ฟีลิงเงอร์วางแผนซื้อหุ้น 51% ของเครซ ด้วยเงิน 214 ล้านหยวน รุกธุรกิจอุปกรณ์ PCB

M&A · PartnershipCorporate Action
โดย 为自有资金·CN·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

หลังปิดตลาดวันที่ 18 กันยายน ฟีลิงเงอร์ประกาศแผนซื้อหุ้น 51% ของบริษัท หนานจิง เครซ ออโตเมชัน เทคโนโลยี ด้วยเงินสดประมาณ 214 ล้านหยวน เพื่อขยายเข้าสู่ธุรกิจอุปกรณ์อัตโนมัติสำหรับกระบวนการอัด PCB ตามประกาศ บริษัทจะซื้อหุ้นเครซ 30.60% จากฉิน เจ่าไฉ และ 20.40% จากหยาง เจิ้นอวี่ คิดเป็นมูลค่า 128.5 ล้านหยวน และ 85.68 ล้านหยวน ตามลำดับ โดยใช้เงินทุนของบริษัทและชำระเป็นงวด หลังธุรกรรมเสร็จสิ้น เครซจะกลายเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทจดทะเบียนถือหุ้นใหญ่ รายได้ของเครซในปี 2025 และครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 53.87 ล้านหยวน และ 44.95 ล้านหยวน ตามลำดับ กำไรสุทธิอยู่ที่ 5.09 ล้านหยวน และ 9.72 ล้านหยวน ตามลำดับ คู่สัญญารับประกันว่ากำไรสุทธิหลังหักรายการพิเศษของเครซระหว่างปี 2026 ถึง 2029 จะไม่ต่ำกว่า 40 ล้านหยวน 45 ล้านหยวน 50 ล้านหยวน และ 50 ล้านหยวน ตามลำดับ ฟีลิงเงอร์ดำเนินธุรกิจหลักด้านพื้นไม้และเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านทั้งหลัง ในครึ่งแรกของปี 2026 มีรายได้ประมาณ 96.30 ล้านหยวน ลดลง 30.42% เมื่อเทียบกับปีก่อน และขาดทุนสุทธิประมาณ 37.09 ล้านหยวน ประกาศเตือนว่าบริษัทไม่มีประสบการณ์และบุคลากรในธุรกิจอุปกรณ์เฉพาะทาง PCB ธุรกรรมนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดค่าความนิยมประมาณ 200 ล้านหยวน คิดเป็นสัดส่วนต่อสินทรัพย์สุทธิที่อาจเกิน 20%

ผลกระทบต่อหุ้น 1

อื่นๆ · 1 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

2

CGSI คงคำแนะนำถือ KCE เป้า 70 บาท ปรับ EPS ขึ้น 18-35%

บริษัทหลักทรัพย์ CGSI ปรับประมาณการกำไรต่อหุ้นของบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด มหาชน หรือ KCE ขึ้น 18-35% ในปี 2569-2571 พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 70 บาท จากเดิม โดยยังคงคำแนะนำถือ เพราะมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจแผ่นวงจรพิมพ์ไปมากแล้ว การปรับประมาณการครั้งนี้มาจากการเพิ่มสมมติฐานปริมาณขาย ราคาขายเฉลี่ย และ Operating Leverage ที่ดีขึ้น โดย CGSI ปรับประมาณการยอดขาย PCB ปี 2570-2571 ขึ้น 12-20% จากความต้องการ Server-board ที่เพิ่มขึ้นและการรับรู้กำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2569 CGSI คาด KCE มีกำไรปกติ 495 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% YoY และ 105% QoQ จากยอดขายที่คาดเติบโต 25% YoY และ GPM ที่คาดเพิ่มจาก 18.9% ในไตรมาส 2/2569 เป็น 22.5% ด้านกำลังการผลิตใหม่ ผู้บริหารระบุในการประชุมนักวิเคราะห์เดือนสิงหาคม 2569 ว่า KCE มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต PCB อีกประมาณ 1 ล้านตารางฟุตต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 28% จากกำลังการผลิตปัจจุบันที่ 3.6 ล้านตารางฟุตต่อเดือน โดยคาดโรงงานใหม่เริ่มผลิตได้ช่วงกลางปี 2571 และ CGSI คาดงบลงทุนอยู่ที่ประมาณ 6-8 พันล้านบาท เทียบกับเงินสดในมือ 1.7 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 และประมาณการ EBITDA ปี 2569 ที่ 2.05 พันล้านบาท ซึ่งอาจทำให้บริษัทต้องกู้เงินเพิ่มและลดอัตราการจ่ายเงินปันผลระหว่างการลงทุน
ทันหุ้น·1dอ่านต่อ →
2

