SHR.BK▲
เคจีไอชู AWC-CENTEL เด่น รับท่องเที่ยวฟื้นครึ่งปีหลัง
ฝ่ายนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มภาคการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังมีความยืดหยุ่น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-12 กันยายน 2569 อยู่ที่ 21.72 ล้านคน ลดลง 3.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและวันหยุดยาว Golden Week จะเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 250,000 คน ฝ่ายวิจัยคาดว่า RevPAR จะเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 3/2569 โดยพลิกกลับมาเติบโตเป็นบวก จากไตรมาส 2/2569 ที่ติดลบ 10% และคาดว่า RevPAR ของโรงแรมในไทยจะเติบโตตั้งแต่ระดับเลขหลักเดียวจนถึงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สำหรับหุ้นกลุ่มโรงแรม คาดว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC จะเป็นหนึ่งในผู้นำการฟื้นตัว โดยคาด RevPAR เติบโต 24% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาด RevPAR เติบโตในระดับเลขสองหลักกลาง ๆ และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW คาดเติบโตในระดับเลขหลักเดียว ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มโรงแรม “มากกว่าตลาดฯ” โดยเลือก AWC ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท และ CENTEL ราคาเป้าหมาย 49.00 บาท เป็นหุ้นที่ชื่นชอบ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ ERW ราคาเป้าหมาย 4.30 บาท, MINT ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท และ SHR ราคาเป้าหมาย 1.90 บาท
SHR ปิดขายหุ้นกู้ 1,700 ล้านบาทเต็มจำนวน ดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี
บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR บริษัทในเครือ สิงห์ เอสเตท ประกาศปิดการเสนอขายหุ้นกู้มูลค่ารวม 1,700 ล้านบาทได้ครบเต็มจำนวนตามเป้าหมาย หุ้นกู้ชุดนี้อายุ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.50% ต่อปี เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2569 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุน นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SHR กล่าวว่าการตอบรับครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานธุรกิจและศักยภาพการเติบโตของบริษัท พร้อมขอบคุณพันธมิตรทางการเงินทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง และบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้จะนำไปใช้ชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด และลงทุนในโครงการปรับปรุงและยกระดับสินทรัพย์โรงแรม โดยหุ้นกู้ชุดนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB- ซึ่งอยู่ในระดับลงทุน จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด
โบรกชี้เลื่อนไทยเที่ยวไทยพลัสเป็นเม.ย. 2570 กระทบหุ้นโรงแรมระยะสั้นแต่เป็นอัพไซด์ปีหน้า
โบรกเกอร์สองแห่งประเมินว่าโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส มีแนวโน้มเลื่อนออกจากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ไปเป็นช่วงประมาณเดือนเมษายน 2570 เนื่องจากผลสำรวจภาคเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมเห็นว่าการจัดโครงการในช่วงไฮซีซั่นไม่เกิดประโยชน์เพิ่ม เพราะห้องพักเต็มอยู่แล้วและนักท่องเที่ยววางแผนเดินทางล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว ฝ่ายวิจัยของบล.