← Materials

Construction Materials

บริษัทที่ผลิตวัสดุพื้นฐานสำหรับก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ คอนกรีต อิฐ และหิน-ทราย ที่ใช้สร้างบ้าน ถนน และสะพาน

News moving Construction Materials
Construction Materials

โบรกคงแนะซื้อ SCC เป้า 310 บาท หลัง ROC กลับมาเดินเครื่อง 17 ก.ย. 2569

ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส คงคำแนะนำซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC พร้อมให้ราคาเหมาะสมที่ 310 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าการกลับมาเดินเครื่องของโรงงานโอเลฟินส์ของบริษัทระยองโอเลฟินส์ หรือ ROC อีกครั้งในวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังหยุดเดินเครื่องชั่วคราวตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา จะช่วยลดความไม่แน่นอนของธุรกิจปิโตรเคมี และเป็นปัจจัยสำคัญรองรับแผนหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ หรือ MOC ในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ SCC ยังรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ ขณะที่ไตรมาส 4 ของปีโดยปกติเป็นช่วง Low Season ของอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงด้านปริมาณขายที่ลดลงไม่มากนัก และสนับสนุนมุมมองว่า ROC มีโอกาสเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่องหลังการ Restart ครั้งนี้ ปัจจัยหนุนมูลค่าในระยะถัดไปยังมาจากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านโครงการ LSPE Ethane และ CBM Transformation รวมถึงโอกาสการสร้าง Synergy จากความร่วมมือระหว่าง SCGC และ PTTGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่าหากดีลดังกล่าวนำไปสู่การรวมศักยภาพการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ตามที่ตลาดคาดหวัง จะช่วยยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในระยะยาว และสร้างความยืดหยุ่นมากขึ้นท่ามกลางภาวะอุปทานส่วนเกินของอุตสาหกรรมโลก แม้ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2570-2571 แต่การสร้าง Synergy และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานมีโอกาสช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อส่วนต่างกำไรและสนับสนุนการฟื้นตัวของผลประกอบการได้ในระยะถัดไป
ทันหุ้น·4hอ่านต่อ →
Construction Materials

หยวนต้าคงแนะนำซื้อ TASCO เป้า 19.40 บาท แม้ Q3/69 อ่อนแอ

บล.หยวนต้า ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO โดยระบุว่าการกลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาเปิด Upside ระยะยาว แต่แนวโน้มไตรมาส 3/2569 ยังท้าทาย บริษัทให้มุมมองว่าปริมาณยอดขายยางมะตอยจะชะลอตัวทั้ง QoQ และ YoY จากยอดขายในประเทศที่อ่อนแอเพราะเข้าสู่ฤดูฝนและจังหวะเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐปลายปีงบ 2569 ชะลอลง แม้งบลงทุนคงเหลือรอเบิกจ่ายยังสูงถึง 239,000 ล้านบาท หรือ 31% ของวงเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่ยอดขายต่างประเทศทรงตัวถึงอ่อนตัวเล็กน้อย เพราะราคายางมะตอยต่างประเทศปรับขึ้นเหนือ 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน สูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้ลูกค้าชะลอสั่งซื้อ บริษัทยังคงเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 1.1-1.2 ล้านตัน โดยครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 0.53 ล้านตัน คิดเป็นราว 44-48% ของเป้าทั้งปี ด้านธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคาดทรงตัวจากไตรมาส 2 โดยผู้บริหารคงเป้ารับรู้รายได้ครึ่งปีหลัง 2569 ราว 2,500 ล้านบาท เพิ่ม 88% HoH และ 117% YoY และ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 มี Backlog 6,200 ล้านบาท สำหรับการนำเข้าน้ำมันดิบเวเนซุเอลา บริษัทนำเข้า Lot ที่ 1 ปริมาณ 6-7 แสนบาร์เรล ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 และ Lot ที่ 2 ปริมาณ 8-9 แสนบาร์เรล กลางเดือนสิงหาคม 2569 ทั้งสองครั้งยังเป็นสัญญาแบบ Lot-by-Lot ผ่านคนกลาง ไม่ใช่สัญญาระยะยาวโดยตรงกับ PDVSA โดยการกลับมานำเข้าจะหนุน Asphalt Yield สูงขึ้นราว 10-15% เทียบกับการใช้น้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 1,563 ล้านบาท เพิ่ม 57.3% YoY และปี 2570 ที่ 1,935 ล้านบาท เพิ่ม 23.8% YoY พร้อมคงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2570 ที่ 19.40 บาท คาดจ่ายปันผลปี 2569 ที่ 1.00 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.9% จึงคงคำแนะนำ ซื้อ
ทันหุ้น·1dอ่านต่อ →
Construction Materials

หยวนต้าคงคำแนะนำซื้อ TASCO เป้า 19.40 บาท ชูปันผล 5.9%

บล.หยวนต้า ระบุว่า บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ได้กลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลา โดยนำเข้า Lot ที่ 1 ปริมาณ 6-7 แสนบาร์เรล ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2026 และ Lot ที่ 2 ปริมาณ 8-9 แสนบาร์เรล ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 ซึ่งทั้งสองครั้งยังเป็นการทำสัญญาแบบ Lot-by-Lot ผ่านคนกลาง ไม่ใช่สัญญาระยะยาวโดยตรงกับ PDVSA การกลับมานำเข้าครั้งนี้จะช่วยหนุนให้ Asphalt Yield ของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นราว 10-15% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดิบจากแหล่งอื่น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าแนวโน้มกำไร 3Q26 ยังคงอ่อนแอ จากปริมาณยอดขายยางมะตอยที่ชะลอตัวทั้ง QoQ และ YoY โดยยอดขายในประเทศกดดันจากฤดูฝนและจังหวะเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ชะลอลง โดยงบรายจ่ายลงทุนที่ยังเหลือรอเบิกจ่ายอยู่ในระดับสูงที่ 239,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 31% ของวงเงินรายจ่ายลงทุนทั้งหมด ขณะที่ราคายางมะตอยต่างประเทศปรับขึ้นเหนือ 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้ลูกค้าต่างประเทศเริ่มชะลอการสั่งซื้อ บริษัทยังคงเป้ายอดขายปี 2026 ไว้ที่ 1.1-1.2 ล้านตัน โดย 1H26 ทำได้แล้ว 0.53 ล้านตัน คิดเป็นราว 44-48% ของเป้าทั้งปี และมี Backlog ณ สิ้น 2Q26 อยู่ที่ 6,200 ล้านบาท ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปี 2026 และ 2027 ไว้ที่ 1,563 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.3% YoY และ 1,935 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.8% YoY ตามลำดับ พร้อมคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2027 ที่ 19.40 บาท และคาดบริษัทจ่ายปันผลปี 2026 ที่ 1.00 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.9% จึงคงคำแนะนำ ซื้อ
Construction Materials

