SSP พร้อมชิงงาน PDP 2026 ตั้งเป้ากำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ เร็วกว่าคาด

IndustryCorporate Action
โดย InfoQuest·TH·อ่านต้นฉบับ
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

บมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น หรือ SSP ประกาศความพร้อมเต็มกำลังทั้งด้านการเงินและศักยภาพในการเข้าร่วมพัฒนาโครงการโซลาร์และวินด์ฟาร์มภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ PDP 2026 ซึ่งกำหนดกำลังผลิตใหม่รวม 50,900 เมกะวัตต์ ในช่วง 12 ปีแรก คือปี 2569 ถึง 2580 โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก 300 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 14,500 เมกะวัตต์ นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSP ระบุว่าบริษัทมุ่งขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและเพิ่มการลงทุนในประเทศ พร้อมเดินหน้าประมูลงานตามแผน PDP 2026 ทั้งนี้ SSP เคยประสบความสำเร็จในการประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบ Feed-in Tariff ปี 2565 ถึง 2573 รวม 170.5 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ กำลังผลิตตามสัญญารวม 154.5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 โครงการ กำลังผลิตตามสัญญารวม 16 เมกะวัตต์ จากโครงการระยะแรกที่เปิดรับซื้อรวม 5,203 เมกะวัตต์ ปัจจุบันบริษัทเตรียม COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 19.8 เมกะวัตต์ คาดเดินเครื่องจำหน่ายไฟฟ้าได้ในช่วงไตรมาส 4/69 และยังมีโครงการในมือประมาณ 420 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทย 3 โครงการรวม 108.6 เมกะวัตต์ และวินด์ฟาร์มบาโกในประเทศฟิลิปปินส์ ขนาด 150 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอย COD ในปี 2570 รวมถึงแผน COD โครงการอื่นต่อเนื่องถึงปี 2573 อีกกว่า 146 เมกะวัตต์ โดยยังไม่รวมโอกาสคว้างานประมูลในแผน PDP 2026 บริษัทคาดว่าเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าแตะระดับ 1,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2575 จะทำได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

ผลกระทบต่อหุ้น 1

Energy Transition & Power Demand · 1 หุ้น
Sermsang Power Corporation Public Company Limited
SSP
▲ บวกอุปสงค์ความเกี่ยวข้อง

SSP is financially and operationally ready to bid for solar and wind projects under the PDP 2026 plan, targeting 1,000 MW of capacity ahead of schedule.

ผลกระทบต่อธีม 3

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

impact 4

เอกนัฏ เปิดแผนผ่าโครงสร้างพลังงาน กันโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ให้ประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ โดยรัฐบาลเตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ไว้สำหรับประชาชนโดยเฉพาะ กำหนดขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อราย เพื่อกระจายสิทธิ์ให้ครัวเรือนทั่วประเทศ แนวทางใหม่จะให้รัฐรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืนและนำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดียวกัน ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์อาจผลิตไฟได้ราว 600-700 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 กว่าบาท และรัฐจะสนับสนุนส่วนลด 50,000 บาท โดยนำรายได้จากไฟฟ้าที่ผลิตได้มาผ่อนชำระ คาดผ่อนอุปกรณ์หมดในประมาณ 7-10 ปี ด้านการลดขั้นตอนอนุญาตจะเหลือการประสานผ่านการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย โดยกรณีติดตั้งเพื่อใช้เองตั้งเป้าตรวจรับประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนกรณีขายคืนไม่เกิน 1 เดือน สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ วาง 3 เป้าหมายคือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบัน 20 % กว่าๆ ให้เข้าใกล้ 50% ภายใน 10 ปี และไม่ต่ำกว่า 65% ในระยะยาว พร้อมลดการพึ่งพา LNG ตลาด Spot หันมาทำสัญญาระยะยาว และเปิดช่องเทคโนโลยีอนาคตทั้งไฮโดรเจน Geothermal, Solid Oxide Fuel Cell และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR ขณะที่ต้นทุนไฟสาธารณะซึ่งรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟมานาน 30-40 ปี คิดเป็นภาระประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี รัฐบาลได้ดึงภาระส่วนนี้ออกจากโครงสร้าง และดำเนินมาตรการค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยแล้ว