ดาโอ (ประเทศไทย) มองเป็น sentiment เชิงลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว เพราะทำให้นักท่องเที่ยวเลื่อนเวลาเที่ยวออกไป แต่การเลื่อนไปเป็นเมษายน 2570 น่าจะช่วยกลุ่มโรงแรมได้ดีกว่าเนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วง Low season โดยโครงการยังคงกรอบวงเงินงบประมาณ 4,000 ล้านบาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ รัฐบาลสนับสนุนค่าที่พัก 1,500 บาทต่อคืน สูงสุด 5 คืน พร้อมแจกคูปองดิจิทัลแบบร่วมจ่ายสัดส่วน 50 ต่อ 50 แบ่งเป็นเมืองหลัก 1,500 บาทต่อวัน และเมืองรอง 2,000 บาทต่อวัน หุ้นที่ได้รับ sentiment ลบจากมากไปน้อยตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศได้แก่ ERW CENTEL MINT และ SHR โดยดาโอให้น้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยวมากกว่าตลาด ชอบ CENTEL ที่ราคาเป้าหมาย 48.00 บาท จาก RevPAR เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 ไม่รวมดูไบเพิ่มขึ้น 8% YoY และ On the book ไตรมาส 3/69 เพิ่มขึ้น 8% YoY โดยไทยเพิ่ม 13% YoY มัลดีฟส์เพิ่ม 35% YoY แต่ญี่ปุ่นลด 12% YoY และดูไบลด 25% YoY ขณะที่ On the book ไตรมาส 4/69 RevPAR เพิ่มขึ้นถึง double digit growth YoY จากไทย 13% YoY มัลดีฟส์ 40% YoY และญี่ปุ่น 18% YoY คาดกำไรไตรมาส 4/69 ฟื้นตัวเด่น โดยซื้อขายที่ EV/EBITDA เพียง 13 เท่า เทียบเท่า -0.50SD ย้อนหลัง 8 ปี และชอบ ERW ที่ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท จาก On the book ไตรมาส 3/69 RevPAR เติบโตอีกราว 5% YoY จากฐานต่ำ โดยไตรมาส 4/69 มีงานอีเวนต์อย่าง World Bank and IMF meetings เดือนตุลาคม 2569 และ Tomorrowland เดือนธันวาคม 2569 ซึ่งมียอดจองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Occ. Rate สูงถึง 80% แล้ว ปัจจุบันซื้อขาย PER ที่ 20 เท่า จากค่าเฉลี่ยราว 25 เท่า ด้านบล.กรุงศรี มองว่าการเลื่อนโครงการทำให้ Catalyst บวกกลุ่มโรงแรมถูกเลื่อนออกไป แต่ไม่กระทบประมาณการกำไรปี 2569 เพราะฝ่ายวิจัยยังไม่รวมในประมาณการ และได้การฟื้นตัวของ RevPAR และ On-the-Book ในครึ่งหลังปี 2569 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด 25-30% y-y มาชดเชย อีกทั้งการเลื่อนโครงการไปช่วง Low Season ปี 2570 อาจสร้าง Upside ต่อกำไรในปี 2570 จึงยังคงน้ำหนัก Bullish หุ้นกลุ่มโรงแรม และเลือก AWC ที่ราคาเป้าหมาย 3.90 บาท และ ERW ที่ราคาเป้าหมาย 4.20 บาท เป็น Top Pick จากที่ได้ประโยชน์มากสุดจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในประเทศ
บล.ดาโอ ชี้ท่องเที่ยวพ้นจุดต่ำสุด แนะนำ ERW CENTEL MINT SHR
บล.ดาโอ ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวได้ทำจุดต่ำสุดไปแล้วใน 2Q26E และจะฟื้นตัวโดดเด่นในช่วง 4Q26E จากวันชาติจีนเดือน ต.ค. และงานอีเวนต์หลายงานในเดือน ธ.ค. 26 โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติสัปดาห์ล่าสุด 6-12 ก.ย. อยู่ที่ 439,069 คน ลดลง -7% WoW และ -22% YoY หรือเฉลี่ยวันละ 62,724 คน โดยตลาดที่ลดลงมากสุดคือมาเลเซีย 53,638 คน (-28% WoW/-63% YoY) จีน 65,380 คน (-10% WoW/-2% YoY) และญี่ปุ่น 19,628 คน (-5% WoW) ขณะที่รัสเซีย 18,154 คน (+4% WoW/+7% YoY) และอินเดีย 39,857 คน (+2% WoW/-26% YoY) ยังเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ บล.ดาโอ ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2026E ที่ 32 ล้านคน ลดลง -3% YoY จาก 33 ล้านคนในปี 2025 และนักท่องเที่ยวจีนปี 2026E ที่ 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น +7% YoY จาก 4.5 ล้านคนในปี 2025 โดยนักท่องเที่ยวสะสม 1 ม.ค.-12 ก.ย. 26 อยู่ที่ 21.72 ล้านคน ลดลง -3.38% YoY บล.ดาโอ ให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มท่องเที่ยวเป็น “มากกว่าตลาด” ชอบ CENTEL (ซื้อ/เป้า 48.00 บาท) จาก RevPAR เดือน ก.ค.-ส.ค. 26 ไม่รวมดูไบเพิ่มขึ้น +8% YoY และ On the book 4Q26E โต double digit growth YoY และชอบ ERW (ซื้อ/เป้า 4.20 บาท) จาก On the book 3Q26E RevPAR โตอีกราว +5% YoY โดย Occ. Rate สูงถึง 80% แล้ว หุ้นที่ได้ประโยชน์เรียงตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ ERW CENTEL MINT SHR