SCC เด้ง 3% หลัง ROC กลับมาเดินเครื่อง KSS คงเป้า 315 บาท

หุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ปรับขึ้น 2.70% มาอยู่ที่ 266.00 บาท หลังบริษัทประกาศกลับมาเดินเครื่องผลิตโรง ROC ซึ่งมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ประมาณ 1.35 ล้านตันต่อปี ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกตะวันออกกลาง อาทิ มาเลเซีย แอฟริกา และแหล่งอื่น ๆ ได้เพียงพอสำหรับการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ SCC ตั้งเป้าอัตราการใช้กำลังการผลิตรวมกับโรง MOC ซึ่งมีกำลังการผลิตประมาณ 2.05 ล้านตันต่อปี ไว้ที่มากกว่า 80% ใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดสงคราม บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่าการกลับมาเดินเครื่อง ROC ได้ภายในช่วงปลายไตรมาส 3/2569 เป็นไปตามเป้าหมายของบริษัท และยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SCC ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 315 บาท พร้อมยกให้เป็นหนึ่งในหุ้นเด่น โดยคาดว่ากำไรปกติของ SCC ในช่วงปี 2569-2571 จะเติบโตเฉลี่ย 110% ต่อปี
Construction Materials

SCC นำตลาดหุ้นไทย บวก 3.09% โบรกกรุงศรีคงแนะนำซื้อ เป้า 315 บาท

หุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ปรับขึ้น 3.09% มาอยู่ที่ 267 บาท เพิ่มขึ้น 8.00 บาท นำตลาดหุ้นไทย หลังบริษัทกลับมาเปิดผลิตโรงงานระยองโอเลฟินส์ หรือ ROC ได้ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2569 ตามแผน หลังจากจัดหา Feedstock จากนอกตะวันออกกลาง เช่น มาเลเซีย แอฟริกา และแหล่งอื่น ๆ ได้เพียงพอสำหรับการผลิตต่อเนื่อง โดยบล.กรุงศรี หรือ KSS คงคำแนะนำ Buy และราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 315 บาทต่อหุ้น จากราคาปิด 259 บาท คิดเป็น Upside/Downside +22% พร้อมจัด SCC เป็นหนึ่งใน Top Picks ของกลุ่ม KSS มองว่าการกลับมาเปิดผลิต ROC สะท้อนแนวโน้มที่บริษัทสามารถเดินเครื่องและทำกำไรได้ แม้อยู่ในช่วงที่ราคา Feedstock ผันผวน และการยกเลิก Force Majeure อาจสะท้อนว่าการศึกษา JV ธุรกิจโอเลฟินส์ร่วมกับ PTTGC อาจมีทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องลดอัตราการเดินเครื่องโรงงาน สำหรับ ROC มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 1.35 ล้านตันต่อปี ขณะที่โรง MOC มีกำลังการผลิต 2.05 ล้านตันต่อปี โดยบริษัทตั้งเป้าอัตราการผลิตรวมของ ROC และ MOC ที่มากกว่า 80% ใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดสงคราม KSS คาดกำไรปกติของ SCC อยู่ที่ 18,892 ล้านบาทในปี 2569, 23,895 ล้านบาทในปี 2570 และ 34,140 ล้านบาทในปี 2571 หรือเติบโต 409.04% ในปี 2569, 26.48% ในปี 2570 และ 42.88% ในปี 2571 ขณะที่คาด EBITDA อยู่ที่ 51,109 ล้านบาท, 55,156 ล้านบาท และ 66,404 ล้านบาท ตามลำดับ และคาดปริมาณขายเติบโตเฉลี่ย 10% ในปี 2569-2571 จากโรง LSP โดยโครงการอีเทนคาดเริ่ม COD ในช่วง 2H27F
Construction Materials

SCC บวก 2.70% หลัง ROC รีสตาร์ทโรงงานโอเลฟินส์ 17 ก.ย. 2569

หุ้น SCC ปรับขึ้น 2.70% หรือ 7.00 บาท มาที่ 266.00 บาท เมื่อเวลา 10.10 น. ด้วยมูลค่าซื้อขาย 308.35 ล้านบาท จากราคาเปิด 262.00 บาท ราคาสูงสุด 266.00 บาท และราคาต่ำสุด 261.00 บาท หลังบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC กลับมาเปิดผลิตโรงงานโอเลฟินส์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2569 หลังยกเลิกสภาวะสุดวิสัย บล.กรุงศรีมองเป็นบวกต่อการกลับมาผลิตครั้งนี้ สะท้อนแนวโน้มการเปิดผลิตที่ทำกำไรได้ แม้ราคา feedstock ผันผวนและ supply chain ยังไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง และอาจสะท้อนว่าการศึกษา JV ธุรกิจโอเลฟินส์ร่วมกับ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC อาจมีทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์ในช่วงวงจรอัตรากำไรปิโตรเคมีฟื้นตัว ทั้งนี้ กรุงศรีคงคำแนะนำซื้อหุ้น SCC ราคาเป้าหมายปี 70 ที่ 315 บาทต่อหุ้น และเป็นหนึ่งใน top picks คาดกำไรปกติปี 69-71 โต 110% CAGR ได้ประโยชน์เด่นจากวงจรฟื้นตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นหลังโครงการอีเทนเริ่ม COD ใน H2/70 รวมถึงเป็นผู้เดียวในกลุ่มปิโตรเคมีที่มีการขยายกำลังการผลิต คาดปริมาณขายโตเฉลี่ย 10% ในปี 69-71
Construction Materials

SCC เปิดผลิตโรง ROC 17 ก.ย. 26 หลังจัดหา feedstock นอกตะวันออกกลางได้

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ประกาศกลับมาเปิดผลิตโรง ROC ซึ่งมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ 1.35 mta ตั้งแต่ 17 ก.ย. 26 หลังจากสามารถจัดหา feedstock นอกตะวันออกกลางจากมาเลเซีย แอฟริกา และแหล่งอื่นๆ ได้เพียงพอกับการผลิตต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าอัตราการผลิตหรือ u-rate รวมโรง MOC ซึ่งมีกำลังการผลิต 2.05 mta ไว้มากกว่า 80% ใกล้เคียงช่วงก่อนสงคราม บล.กรุงศรี มองเป็นบวกต่อการกลับมาเปิดผลิตโรง ROC ได้ภายในปลาย 3Q26 ตามเป้าของบริษัท เพราะสะท้อนแนวโน้มการเปิดผลิตทำกำไรได้แม้ราคา feedstock ผันผวน และการยกเลิก force majeure อาจสะท้อนว่าการศึกษา JV ธุรกิจโอเลฟินส์ร่วมกับ PTTGC มีตัวเลือกที่ไม่จำเป็นต้องลด run โรงผลิต ทั้งนี้ บล.กรุงศรี คงคำแนะนำ Buy ที่ TP27F 315 บาท และเป็นหนึ่งใน top pick คาดปริมาณขายโตเฉลี่ย 10% ใน 2026-28 จากโรง LSP และกำไรปกติ 2026-28 เติบโต 110% CAGR
Construction Materials

SCC กลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์ ROC แล้ว โบรกฯ คงแนะนำซื้อ เป้า 332 บาท

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งว่าบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC ได้กลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ย.69 หลังจากหยุดเดินโรงงานชั่วคราวจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC ระบุว่า ROC ได้เริ่มกระบวนการเดินเครื่องโรงงานสำเร็จหลังประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว ด้านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง มองเป็นบวกต่อข่าวดังกล่าว เพราะการกลับมาเดินเครื่องของ ROC จะช่วยทดแทนกำลังการผลิตโอเลฟินส์ของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ หรือ MOC ที่จะลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาส 4/69 ทำให้ปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ในไตรมาส 4/69 ทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 3/69 และช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 332 บาท
อีไฟแนนซ์ไทย·1dอ่านต่อ →
Construction Materials