INVX ชี้กฎดาต้าเซ็นเตอร์ชัด ดันหุ้นพลังงานสะอาด-นิคมฯ แนะนำ Selective Buy

นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX ระบุว่า ความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรกมีมติเร่งบูรณาการข้อมูลและข้อกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Single Dashboard เพื่อวางกรอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน โดยกำหนดเกณฑ์ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 2 MW เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งทางตรงและทางอ้อม และกำหนดเงื่อนไขพลังงานที่เข้มงวดเพื่อสนับสนุน Green Data Center ทั้งการแยกประเภทอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม การบังคับใช้สัดส่วนพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อตอบโจทย์ Net Zero และการคุมเข้มมาตรฐานระบบสำรองไฟ พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และเตรียมใช้มาตรการเด็ดขาดระงับการจัดสรรน้ำและไฟฟ้าสำหรับโครงการที่ยังไม่ก่อสร้างหากไม่ผ่านเกณฑ์ InnovestX ประเมินว่านโยบายที่ชัดเจนขึ้นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ กลุ่มพลังงานสะอาด ซึ่งข้อบังคับการใช้พลังงานสะอาดขั้นต่ำ 60% จะเปลี่ยนภาพจากทางเลือกเป็นความจำเป็น กระตุ้นความต้องการจริงอย่างก้าวกระโดด และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งการจัดดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการอุตสาหกรรมจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ไหลเข้าสู่นิคมฯ ชั้นนำที่มีความพร้อมด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid และการจัดการสิ่งแวดล้อม ทิ้งห่างนิคมฯ ที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy โดยเน้นสะสมหุ้นกลุ่มผู้นำใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เน้นบริษัทมีโครงข่ายไฟฟ้าระดับ Smart Grid ที่เสถียรพอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier 3-4 มีการร่วมทุนกับบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ และมีระบบบริหารจัดการน้ำหมุนเวียนของตนเอง คือ AMATA และ WHA ขณะที่กลุ่มพลังงานสะอาดเน้นบริษัทที่มีความคืบหน้าในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทางตรงหรือ Direct PPA กับกลุ่ม Hyperscaler ระดับโลก มีคะแนน ESG และ Green Certificate สูง และมีการลงทุนเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานหรือ BESS เพื่อรักษาความเสถียรของไฟฟ้าที่ส่งให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM รวมทั้งผู้รับจ้างวางระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงอย่าง GUNKUL
ทันหุ้น·5hอ่านต่อ →

Clearway Energy แต่งตั้งสตีเวน ไรเดอร์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และจัดตั้งสำนักงานการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล

Clearway Energy ได้ปรับโครงสร้างทีมผู้บริหารระดับสูง โดยแต่งตั้งสตีเวน ไรเดอร์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 โดยเขายังคงดำรงตำแหน่งเดิมที่ Clearway Group และย้ายซาราห์ รูเบนสไตน์ ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินในขณะนั้น ไปสู่สำนักงานการเปลี่ยนแปลงแห่งใหม่ที่มุ่งเน้นโครงการดิจิทัลและข้อมูล ตลอดจนงานด้านการบูรณาการ ไรเดอร์ดูแลด้านการเงินองค์กร ความเสี่ยง การวางแผน และตลาดทุนทั่วทั้งองค์กรอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงรวมความเป็นผู้นำด้านการเงินไว้ที่เดียว และอาจกระชับการประสานงานระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับบริษัทในเครือที่ไม่ได้จดทะเบียน สำนักงานการเปลี่ยนแปลงของรูเบนสไตน์มีเป้าหมายเพื่อเร่งการใช้เทคโนโลยีทั่วทั้งการดำเนินงาน ซึ่งสำหรับธุรกิจที่ภาระดอกเบี้ยและการจ่ายเงินปันผลถูกระบุว่ายังไม่ได้รับการคุ้มครองจากกำไรอย่างเพียงพอ อาจช่วยให้ฝ่ายบริหารติดตามกระแสเงินสด รายการพิเศษ และการจัดสรรทุนได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นทั่วสินทรัพย์พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ Clearway Energy ดำเนินงานสินทรัพย์ผลิตพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ และมีมูลค่าตลาดประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์ จุดตรวจสอบแรกที่ชัดเจนสำหรับนักลงทุนคือผลประกอบการและแนวโน้มครั้งถัดไปของฝ่ายบริหารหลังวันที่ 1 ตุลาคม 2026 โดยจับตาดูความสามารถในการครอบคลุมภาระดอกเบี้ย ความยั่งยืนของการจ่ายเงินปันผล และสำนักงานการเปลี่ยนแปลงแห่งใหม่จะส่งผลต่อการรายงานเกี่ยวกับคุณภาพกำไรและผลการดำเนินงานระดับโครงการอย่างไร
Simply Wall St·8hอ่านต่อ →