CGSI คง Overweight ท่องเที่ยว ชู THAI-ERW เป็น Top Pick รับไฮซีซั่น Q4/69
บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คงคำแนะนำน้ำหนักการลงทุน Overweight กลุ่มท่องเที่ยวไทย โดยชูหุ้น THAI และ ERW เป็น Top Pick รับไฮซีซั่นไตรมาส 4/69 หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ก.ค.-ส.ค. 69 ลดลงเพียง 3% เทียบปีก่อน ดีขึ้นจากที่ลดลงราว 5% เทียบปีก่อนในครึ่งแรกปี 69 ซึ่งไตรมาส 1/69 ลดลง 2.4% และไตรมาส 2/69 ลดลง 8.1% โดยการฟื้นตัวนำโดยนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น 9% ในเดือน ก.ค. 69 และ 18% ในเดือน ส.ค. 69 เป็น 482,000 คน สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 69 ขณะที่นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 9% ในเดือน ก.ค. 69 และ 15% ในเดือน ส.ค. 69 ในกลุ่มโรงแรม ERW เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดจากสัดส่วนธุรกิจโรงแรมที่สูงและมูลค่าน่าสนใจกว่าคู่แข่ง ส่วน SHR ถูกมองดีกว่า MINT ที่ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องการจัดตั้ง REIT สำหรับกลุ่มการบิน THAI ถูกมองดีกว่า AOT เพราะกำไรผ่านจุดต่ำสุดในปี 69 แล้วและมีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/69 จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง โดย cabin factor อยู่ที่ประมาณ 85% และยอดจองตั๋วเดือน ก.ย. 69 สูงกว่าเดือน ก.ย. 68 ขณะที่ผลดีจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกของ AOT น่าจะสะท้อนในราคาหุ้นไปแล้วเป็นส่วนใหญ่
SHR.BK▲
ไทยเที่ยวไทยพลัส ปี 2569 เปิดลงทะเบียน 1-25 ต.ค. ผ่านเป๋าตัง 1 ล้านสิทธิ์
โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส ปี 2569 ได้รับการเคาะเงื่อนไขล่าสุดจากกระทรวงการคลังและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแล้ว โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 1-25 ตุลาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง รวมทั้งหมด 1,000,000 สิทธิ์ และจะเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติเร็วๆ นี้ สำหรับวงเงินสนับสนุนค่าที่พัก รัฐบาลช่วยจ่ายค่าที่พักตามจริงสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน จำกัดสูงสุด 5 คืนต่อคน คิดเป็นมูลค่าส่วนลดค่าที่พักสูงสุด 7,500 บาท ส่วนคูปองท่องเที่ยวอิเล็กทรอนิกส์เป็นรูปแบบร่วมจ่าย รัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเอง 50% โดยเที่ยวเมืองหลักรัฐสนับสนุนคูปองมูลค่า 1,500 บาทต่อสิทธิ์ และเที่ยวเมืองรองรัฐสนับสนุนคูปองมูลค่า 2,000 บาทต่อสิทธิ์ หากมีการใช้จ่ายในพื้นที่เมืองรองอย่างน้อย 1 ครั้ง ระบบจะปรับวงเงินเพิ่มเป็น 2,000 บาทให้ทันที ช่วงเวลาใช้สิทธิ์เดินทางเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2570 แบ่งเป็นเฟส 1 วันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม 2569 และเฟส 2 วันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2570 โดยงดให้ใช้สิทธิ์ช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2569 ถึง 15 มกราคม 2570 ผู้มีสิทธิ์ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน และมีบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงที่ยังไม่หมดอายุ ทั้งนี้ หุ้นที่ได้รับประโยชน์เรียงตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT และ SHR ขณะที่หุ้นกลุ่มร้านอาหารที่ได้ประโยชน์จากคูปองที่ปรับเพิ่มขึ้น เรียงตามจำนวนสาขาจากมากไปน้อย ได้แก่ M, ZEN, CENTEL และ MAGURO ส่วนกลุ่มธุรกิจสปา ได้แก่ SPA
SHR.BK
SHR ออกหุ้นกู้ 2 ปี 9 เดือน ดอกเบี้ย 4.5% ขาย 14-16 ก.ย.