บัวหลวงคงคำแนะนำ TRADING BUY KCE เป้า 70 บาท ชี้โอกาสขึ้นราคาต่อถึงปี 2027

บล.บัวหลวงระบุประเด็นใหม่ของหุ้น KCE คือโอกาสที่รอบการปรับราคาขายอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2027 แม้ตลาดรับรู้การขึ้นราคาช่วงเดือน ก.ค. และอีกครั้งใน 4Q26 ไปแล้ว โดยปัจจัยสำคัญไม่ใช่ความต้องการแผงวงจร AI โดยตรง แต่เป็นต้นทุน E-glass มาตรฐานซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของ CCL ที่ยังเพิ่มขึ้น หลังผู้ผลิตทยอยโยกกำลังผลิตไปยังวัสดุเกรดสูงสำหรับ AI ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ดัชนีราคาเส้นใย E-glass มาตรฐานของ Morgan Stanley เพิ่มจาก 1.0 เท่าในเดือน ก.ย. 2025 เป็น 3.7 เท่าในเดือน ส.ค. 2026 และ 4.1 เท่าในเดือน ก.ย. 2026 ขณะที่ราคาซื้อ Fiberglass ของ KCE เพิ่มจาก 0.49 เหรียญสหรัฐต่อเมตรใน 2Q25 เป็น 0.74 เหรียญสหรัฐต่อเมตรใน 2Q26 หรือเพิ่มขึ้น 51% YoY ซึ่งยังเพิ่มน้อยกว่าราคาวัตถุดิบต้นน้ำมาก จึงยังมีความเสี่ยงที่แรงกดดันต้นทุนจะส่งผ่านเข้ามาเพิ่มเติม ทางฝ่ายวิจัยยังไม่ใส่การขึ้นราคาครั้งที่สามในปี 2027 ไว้ในประมาณการกรณีฐาน เพราะตลาด CCL เกรดทั่วไปยังไม่ได้ขาดแคลนทั้งหมด โดยคงสมมติฐานการขึ้นราคาเดือน ก.ค. และ 4Q26 ตามเดิม และคงคำแนะนำ TRADING BUY ราคาเป้าหมาย 70 บาท พร้อมมองการขึ้นราคาเพิ่มเติมในปี 2027 เป็น Upside มากกว่ากรณีฐาน ขณะที่กำไรหลักคาดอยู่ที่ 1.44 พันล้านบาทในปี 2026 เพิ่มขึ้น 78% YoY, 2.07 พันล้านบาทในปี 2027 เพิ่มขึ้น 43.9% และ 2.30 พันล้านบาทในปี 2028 เพิ่มขึ้น 11.1%
2

คลังตั้ง KPI วัดผลบีโอไอ-ก.ล.ต.-ตลท. ดันธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้นไทย

กระทรวงการคลังกำหนดให้การผลักดันบริษัทในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหรือ New Economy เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดผลงานหรือ KPI หลักของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านโครงการ BOI to IPO เพื่อประเมินผลการทำงานเชิงรุกนอกเหนือจากภารกิจตามปกติ โดยมาตรการนี้มุ่งดึงกลุ่มทุนต่างชาติและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงอย่าง PCB และ Optical Transceiver ยานยนต์สมัยใหม่ เกษตรอัจฉริยะ อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก และกลุ่ม Wellness ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ที่ประชุมคณะกรรมการบีโอไอเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ได้เห็นชอบมาตรการสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมหรือ On-top Incentives สำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยกลุ่มกิจการ New Economy ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปีจากเกณฑ์ปกติ หรือเลือกรับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมเป็นเวลา 5 ปี ส่วนกลุ่มกิจการทั่วไปได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือเลือกรับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมเป็นเวลา 3 ปี ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 ถึงมิถุนายน 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 5 ล้านล้านบาท ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ PCB ห่วงโซ่อุปทานเอไอ ดิจิทัล พลังงานสะอาด หุ่นยนต์ และชิ้นส่วนอากาศยาน ขณะที่ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีเม็ดเงินลงทุนจริงเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจแล้วมากกว่า 5 แสนล้านบาท และเฉพาะการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2569 ค่ายรถยนต์ชั้นนำ 4 ราย ได้แก่ อีซูซุ มาสด้า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และฮอนด้า ประกาศลงทุนในไทยเพิ่มรวมกันมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าโครงการนี้จะสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน 4 ด้าน หรือ 4 Big Wins ครอบคลุมภาคธุรกิจ นักลงทุน ตลาดทุน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดย ก.ล.ต. ได้อนุมัติเกณฑ์ปรับปรุงใหม่เพื่อให้บริษัทเป้าหมายเข้าสู่กระบวนการระดมทุนได้รวดเร็วขึ้นผ่านการลดข้อกำหนดด้านประวัติผลการดำเนินงานให้สั้นลง ขณะที่กองทุน CMDF สนับสนุนเงินทุนในรูปแบบ Matching Fund ช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการทำ IPO บริษัทละ 7 ล้านบาท พร้อมกันนี้ทั้ง 3 หน่วยงานได้ตกลงจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจหรือ Task Force ร่วมกัน โดยกรอบเวลาสนับสนุนของโครงการระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และ CMDF กำหนดไว้รวม 5 ปี สิ้นสุดโครงการในปี 2574