SCC กลับมาเดินเครื่อง ROC หลังหยุดยาวตั้งแต่มีนาคม โบรกคงเป้า 310 บาท

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าโรงงานโอเลฟินส์ของบริษัทรายองโอเลฟินส์ หรือ ROC ได้กลับมาเปิดดำเนินการตามปกติอีกครั้งในวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังหยุดเดินเครื่องชั่วคราวตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจากเหตุสุดวิสัย อันเป็นผลจากปัญหาการจัดหาวัตถุดิบ Naphtha หลังการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยคาดว่าอัตราการเดินเครื่องจะทยอยกลับสู่ระดับ 80-85% ใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ฝ่ายวิจัยของบล.เอเชีย พลัส มองว่าการกลับมาเดินเครื่องของ ROC เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับแผนหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงงาน MOC ในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ SCC ยังรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือความคืบหน้าการศึกษาความร่วมมือระหว่าง SCGC และ PTTGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนกันยายน ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำซื้อ ราคาเหมาะสม 310 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าการกลับมาเดินเครื่อง ROC ช่วยลดความไม่แน่นอนของธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ปัจจัยหนุนมูลค่าในระยะถัดไปยังมาจากโครงการ LSPE Ethane และ CBM Transformation รวมถึงโอกาสการสร้าง Synergy จากความร่วมมือระหว่าง SCGC และ PTTGC
Construction Materials

SCC ปลดล็อกกังวล โรงงาน ROC กลับมาเดินเครื่อง หนุนคำแนะนำซื้อเป้า 310 บาท

บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งว่าโรงงานโอเลฟินส์ของบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC ได้เริ่มกระบวนการเดินเครื่องสำเร็จเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังหยุดเดินโรงงานชั่วคราวจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 และได้ประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่าการกลับมาเดินเครื่องของ ROC เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับแผนหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงงาน MOC ในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ SCC ยังรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้ ขณะที่ไตรมาส 4/69 ซึ่งปกติเป็น Low Season ของอุตสาหกรรม มีความเสี่ยงด้านปริมาณขายที่ลดลงไม่มากนัก และสนับสนุนมุมมองว่า ROC มีโอกาสเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่องหลังการ Restart ครั้งนี้ อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือความคืบหน้าการศึกษาความร่วมมือระหว่าง SCGC และ PTTGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนกันยายน หากนำไปสู่การรวมศักยภาพการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ตามที่ตลาดคาดหวัง จะช่วยยกระดับความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในระยะยาว แม้ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ที่จะทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงปี 2570-2571 ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสม 310 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าการกลับมาเดินเครื่อง ROC ช่วยลดความไม่แน่นอนของธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ปัจจัยหนุนมูลค่าระยะถัดไปยังมาจากโครงการ LSPE Ethane และ CBM Transformation และโอกาสการสร้าง Synergy จากความร่วมมือระหว่าง SCGC และ PTTGC
Construction Materials

SCC กลับมาเดินเครื่องโรงโอเลฟินส์ระยอง หลังหยุดชั่วคราวจากผลกระทบตะวันออกกลาง

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เปิดเผยว่า บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC ได้เริ่มกระบวนการเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์สำเร็จเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 แล้ว หลังจากการประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อย ทั้งนี้ SCC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ว่าได้หยุดเดินโรงงานโอเลฟินส์ของ ROC เป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
Construction Materials

SCC แจ้ง ROC กลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์ 17 ก.ย.69 หลังหยุด 6 เดือน

บริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทระยองโอเลฟินส์ หรือ ROC ได้เริ่มกระบวนการเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์สำเร็จเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว การกลับมาเดินเครื่องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังโรงงานหยุดเดินเครื่องชั่วคราวเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 รวมระยะเวลาหยุดประมาณ 6 เดือน โดยการหยุดดังกล่าวมีสาเหตุจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย เป็นผู้แจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
Construction Materials

SCC แจ้ง ROC เดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์กลับมาสำเร็จแล้ว

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า โรงงานโอเลฟินส์ของบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC ได้เริ่มกระบวนการเดินเครื่องสำเร็จเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 แล้ว นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ SCC ระบุว่า การกลับมาเดินเครื่องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทได้ประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้ SCC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ว่า ROC ได้หยุดเดินโรงงานโอเลฟินส์เป็นการชั่วคราวเนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
Construction Materials

SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ROC กลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์สำเร็จ 17 ก.ย.69

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ได้เริ่มกระบวนการกลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์อีกครั้ง และสามารถดำเนินการได้สำเร็จเมื่อวันที่ 17 ก.ย.69 หลังจากก่อนหน้านี้ได้หยุดเดินเครื่องโรงงานดังกล่าวเป็นการชั่วคราว ซึ่ง SCC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ไว้เมื่อวันที่ 10 มี.ค.69 ว่าเหตุที่ต้องหยุดเดินเครื่องเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง การกลับมาเดินเครื่องครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย SCC ระบุว่าสะท้อนถึงความพร้อมของบริษัทในการกลับมาดำเนินการผลิตตามปกติ ภายหลังผ่านการตรวจสอบความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการปฏิบัติการและความปลอดภัย
Construction Materials

SCC แจ้ง ROC กลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์สำเร็จ หลังหยุดกว่า 190 วัน

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งว่า บริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC ได้เริ่มกระบวนการเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์อีกครั้ง และดำเนินการสำเร็จเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากหยุดเดินโรงงานเป็นการชั่วคราวเนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมระยะเวลาหยุดชั่วคราวกว่า 190 วัน การกลับมาเดินเครื่องครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลัง ROC ประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้านี้ SCC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับการหยุดเดินโรงงานโอเลฟินส์เป็นการชั่วคราวจากสถานการณ์ดังกล่าว และ ROC ได้เริ่มกระบวนการเดินเครื่องโรงงานเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 และสามารถดำเนินการเดินเครื่องได้สำเร็จตามที่บริษัทแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
Construction Materials

จีน巨石และหูหนานหยู่เหนิงเปิดเผยการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นในวันเดียวกัน หุ้น CATL ลดลงต่ำกว่า 5%