บมจ.เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (SHR) ยื่นแบบแสดงรายการต่อ ก.ล.ต. เพื่อออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน อายุ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เสนอขายต่อประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2569 ผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่าย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ บล.เอเซีย พลัส โดยมีธนาคารกรุงไทยเป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ หุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB- ขณะที่องค์กรอยู่ที่ BBB จากทริสเรทติ้งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 บริษัทจะนำเงินที่ได้ไปชำระคืนหนี้จากการออกตราสารหนี้เดิม และใช้สำหรับซื้อทรัพย์สิน ลงทุน หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
SHR เปิดขายหุ้นกู้ 4.50% 14-16 ก.ย. 69
บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ในเครือสิงห์ เอสเตท ประกาศอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้อายุ 2 ปี 9 เดือนที่ 4.50% ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน และเตรียมเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2569 ผ่าน 5 สถาบันการเงินชั้นนำ โดยหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB- จากทริสเรติ้ง ซึ่งจัดอยู่ในระดับลงทุน ขณะที่บริษัทได้รับการจัดอันดับที่ BBB แนวโน้ม Stable นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SHR กล่าวว่าการออกหุ้นกู้ครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานธุรกิจ และเงินที่ได้จะนำไปชำระคืนหุ้นกู้เดิมและรองรับการปรับปรุงโรงแรมครั้งใหญ่ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายคาดว่าหุ้นกู้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเช่นเดียวกับหุ้นกู้ของสิงห์ เอสเตทที่ผ่านมา
SHR กำไรครึ่งปีแรก 171 ล้านบาท จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.015 บาท
บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR รายงานกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 171 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอัตรา 0.015 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 27 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 กันยายน 2569 นายไมเคิล เดวิด มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการ 2,266 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรกมีรายได้ 4,900 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยฤดูกาล โรงแรมในสาธารณรัฐฟิจิมีผลการดำเนินงานโดดเด่นจากการเข้าสู่ช่วง High Season ส่งผลให้รายได้เติบโตกว่า 9% จากปีก่อน และ RevPAR ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาส 2 โดยมีอัตราการเข้าพักเกือบ 90% ขณะที่โรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต และทราย เกาะสมุย วิลล่าส์ มี RevPAR เติบโต 22% และ 14% ตามลำดับ บริษัทเชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังจะทยอยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย ยอดจองล่วงหน้าปรับตัวดีขึ้น และราคาน้ำมันเริ่มลดลง ประกอบกับการเข้าสู่ช่วง High Season ของฟิจิและสหราชอาณาจักรในไตรมาส 3 และประเทศไทยกับมัลดีฟส์ในไตรมาส 4 รวมถึงการเปิดตัว SunRay Social & Swim Club เดย์คลับคอนเซ็ปต์ใหม่ ณ โรงแรมทราย เกาะสมุย วิลล่าส์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เพื่อเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ค่าห้องพัก
CGS International คงคำแนะนำซื้อ SHR แต่ปรับลดเป้าเหลือ 2.50 บาท
CGS International คงคำแนะนำซื้อหุ้น บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR แต่ปรับลดราคาเป้าหมายลงเหลือ 2.50 บาท จากเดิม 3.00 บาท หลังปรับลดประมาณการกำไรปกติต่อหุ้นปี 2569 ถึง 2571 ลง 10.9 ถึง 38.1 เปอร์เซ็นต์ เพื่อสะท้อนผลกระทบจากธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์ที่อ่อนแอกว่าคาด โดยคาดว่าไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทจะขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ 77 ล้านบาท เทียบกับกำไรปกติ 24 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน และ 259 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้ธุรกิจโรงแรมที่คาดลดลงเหลือ 2.3 พันล้านบาท ลดลง 4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 12 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ปัจจัยกดดันหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในมัลดีฟส์ลดลง และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นดันต้นทุนสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น โดยคาดว่า RevPAR ของโรงแรมในมัลดีฟส์จะลดลง 12 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะที่ต้นทุนค่าสาธารณูปโภคจะเพิ่มขึ้นราว 35 ถึง 40 ล้านบาท หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน ฝ่ายวิจัยมองว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของสหราชอาณาจักร และคาดว่าธุรกิจในมัลดีฟส์จะทยอยฟื้นตัวหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย นอกจากนี้ แผนขายเงินลงทุนใน Jupiter Hotels Limited ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงแรม 15 แห่งในสหราชอาณาจักร อาจล่าช้าไปจนถึงปลายปี 2569 จากเดิมที่ประกาศแผนไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยหากธุรกรรมแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิของ SHR ได้ประมาณ 50 ถึง 100 ล้านบาทต่อปี จากการไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนของ Jupiter Hotels Limited อีกต่อไป สำหรับประมาณการล่าสุด CGS International คาดว่า SHR จะมีรายได้ 10,101 ล้านบาท และกำไรปกติ 387 ล้านบาท ในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 581 ล้านบาท และ 744 ล้านบาท ในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ
SHR เตรียมออกหุ้นกู้ชุดใหม่ อายุ 2 ปี 9 เดือน ดอกเบี้ย 4.40%-4.60% เสนอขาย 14-16 ก.ย. นี้
บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป โดยอยู่ระหว่างยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลต่อสำนักงาน ก.ล.ต. หุ้นกู้ดังกล่าวมีอายุ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ย 4.40% ถึง 4.60% ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือน จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และคาดว่าจะเสนอขายระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 กันยายน 2569 ผ่านผู้จัดการการจัดจำหน่าย 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง และบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หุ้นกู้ชุดนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB- ซึ่งเป็นระดับลงทุน จากทริสเรทติ้ง โดยอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรอยู่ที่ระดับ BBB แนวโน้ม Stable นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนนำเงินที่ได้รับไปใช้ชำระคืนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดไถ่ถอน และรองรับการลงทุนปรับปรุงโรงแรมในพอร์ตโฟลิโอ เพื่อยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 2,634 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 264 ล้านบาท เติบโต 51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน