้น่าสนใจเพราะเทสลาหยุดจำหน่ายกระเบื้อง Solar Roof รุ่นพรีเมียมในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการยุติความพยายามที่ดำเนินมาเกือบทศวรรษ และกำลังการผลิตโมดูลพลังงานแสงอาทิตย์ของสหรัฐฯ อยู่ที่เพียงกว่า 45 กิกะวัตต์เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ตามข้อมูลของ pv magazine

ผลกระทบต่อหุ้น 2

Energy Transition & Power Demand · 1 หุ้น
Tesla Inc
TSLA
▲ บวกเงินทุนความเกี่ยวข้อง

Tesla is pursuing a $10.1 billion solar-cell manufacturing plant (Project Crystal Sun) with a Texas school board voting on the tax arrangement.

Space Economy · 1 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กสิกรไทยชี้ ESG จุดเปลี่ยนกำไรหุ้นไทย แนะ 10 หุ้นรับอานิสงส์

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS เปิดเผยบทวิเคราะห์ชี้ว่า ESG กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สร้างผลกระทบทางการเงินอย่างแท้จริง พร้อมเปิดโผ 10 หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านด้าน ESG โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเตรียมเปลี่ยนผ่านจากการประเมิน SET ESG Ratings ไปสู่กรอบ FTSE Russell ESG Scores ซึ่งจะเริ่มให้บริษัทจดทะเบียนรู้คะแนนตัวเองในปี 2569 และเปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สถิติเบื้องต้นจากการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ปี 2568 พบว่า บจ. ไทย 222 แห่ง มีคะแนนเฉลี่ย 3.6 จาก 5 คะแนน อยู่ในระดับ Good practice โดยกลุ่มสาธารณูปโภค การแพทย์ และน้ำมันและก๊าซ ทำคะแนนโดดเด่นที่สุด KS ระบุว่าพัฒนาการด้าน ESG กำลังเข้าสู่ระดับกฎระเบียบที่จะกระทบกำไรและ ROIC ผ่านกลไกราคาคาร์บอนที่นำร่อง 200 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า แผนทดลองระบบ ETS ในปี 2572-2573 มาตรการ EU CBAM และมาตรฐาน IFRS S1/S2 และ Thailand Taxonomy ผลการศึกษากลุ่มหุ้น SET100 พบว่าหุ้นที่มีเรตติ้ง ESG สูงไม่ได้ซื้อขายที่ PER/PBV แพงกว่าหรือมี EPS Growth สูงกว่าเสมอไป แต่ ESG ที่ดีช่วยเพิ่มความน่าลงทุนผ่านสภาพคล่องและสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติและสถาบัน โดยกรณีหุ้น DELTA ที่ถูกถอดออกจากดัชนี SETESG สะท้อนว่าเม็ดเงินจากกองทุนที่อิง ESG มีผลต่อความผันผวนของราคาระยะสั้น สำหรับ 10 หุ้นเด่นแบ่งเป็น 5 ธีม ได้แก่ กลุ่มขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน GULF BCPG และ CKP กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมสีเขียว WHA และ AMATA กลุ่มบริการข้อมูล ESG และการจัดการคาร์บอน DITTO และ BBIK กลุ่มการเงินเพื่อความยั่งยืน BAY และ TTB และกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียน SCGP
2

เอกนัฏ ดันโซลาร์ภาคประชาชน 1 หมื่นเมกะวัตต์ เปิด Direct PPA ลดค่าไฟ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ถึงทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศผ่านแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ภายใต้หลักสำคัญ 3 ด้าน คือ สะอาด มั่นคง และเป็นธรรม โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือการผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน กำลังผลิตรวม 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งกันกำลังผลิตส่วนนี้ไว้สำหรับประชาชน พร้อมกำหนดขนาดติดตั้งประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน เพื่อไม่ให้กำลังผลิตกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ และเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองแล้วขายส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบเพื่อหักลดค่าไฟ ด้านเงินทุนติดตั้งระบบโซลาร์ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 140,000 บาทต่อระบบ กระทรวงพลังงานเสนอแนวทางช่วยเงินดาวน์ 50,000 บาท เหลือภาระประมาณ 90,000 บาท และเปิดช่องให้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ สำหรับภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลเดินหน้าเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดย กพช. ได้เห็นชอบแนวทางปลดล็อก Direct PPA ให้ครอบคลุมทั้ง Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดแล้ว ส่วนมาตรการลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน รัฐบาลปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าโดยแยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป พร้อมใช้อัตราค่าไฟแบบก้าวหน้า ซึ่งการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดค่าพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตั้งแต่รอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ PDP ฉบับใหม่จะเปิดทางให้ศึกษาพลังงานและเทคโนโลยีทางเลือกเพิ่มเติม ทั้งไฮโดรเจน พลังงานความร้อนใต้พิภพ เซลล์เชื้อเพลิง รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR เพื่อเตรียมความพร้อมด้านหลักเกณฑ์ ความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานรองรับเทคโนโลยีในอนาคต

INVX ชี้กฎดาต้าเซ็นเตอร์ชัด ดันหุ้นพลังงานสะอาด-นิคมฯ แนะนำ Selective Buy

นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX ระบุว่า ความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรกมีมติเร่งบูรณาการข้อมูลและข้อกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Single Dashboard เพื่อวางกรอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน โดยกำหนดเกณฑ์ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 2 MW เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งทางตรงและทางอ้อม และกำหนดเงื่อนไขพลังงานที่เข้มงวดเพื่อสนับสนุน Green Data Center ทั้งการแยกประเภทอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม การบังคับใช้สัดส่วนพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อตอบโจทย์ Net Zero และการคุมเข้มมาตรฐานระบบสำรองไฟ พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และเตรียมใช้มาตรการเด็ดขาดระงับการจัดสรรน้ำและไฟฟ้าสำหรับโครงการที่ยังไม่ก่อสร้างหากไม่ผ่านเกณฑ์ InnovestX ประเมินว่านโยบายที่ชัดเจนขึ้นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ กลุ่มพลังงานสะอาด ซึ่งข้อบังคับการใช้พลังงานสะอาดขั้นต่ำ 60% จะเปลี่ยนภาพจากทางเลือกเป็นความจำเป็น กระตุ้นความต้องการจริงอย่างก้าวกระโดด และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งการจัดดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการอุตสาหกรรมจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ไหลเข้าสู่นิคมฯ ชั้นนำที่มีความพร้อมด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid และการจัดการสิ่งแวดล้อม ทิ้งห่างนิคมฯ ที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy โดยเน้นสะสมหุ้นกลุ่มผู้นำใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เน้นบริษัทมีโครงข่ายไฟฟ้าระดับ Smart Grid ที่เสถียรพอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier 3-4 มีการร่วมทุนกับบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ และมีระบบบริหารจัดการน้ำหมุนเวียนของตนเอง คือ AMATA และ WHA ขณะที่กลุ่มพลังงานสะอาดเน้นบริษัทที่มีความคืบหน้าในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทางตรงหรือ Direct PPA กับกลุ่ม Hyperscaler ระดับโลก มีคะแนน ESG และ Green Certificate สูง และมีการลงทุนเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานหรือ BESS เพื่อรักษาความเสถียรของไฟฟ้าที่ส่งให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM รวมทั้งผู้รับจ้างวางระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงอย่าง GUNKUL
ทันหุ้น·1dอ่านต่อ →