ค่ำวันที่ 17 กันยายน จีน巨石และหูหนานหยู่เหนิงต่างประกาศการเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ถือหุ้น โดยทั้งสองบริษัทถูกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ลดสัดส่วนการถือหุ้น จีน巨石เปิดเผยว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสอง บริษัท เจิ้นฉือ โฮลดิ้ง กรุ๊ป จำกัด ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นผ่านการซื้อขายแบบรวมคำสั่งระหว่างวันที่ 15 ถึง 17 กันยายน 2026 จำนวน 28.3264 ล้านหุ้น ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเปลี่ยนแปลงถึงระดับ 1% โดยการถือหุ้นโดยตรงลดลงจาก 727 ล้านหุ้น คิดเป็น 18.16% เหลือ 699 ล้านหุ้น คิดเป็น 17.46% และเมื่อรวมกับผู้ถือหุ้นที่กระทำร่วมกัน ได้แก่ จาง ยู่เฉียง และจาง เจี้ยนคาน สัดส่วนการถือหุ้นรวมลดลงจาก 18.50% เหลือ 17.79% หูหนานหยู่เหนิงประกาศว่า ผู้ถือหุ้น CATL ได้ลดสัดส่วนการถือหุ้นรวม 17.4597 ล้านหุ้น ผ่านการซื้อขายแบบรวมคำสั่งและการซื้อขายแบบบล็อกระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน ถึง 16 กันยายน 2026 คิดเป็น 2.06% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดในปัจจุบันของบริษัท สัดส่วนการถือหุ้นลดลงจาก 7.09632% เหลือ 4.99999% และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นเกิน 5% ของบริษัทอีกต่อไป การลดสัดส่วนการถือหุ้นของ CATL ครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากความต้องการบริหารจัดการเงินทุนของบริษัทเองและการจัดการลงทุนตามปกติ บริษัทระบุว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกัน และแผนการลดสัดส่วนการถือหุ้นนี้ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ทั้งสองบริษัทต่างระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสิทธิครั้งนี้จะไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุมหรือผู้ควบคุมที่แท้จริงเปลี่ยนแปลง และจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างการกำกับดูแลและการดำเนินงานต่อเนื่องของบริษัท
为振石集团于2024年11月23日至20·2dอ่านต่อ →
Construction Materials

SCGD ตั้งเป้า 5 ปี EBITDA 4,500 ล้านบาท ดัน EPS โต 2 เท่า

บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ประกาศแผน 5 ปี ตั้งเป้าหมาย EBITDA แตะ 4,500 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 2 เท่า ภายในปี 2574 พร้อมตั้งเป้า EBITDA ระยะใกล้ที่ 3,500 ล้านบาทในปี 2571 โดยมี 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายสู่ธุรกิจสินค้าใหม่ การยกระดับกำไรจากการรวมศูนย์การผลิตในอาเซียน และการคว้าโอกาสการเติบโตที่เวียดนาม พร้อมกับให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและยกระดับความสามารถในการทำกำไรดีขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ด้านกลุ่มสินค้าใหม่มียอดขายเติบโตมากกว่า 90% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และบริษัทได้ร่วมทุนด้าน Smart Toilet กับ AXENT ผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะระดับโลกจากประเทศจีน สำหรับประเทศไทย SCGD อยู่ระหว่างดำเนินโครงการ Plant Consolidation เพื่อรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและ Glazed Porcelain คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2570 และสร้าง EBITDA เพิ่มประมาณ 380 ล้านบาทต่อปีหลังดำเนินการเต็มรูปแบบ ขณะที่เวียดนาม SCGD วางบทบาทให้เป็นทั้งฐานการผลิตและส่งออก โดย PRIME ประเทศเวียดนาม เป็นผู้นำในธุรกิจกระเบื้องที่เข้าใจผู้บริโภคเวียดนามมากว่า 25 ปี มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5,000 SKUs และได้รับรางวัล Top Influential Brand 2568
ทันหุ้น·3dอ่านต่อ →
Construction Materials

Claus Ehrenbeck ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ Wienerberger

Claus Ehrenbeck จะเข้ารับตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ Wienerberger AG ในวันที่ 15 กันยายน 2026 สืบต่อจาก Therese Jander และจะรายงานตรงต่อ Dagmar Steinert ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ในตำแหน่งนี้ Ehrenbeck จะรับผิดชอบกิจกรรมนักลงทุนสัมพันธ์และการสื่อสารกับตลาดทุนของ Wienerberger Gerhard Hanke ประธานเจ้าหน้าที่บริหารชั่วคราวกล่าวว่าผลงานที่พิสูจน์แล้วของ Ehrenbeck ในด้านนักลงทุนสัมพันธ์และประสบการณ์ระดับนานาชาติที่กว้างขวางของเขาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการกระชับบทสนทนากับตลาดทุนทั่วโลก Ehrenbeck สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก และปริญญาเอกสาขาเคมีเชิงฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยคาร์ลสรูเออ ซึ่งสำเร็จในปี 1995 และเริ่มต้นอาชีพในฐานะนักวิเคราะห์หุ้นที่ HypoVereinsbank AG ในเมืองมิวนิก ต่อมาเขาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ที่ AIXTRON AG, HOCHTIEF AG และ thyssenkrupp AG ซึ่งเขาทำงานอยู่เกือบ 20 ปี และตั้งแต่ปี 2025 ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาอิสระให้คำแนะนำแก่ทีมผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรกและนักลงทุนสัมพันธ์
Construction Materials

Smith-Midland คว้าสัญญากองทัพเรือที่นิวพอร์ตนิวส์ มูลค่า 2.2 ล้านดอลลาร์

บริษัท Smith-Midland Corporation ได้รับสัญญามูลค่า 2.2 ล้านดอลลาร์ เพื่อผลิตและจัดหาผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับอาคารปฏิบัติการและสำนักงานแห่งใหม่ที่ Newport News Shipbuilding ในเมืองนิวพอร์ตนิวส์ รัฐเวอร์จิเนีย ภายใต้สัญญานี้ บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาด NASDAQ จะผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปทางสถาปัตยกรรม SlenderWall ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปทางสถาปัตยกรรม และระบบบันไดคอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับอาคารดังกล่าว ซึ่งจะรองรับโครงการปลดประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ Smith-Midland จะผลิตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่โรงงานของบริษัทในเมืองมิดแลนด์ รัฐเวอร์จิเนีย โดยกำหนดเริ่มการผลิตในเดือนตุลาคม 2569 และคาดว่าจะเริ่มติดตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยทำงานร่วมกับ Hourigan Construction แมทธิว สมิธ รองประธานฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่าสัญญานี้ตอกย้ำกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทในการขยายการดำเนินงานในงานก่อสร้างที่สำคัญต่อภารกิจ ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม โครงการนี้ใช้แผ่นฉนวน SlenderWall ที่ออกแบบสีตามความต้องการเฉพาะและพื้นผิวทางสถาปัตยกรรมแบบกัดกรด พร้อมด้วยหอบันไดคอนกรีตสำเร็จรูปและขั้นบันได
Smith-Midland·3dอ่านต่อ →
Construction Materials

กรุงศรีลดคำแนะนำ TASCO เป็นถือ หลังราคาวิ่งขึ้น 25%

บล.กรุงศรี ปรับลดคำแนะนำหุ้นบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO ลงมาอยู่ที่ "ถือ" จากเดิม "ซื้อ" เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา 25% นับตั้งแต่มีความคืบหน้าการกลับมาซื้อน้ำมันจากเวเนซุเอลา จึงทำให้ราคาเหลือ upside ที่จำกัด จากราคาเป้าหมายที่ประเมินไว้ที่ 18.90 บาท ฝ่ายวิจัยกรุงศรีคงประมาณการกำไรปี 2569 ของ TASCO อยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากฐานต่ำในปีก่อน และกำหนดสมมติฐานปริมาณขายปีนี้ที่ 1.13 ล้านตันใกล้เคียงเดิม ขณะที่ผลดำเนินงานไตรมาส 3/69 คาดว่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี จากปริมาณขายที่ลดลง YoY และ QoQ จากทั้งในไทยและต่างประเทศที่ลูกค้าชะลอหลังผ่านช่วงก่อสร้าง และจะเร่งตัวในไตรมาส 4/69 ด้าน TASCO เผยสามารถซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาเป็นครั้งที่ 2 ส่งมอบ ส.ค.ที่ผ่านมา ขนาดราว 9 แสนบาร์เรล มากกว่ารอบแรกที่ขนาด 6 แสนบาร์เรล โดยยังเป็นการซื้อผ่านคนกลาง และรูปแบบ Spot contact (เจรจาครั้งต่อครั้ง) โดยคาดต้นทุนยังเป็นระดับที่ทำกำไรได้ และยังอยู่ระหว่างจัดหาเพิ่มเติม ราคาหุ้น TASCO พักเที่ยงปิดที่ 17.50 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.16% มีมูลค่าการซื้อขาย 61.16 ล้านบาท
ทันหุ้น·3dอ่านต่อ →
Construction Materials

เจพีมอร์แกนชี้ Reformation และ Martin Marietta เป็นหุ้นเด่นน่าซื้อ

นักวิเคราะห์ของเจพีมอร์แกนออกเรตติ้งซื้อให้กับหุ้นสองตัวที่อยู่นอกกลุ่มหุ้นยอดนิยมตามปกติของตลาด ได้แก่ Reformation แบรนด์เสื้อผ้าสตรีแบบยั่งยืน และ Martin Marietta Materials ผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง นักวิเคราะห์ Matthew Boss ให้เรตติ้งเพิ่มน้ำหนักลงทุนกับ Reformation พร้อมราคาเป้าหมาย 21 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ถึงผลตอบแทนราว 60% ในหนึ่งปี โดยอ้างอิงการเติบโตของรายได้ในระดับกลางถึงสูงของช่วงเลขทีนส์ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนรายได้จากการขายตรงถึงผู้บริโภค 90% และอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่า 60% Reformation ซึ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ราคาหุ้นละ 15 ดอลลาร์สหรัฐฯ และระดมทุนได้ 210.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากมูลค่าเสนอขายรวม รายงานรายได้ไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2569 ที่ 155.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 24.1% จากปีก่อนหน้า และกำไรต่อหุ้นที่ 0.23 ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมทั้งคาดการณ์รายได้สุทธิทั้งปีงบประมาณ 2569 ไว้ที่ 602 ล้านถึง 606 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นักวิเคราะห์ Adrian Huerta ให้เรตติ้งเพิ่มน้ำหนักลงทุนกับ Martin Marietta พร้อมราคาเป้าหมาย 680 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นผลตอบแทน 35% หลังจากบริษัทปิดดีลเข้าซื้อกิจการ Lhoist North America มูลค่า 13.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยใช้เงินสด 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และหุ้น 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ Huerta คาดว่าจะประหยัดต้นทุนได้ 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปีที่สอง และมีโอกาสเพิ่มกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจากฝ่ายพาณิชย์อีก 100 ล้านถึง 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมระบุว่าธุรกิจปูนขาวจะคิดเป็นสัดส่วนราว 23% ถึง 25% ของการดำเนินงานของ Martin Marietta Martin Marietta รายงานรายได้ไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2569 มากกว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 21% และเป็นสถิติสูงสุดของบริษัท โดยมีกำไรต่อหุ้นปรับปรุงจากกิจการที่ดำเนินต่อเนื่องอยู่ที่ 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ
Construction Materials

เอสซีจีชูโมเดล 4P ผ่านสระบุรีแซนด์บ็อกซ์บนเวทีโลก

เอสซีจีนำเสนอโมเดล Public–Private–People Partnership (4P) และการทำงานเชิงพื้นที่ หรือ Area-based Approach ผ่านกรณีศึกษาสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ บนสองเวทีสำคัญ ได้แก่ GCNT EXPO 2026 ในหัวข้อ From SHOCK to SHIFT – Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World และเวทีเสวนาภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN โดยนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจากโจทย์ลดคาร์บอนในธุรกิจปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก จึงพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต เช่น การใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทดแทนถ่านหินเกือบ 50% และการลดอุณหภูมิในกระบวนการผลิต โดยยังคงประสิทธิภาพ ความแข็งแรง และความทนทานของผลิตภัณฑ์ เอสซีจีขยายความร่วมมือจากระดับธุรกิจสู่ระดับอุตสาหกรรมผ่านสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย หรือ TCMA ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และจังหวัดสระบุรี พัฒนาสระบุรีแซนด์บ็อกซ์เป็นพื้นที่ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมการจัดการขยะ การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยได้รับคัดเลือกเข้าร่วม World Economic Forum – Transitioning Industrial Clusters Initiative และได้รับการนำเสนอเป็นกรณีศึกษาจากอาเซียนใน WEF White Paper 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับ Princeton University, GCCA และ UNIDO ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุนสีเขียว โดยนายธรรมศักดิ์กล่าวว่าเป้าหมายต่อไปคือการนำบทเรียนจากโมเดล 4P ของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำทั่วประเทศ
ทันหุ้น·7dอ่านต่อ →
Construction Materials

เอสซีจีชูโมเดล 4P ผ่านสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เอสซีจีนำเสนอโมเดล Public-Private-People Partnership หรือ 4P และการทำงานเชิงพื้นที่ผ่านกรณีศึกษาสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ บนสองเวทีสำคัญ ได้แก่ GCNT EXPO 2026 และการเสวนาภายในงาน The Bangkok Business Summit 2026 นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่าเอสซีจีเริ่มลดคาร์บอนจากธุรกิจปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทดแทนถ่านหินเกือบ 50% และลดอุณหภูมิในกระบวนการผลิต เอสซีจีขยายความร่วมมือสู่ระดับอุตสาหกรรมผ่านสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีและจังหวัดสระบุรี พัฒนาสระบุรีแซนด์บ็อกซ์เป็นพื้นที่ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมการจัดการขยะ การนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วม World Economic Forum – Transitioning Industrial Clusters Initiative และถูกนำเสนอเป็นกรณีศึกษาจากอาเซียนใน WEF White Paper 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับ Princeton University, GCCA และ UNIDO ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุนสีเขียว เป้าหมายต่อไปคือการนำบทเรียนจากโมเดล 4P ของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำทั่วประเทศ
Construction Materials

Hoffmann Green รายได้ครึ่งแรกปี 2026 พุ่ง 87% ขณะปริมาณปูนซีเมนต์ไร้คลิงเกอร์เพิ่มขึ้นสองเท่า

Hoffmann Green Cement Technologies รายงานรายได้ครึ่งแรกของปี 2026 ที่ 6.6 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 86.7% จาก 3.5 ล้านยูโรในปีก่อนหน้า จากการขายปูนซีเมนต์ที่มีคลิงเกอร์ 0% ซึ่งมีปริมาณเกือบ 40,000 ตัน เพิ่มขึ้น 104% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2025 และเกือบห้าเท่าของปริมาณในครึ่งแรกของปี 2024 บริษัทระบุว่าผลที่จับต้องได้ครั้งแรกจากการผลิตจำนวนมากสร้างการประหยัดวัตถุดิบได้ 2.9 ล้านยูโรในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งบริษัทคาดว่าจะแตะ 7.5 ล้านยูโรภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2026 ขณะที่ EBITDA เกือบคงที่ที่ -5.9 ล้านยูโร เทียบกับ -5.7 ล้านยูโรในปีก่อนหน้า ส่วนขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น -9.2 ล้านยูโร จาก -8.4 ล้านยูโร และเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 5.1 ล้านยูโร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 โดยมีส่วนของผู้ถือหุ้น 51.2 ล้านยูโร ในต่างประเทศ Hoffmann Green ได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นแบบเอกสิทธิ์กับ Bruil ผู้ผลิตคอนกรีตผสมเสร็จของเนเธอร์แลนด์ เพื่อมุ่งสู่สัญญาอนุญาตในเนเธอร์แลนด์ และได้เสร็จสิ้นโครงการก่อสร้างแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาที่ใช้คอนกรีตคลิงเกอร์ 0% ให้กับ Marquis Inc. บริษัทยืนยันเป้าหมายการผลิตปี 2026 ที่ 100,000 ตัน เป้าหมายจุดคุ้มทุนด้านการดำเนินงานภายในสิ้นปี 2027 และความมุ่งมั่นปี 2030 ที่จะผลิตประมาณ 1,000,000 ตัน และมีรายได้ 150 ล้านยูโร
Business Wire·8dอ่านต่อ →
Construction Materials

SCGD ตั้งเป้า 5 ปี EBITDA แตะ 4.5 พันล้านบาท EPS โต 2 เท่า

เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD ประกาศเป้าหมายระยะ 5 ปี ภายในปี 2574 ผลักดัน EBITDA แตะ 4,500 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้นเติบโต 2 เท่า พร้อมตั้งงบลงทุน 6,000 ล้านบาท ไม่รวมแผนซื้อกิจการ โดยนายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่าบริษัทมีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.5% และ 3.8% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และมีหนี้สินต่อ EBITDA ต่ำเพียง 1.1 เท่า ขณะที่จ่ายปันผล 60% ของกำไรในปี 2568 และครึ่งปี 2569 สูงกว่านโยบายขั้นต่ำ 35% ให้ผลตอบแทนปันผล 7% กลยุทธ์หลักประกอบด้วย 3 โมเดล ได้แก่ การเพิ่มสินค้าใหม่และขยายช่องทางจำหน่าย การรวมศูนย์การผลิตในอาเซียนเพื่อยกระดับกำไร และการใช้เวียดนามเป็นศูนย์กลางผลิตและส่งออก โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มใหม่โตกว่า 90% ใน 4 ปี และโครงการรวมศูนย์การผลิตในไทยคาดแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2570 สร้าง EBITDA เพิ่มปีละ 380 ล้านบาท
Construction Materials

SCGD ตั้งเป้า EBITDA 4.5 พันล้านบาทภายในปี 2571

SCGD ประกาศแผน 5 ปี ตั้งเป้า EBITDA แตะ 4,500 ล้านบาท และผลักดันกำไรต่อหุ้นโต 2 เท่าภายในปี 2574 โดยนายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่าบริษัทจะเร่งขยายตลาดมาเลเซียและใช้เวียดนามเป็นฮับส่งออก ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การขยายสินค้าใหม่และช่องทางจำหน่าย การรวมศูนย์การผลิตในไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการผลักดันเวียดนามเป็นฐานผลิตและส่งออกสินค้ากระเบื้อง โดยเฉพาะแบรนด์ PRIME ที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 25 ปี โดยโครงการรวมศูนย์การผลิตคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2570 และจะช่วยเพิ่ม EBITDA ราว 380 ล้านบาทต่อปี ขณะที่เป้าหมายระยะใกล้คือการยกระดับ EBITDA สู่ 3,500 ล้านบาทภายในปี 2571
Construction Materials

โบรกคาด JV ระหว่าง SCGC-PTTGC ชัดเจน ก.ย. หนุนหุ้น SCC

บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่าการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ระหว่าง SCGC ในเครือ SCC กับ PTTGC จะมีความชัดเจนมากขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนหุ้น SCC โดย JV จะช่วยเพิ่มขนาดธุรกิจและประสิทธิภาพผ่านการผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกันคาดว่าโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) จะกลับมาเดินเครื่องได้ในเดือนกันยายน 2569 หลังหยุดชั่วคราวจากเหตุสุดวิสัย ช่วยลดภาระต้นทุนคงที่ และโครงการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ ethane ของ LSP ในเวียดนามจะเป็นปัจจัยหนุนระยะกลางตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2570 โดยต้นทุน ethane ต่ำกว่า naphtha ประมาณ 200 ดอลลาร์ต่อตัน ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ "ซื้อ" และราคาเป้าหมาย 312 บาท ขณะที่คาดกำไรปกติปี 2569 อยู่ที่ 2.66 หมื่นล้านบาท เติบโต 89% จากปีก่อน
Construction Materials

CCP โชว์ Backlog 1,870 ล้านบาท เกาะ Data Center รุก EV Truck

บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เปิดเผยว่ามีงานในมือรอส่งมอบ (Backlog) ประมาณ 1,870 ล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 50–60% และส่วนที่เหลือในปี 2570 โดยงานใน Backlog รวมถึงโครงการ Data Center ซึ่งสะท้อนการขยายสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่าภาพรวมอุตสาหกรรมครึ่งปีหลังดีขึ้น โดยเฉพาะในเขต EEC จาการย้ายฐานการผลิตและการลงทุน Data Center ที่เติบโต บริษัทมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ Low Carbon เพื่อรองรับโครงการที่ให้ความสำคัญกับ ESG และปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและควบคุมต้นทุน บริษัทย่อย CHARLIE เตรียมขยายลานตู้เคมีภัณฑ์ คาดชัดเจนในไตรมาส 2/2570 และร่วมกับพันธมิตรประกอบรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ระบบ Swap Battery จำนวน 30 คัน คาดเริ่มให้บริการในไตรมาส 4/2569 โดยมั่นใจว่ารายได้ปี 2569 จะเติบโตไม่น้อยกว่า 10%
Money & Banking·10dอ่านต่อ →
Construction Materials

CCP โชว์ Backlog 1,870 ลบ. เกาะ Data Center รุก EV Truck

นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บมจ.ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) เปิดเผยว่า บริษัทมีงานในมือรอส่งมอบ (Backlog) ประมาณ 1,870 ล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 50–60% และส่วนที่เหลือในปี 2570 โดยใน Backlog มีงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Data Center ซึ่งสะท้อนโอกาสการขยายธุรกิจสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างครึ่งปีหลัง 2569 ส่งสัญญาณดีขึ้น โดยเฉพาะในเขต EEC จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติและการเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ บริษัทมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ Low Carbon ที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อรองรับโครงการที่ให้ความสำคัญกับ ESG และปรับปรุงกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มกำลังการผลิต สำหรับบริษัทย่อย ชาลี ท็อป โลจิสติกส์ โซลูชัน (CHARLIE) เตรียมรับโอกาสจากการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และศึกษาการสร้างลานตู้เคมีภัณฑ์เพิ่ม คาดชัดเจนในไตรมาส 2/2570 พร้อมต่อยอดธุรกิจรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ระบบ Swap Battery โดยมีสถานีสลับแบตเตอรี่แห่งแรกที่แหลมฉบัง อยู่ระหว่างประกอบและเตรียมส่งมอบ 30 คัน คาดเริ่มให้บริการในไตรมาส 4/2569 ซึ่งเป็น New S-Curve ใหม่ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตไม่น้อยกว่า 10%
Construction Materials

CCP รับอานิสงส์ Data Center ดันรายได้ปี 69 โตกว่า 10%

นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เปิดเผยว่า บริษัทมีงานในมือรอส่งมอบ (Backlog) ประมาณ 1,870 ล้านบาท โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 50–60% และรับรู้ส่วนที่เหลือในปี 2570 โดยใน Backlog มีงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการ Data Center ซึ่งสะท้อนโอกาสการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตตามความต้องการใช้ Data และเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น บริษัทมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ Low Carbon ที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อรองรับโครงการที่ให้ความสำคัญกับ ESG และลดการปล่อยคาร์บอน ช่วยเพิ่มโอกาสรับงานโครงการขนาดใหญ่ รวมถึง Data Center และงานภาครัฐในอนาคต ขณะที่บริษัทย่อย ชาลี ท็อป โลจิสติกส์ โซลูชัน จำกัด หรือ CHARLIE เตรียมรับโอกาสจากการพัฒนาพื้นที่รอบท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และแผนย้ายท่าเรือคลองเตย โดยอยู่ระหว่างศึกษาการสร้างลานตู้เคมีภัณฑ์เพิ่ม คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 2/2570 พร้อมเตรียมสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติมและมุ่งเน้นสัญญาระยะยาว 10 ปีขึ้นไปเพื่อสร้างรายได้ประจำ นอกจากนี้ CHARLIE ยังต่อยอดธุรกิจรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ระบบ Swap Battery โดยมีสถานีสลับแบตเตอรี่แห่งแรกที่แหลมฉบัง อยู่ระหว่างประกอบและเตรียมส่งมอบรถ EV Truck จำนวน 30 คัน คาดเริ่มให้บริการในไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะเป็น New S-Curve ต่อยอดธุรกิจโลจิสติกส์ นายอาทิตย์กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าการเติบโตไม่น้อยกว่า 10% โดยอาศัยจุดแข็งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติเพื่อควบคุมต้นทุนและเพิ่มกำลังการผลิต พร้อมเข้าประมูลงานทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
Construction Materials

CCP เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ รับอานิสงส์ EEC และ Data Center

บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างและผลิตภัณฑ์คอนกรีตช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และการขยายตัวของกลุ่ม Data Center โดยบริษัทมีงานในมือรอส่งมอบ (Backlog) ประมาณ 1,870 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 50–60% และรับรู้ส่วนที่เหลือในปี 2570 พร้อมปรับสายการผลิตเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ Low Carbon และเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต ขณะที่บริษัทย่อย CHARLIE เตรียมขยายลานตู้เคมีภัณฑ์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 2/2570 และอยู่ระหว่างประกอบรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ระบบ Swap Battery จำนวน 30 คัน คาดเริ่มให้บริการในไตรมาส 4/2569 โดยมั่นใจว่ารายได้ปี 2569 จะเติบโตไม่น้อยกว่า 10%
Construction Materials

SCC ใกล้สรุปดีลร่วมทุน PTTGC โบรกฯชี้สร้างมูลค่าเพิ่ม

เอสซีจี หรือ SCC กำลังใกล้สรุปการศึกษาการรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลีโอเลฟินส์ระหว่างบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC และพีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่าตลาดให้ความสำคัญกับโครงสร้างของกิจการร่วมค้า ทั้งสัดส่วนการถือหุ้น โครงสร้างหนี้ และระดับ synergy ที่จะเกิดขึ้น ขณะที่การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับการแข่งขันยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบรูปแบบและกรอบเวลาของธุรกรรม โรงงานระยองโอเลฟินส์หรือ ROC ยังไม่กลับมาเดินเครื่องเนื่องจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ขณะที่ SCGC ยังคงเดินเครื่องโรงงาน MOC และเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงเพื่อรักษาอัตรากำไร ฝ่ายวิจัยมองว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และยกระดับความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย แม้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ผันผวนอาจกดดันผลประกอบการระยะสั้น โดยแนะนำซื้อหุ้น SCC ที่ราคาเหมาะสม 310 บาทต่อหุ้น
Construction Materials

SCGD ตั้งเป้า EBITDA 4.5 พันล้านบาท และ EPS โต 2 เท่าภายในปี 2574

SCGD หรือบริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) ประกาศแผน 5 ปี ตั้งเป้า EBITDA แตะ 4,500 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้น (EPS) เติบโต 2 เท่าภายในปี 2574 โดยมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การขยายสู่ธุรกิจสินค้าใหม่ การรวมศูนย์การผลิตในอาเซียน และการคว้าโอกาสเติบโตในเวียดนาม ซึ่งจะให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า บริษัทมีผลการดำเนินงานแข็งแกร่งและพร้อมเข้าสู่ช่วงการเติบโตระยะใหม่ แม้เผชิญความท้าทายจากตลาดในประเทศที่ชะลอตัวและค่าเงินบาทแข็งค่า โดยยอดขายกลุ่มสินค้าใหม่เติบโตกว่า 90% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และบริษัทตั้งเป้า EBITDA ระยะใกล้ที่ 3,500 ล้านบาทในปี 2571
Construction Materials

CCP เผย Backlog 1.87 พันล้านบาท หนุนรายได้ปี 69 โตกว่า 10%

บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เปิดเผยว่ามีงานในมือรอส่งมอบ (Backlog) ประมาณ 1,870 ล้านบาท โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 50–60% และรับรู้ส่วนที่เหลือในปี 2570 โดยได้อานิสงส์จากการลงทุนในโครงการ Data Center และการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งช่วยหนุนให้รายได้ปี 2569 เติบโตไม่น้อยกว่า 10% ตามเป้าหมาย บริษัทยังมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ Low Carbon เพื่อรองรับโครงการที่ให้ความสำคัญกับ ESG และปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและควบคุมต้นทุน ขณะที่บริษัทย่อย CHARLIE เตรียมขยายลานตู้เคมีภัณฑ์และคลังสินค้าเพิ่ม รองรับการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และแผนย้ายท่าเรือคลองเตย พร้อมเดินหน้าธุรกิจรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ระบบ Swap Battery โดยมีแผนส่งมอบ 30 คัน และเริ่มให้บริการในไตรมาส 4/2569
Construction Materials

SCC ปรับแผนจัดหาซัพพลายนอกฮอร์มุซแตะ 80%

SCC หรือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ปรับแผนรับมือความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ปะทุรอบใหม่ โดยเพิ่มสัดส่วนการจัดหาวัตถุดิบนอกช่องแคบฮอร์มุซเป็นราว 80% จากเดิมประมาณ 50% เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต พร้อมยืนยันงบลงทุนปีนี้ที่ 3 หมื่นล้านบาท โดยหนึ่งในสามใช้ปรับปรุงโครงการ LSP ในเวียดนาม ซึ่งเป็นปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกของประเทศ และมีแผนเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จกลางปี 2570 จากเดิมปลายปีหน้า ขณะที่คาดการณ์อีบิทดาปี 2569 จะมากกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หลังครึ่งปีแรกทำได้ 4.29 หมื่นล้านบาท ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 290.00 บาท โดยคาดกำไรปี 2569 ราว 1.9 หมื่นล้านบาท และยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนธุรกิจ Olefins ระหว่าง SCGC และ PTTGC ซึ่งคาดชัดเจนในไตรมาส 3/2569
thunhoon.com·15dอ่านต่อ →
Construction Materials

สมิธ-มิดแลนด์ กำไรไตรมาส 2 ร่วง 67% จากการเปรียบเทียบที่ยากกับโครงการกำแพงขนาดใหญ่

บริษัท สมิธ-มิดแลนด์ คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรต่อหุ้นไตรมาสที่สองที่ 26 เซนต์ ลดลงประมาณ 67% จาก 79 เซนต์ในปีก่อนหน้า เนื่องจากรายได้ลดลง 11% เหลือ 23.4 ล้านดอลลาร์ จาก 26.2 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการเปรียบเทียบที่ยากกับโครงการกำแพงพิเศษขนาดใหญ่ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิลดลงเหลือ 1.4 ล้านดอลลาร์ จาก 4.2 ล้านดอลลาร์ และอัตรากำไรขั้นต้นหดตัวเหลือ 23.2% จาก 29.7% ภายในยอดขายผลิตภัณฑ์ รายได้จากกำแพงกันเสียงลดลง 53% เหลือ 2.5 ล้านดอลลาร์ และรายได้จากสเลนเดอร์วอลล์ลดลง 91% เหลือ 132,000 ดอลลาร์ ขณะที่ยอดขายกำแพงเพิ่มขึ้น 124% เป็น 2.8 ล้านดอลลาร์ และยอดขายสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 126% เป็น 2 ล้านดอลลาร์ ยอดคำสั่งซื้อคงค้างอยู่ที่ 57.4 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 1 ส.ค. เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบรายไตรมาส และบริษัทเน้นย้ำถึงคำสั่งซื้อล่าสุด รวมถึงโครงการทางหลวงระหว่างรัฐหมายเลข 81 มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัญญาที่ใหญ่เป็นอันดับสามของบริษัท โครงการศูนย์ข้อมูลในรัฐลุยเซียนามูลค่า 1.7 ล้านดอลลาร์ และงานโครงสร้างสาธารณูปโภคมูลค่าเกือบ 1 ล้านดอลลาร์สำหรับศูนย์ข้อมูลในรัฐเวอร์จิเนีย ซีอีโอ แอชลีย์ สมิธ กล่าวว่าไตรมาสนี้ได้รับประโยชน์จากวงจรการเปลี่ยนกำแพงทางหลวงและความต้องการศูนย์ข้อมูล และฝ่ายบริหารคาดว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ในปี 2569 จะสูงกว่าระดับปี 2568 แม้รายได้ครึ่งปีหลังจะลดลงเนื่องจากการไม่มีโครงการกำแพงพิเศษ
Zacks Investment Research·17dอ่านต่อ →
Construction Materials

天山股份ประมูลขายกำลังการผลิตปูนเม็ด 5 สายการผลิตสำเร็จ มูลค่ารวมประมาณ 157 ล้านหยวน

บริษัท เทียนซาน แมทีเรียลส์ จำกัด เปิดเผยว่า ในการโอนสิทธิกำลังการผลิตของสายการผลิตปูนเม็ด 7 สายการผลิตภายใต้บริษัทย่อยนั้น มี 5 สายการผลิตที่ประมูลขายสำเร็จแล้ว มูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 156.8925 ล้านหยวน ผู้รับโอนคือบริษัทย่อยของบริษัท กานซู่ ฉีเหลียนซาน ซีเมนต์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งถือเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน สำหรับสิทธิกำลังการผลิตที่เหลืออีก 2 รายการนั้น สายการผลิตของบริษัท จงไฉ ฮั่นเจียง ซีเมนต์ ยังไม่ได้เปิดประมูลเนื่องจากรายงานประเมินมูลค่าครบกำหนดหนึ่งปีแล้ว ส่วนสายการผลิตของบริษัท หยุนเฉิง จงเหลียน ซีเมนต์ ยังอยู่ระหว่างการเปิดประมูล กำลังการผลิตที่โอนในครั้งนี้รวม 17,850 ตันต่อวัน หรือคิดเป็น 5.355 ล้านตันต่อปี มูลค่าที่ตั้งไว้สำหรับการประมูลรวมประมาณ 297.5265 ล้านหยวน ผลกระทบต่อกำไรขาดทุนจากการจำหน่ายในส่วนที่ซื้อขายสำเร็จแล้ว ได้บันทึกไว้ในงบการเงินประจำปี 2568 และงบไตรมาสแรกและงบครึ่งปี 2569 ตามลำดับ โดยให้ยึดตามงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบประจำปีเป็นเกณฑ์ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่เปิดเผยข้อมูล บริษัทมีรายการที่เกี่ยวโยงกันสะสมกับบริษัท ฉีเหลียนซาน ซีเมนต์ และบริษัทย่อยประมาณ 1.224 พันล้านหยวน
Construction Materials

SCC มั่นใจ EBITDA ปี 69 ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน หลังลดถ่านหิน เพิ่ม Biomass

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานปี 2569 มีโอกาสดีกว่าเป้าหมาย โดยตั้งเป้า Adjusted Cash EBITDA ที่ 56,000 ล้านบาท และครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 42,913 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างธุรกิจและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก รับมือราคาน้ำมันผันผวนและภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการลดการพึ่งพาถ่านหิน เพิ่มการใช้ Biomass และเร่งส่งผ่านต้นทุนปิโตรเคมีให้เร็วขึ้นจากเดิม 1-2 เดือนเหลือ 1-2 สัปดาห์ ขณะที่การลงทุนใน Data Center และโรงงานอุตสาหกรรมช่วยหนุนยอดขายวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น 3-4% และโครงการ Long Son Petrochemicals ในเวียดนามคาดกลับมาดำเนินการได้กลางปีหน้า สร้าง Adjusted EBITDA เพิ่มเติมประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปี
Construction Materials

กำไรสุทธิของหลงเฉวียนกูเฟินในงบครึ่งปี 2569 ลดลง 88.30%

หลงเฉวียนกูเฟินเปิดเผยงบการเงินครึ่งปี 2569 รายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 517 ล้านหยวน ลดลง 16.25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่อยู่ที่ 4.37 ล้านหยวน ลดลง 88.30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานอยู่ที่ 35.18 ล้านหยวน ลดลง 74.09% อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ของบริษัทอยู่ที่ 39.28% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 23.42% ลดลง 6.19 จุดเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรต่อหุ้นปรับลดอยู่ที่ 0.01 หยวน ลดลง 88.13%
Construction Materials

เสฉวนซวงหม่าขาดทุนสุทธิ 27.06 ล้านหยวนในงบครึ่งปี 2569 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน

เสฉวนซวงหม่าเปิดเผยงบการเงินครึ่งปี 2569 รายได้รวมจากการดำเนินงานอยู่ที่ 533 ล้านหยวน ลดลงร้อยละ 15.36 เมื่อเทียบกับปีก่อน กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทแม่อยู่ที่ติดลบ 27.06 ล้านหยวน พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน ลดลง 156 ล้านหยวนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นการลดลงร้อยละ 121.05 กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานอยู่ที่ 58.58 ล้านหยวน ลดลงร้อยละ 62.48 อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ของบริษัทอยู่ที่ร้อยละ 20.86 อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 43.49 อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ติดลบร้อยละ 0.35 และกำไรต่อหุ้นปรับลดอยู่ที่ติดลบ 0.04 หยวน จำนวนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 19,700 ราย โดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรกถือหุ้นรวมกันคิดเป็นร้อยละ 69.11 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด