Thailand▲
INVX ชี้กฎดาต้าเซ็นเตอร์ชัด ดันหุ้นพลังงานสะอาด-นิคมฯ แนะนำ Selective Buy
นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX ระบุว่า ความพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรกมีมติเร่งบูรณาการข้อมูลและข้อกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Single Dashboard เพื่อวางกรอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมให้ชัดเจนภายใน 1 เดือน โดยกำหนดเกณฑ์ให้ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าเกินกว่า 2 MW เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม พร้อมกำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งทางตรงและทางอ้อม และกำหนดเงื่อนไขพลังงานที่เข้มงวดเพื่อสนับสนุน Green Data Center ทั้งการแยกประเภทอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม การบังคับใช้สัดส่วนพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อตอบโจทย์ Net Zero และการคุมเข้มมาตรฐานระบบสำรองไฟ พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่และอาคาร และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และเตรียมใช้มาตรการเด็ดขาดระงับการจัดสรรน้ำและไฟฟ้าสำหรับโครงการที่ยังไม่ก่อสร้างหากไม่ผ่านเกณฑ์ InnovestX ประเมินว่านโยบายที่ชัดเจนขึ้นนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ กลุ่มพลังงานสะอาด ซึ่งข้อบังคับการใช้พลังงานสะอาดขั้นต่ำ 60% จะเปลี่ยนภาพจากทางเลือกเป็นความจำเป็น กระตุ้นความต้องการจริงอย่างก้าวกระโดด และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งการจัดดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการอุตสาหกรรมจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ไหลเข้าสู่นิคมฯ ชั้นนำที่มีความพร้อมด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid และการจัดการสิ่งแวดล้อม ทิ้งห่างนิคมฯ ที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Selective Buy โดยเน้นสะสมหุ้นกลุ่มผู้นำใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่เน้นบริษัทมีโครงข่ายไฟฟ้าระดับ Smart Grid ที่เสถียรพอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Tier 3-4 มีการร่วมทุนกับบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ และมีระบบบริหารจัดการน้ำหมุนเวียนของตนเอง คือ AMATA และ WHA ขณะที่กลุ่มพลังงานสะอาดเน้นบริษัทที่มีความคืบหน้าในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทางตรงหรือ Direct PPA กับกลุ่ม Hyperscaler ระดับโลก มีคะแนน ESG และ Green Certificate สูง และมีการลงทุนเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานหรือ BESS เพื่อรักษาความเสถียรของไฟฟ้าที่ส่งให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM รวมทั้งผู้รับจ้างวางระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงอย่าง GUNKUL
Thailand▲
โบรกชู CK-STECON เด่น รับงบปี 70 ปลดล็อกประมูลเมกะโปรเจกต์
บทวิเคราะห์กลุ่มรับเหมาก่อสร้างของ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่าการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเร่งลงทุนภาครัฐรอบใหม่ โดยมีงบลงทุนสูงถึงประมาณ 7.89 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการลงทุนรวม 262 โครงการ ครอบคลุมถนน รถไฟ รถไฟฟ้า ท่าเรือ และสนามบิน ส่วนงบท้องถิ่นเกือบ 3.95 แสนล้านบาท จะช่วยเพิ่มงานก่อสร้างและซ่อมบำรุงในภูมิภาค โดยมองว่ากลุ่มรับเหมาก่อสร้างได้รับประโยชน์โดยตรงมากที่สุด และประเมินว่า บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON มีความเชื่อมโยงกับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณมากที่สุด พร้อมแนะนำ "ซื้อ" CK ให้มูลค่าเหมาะสม 24 บาท และ "ซื้อ" STECON ให้มูลค่าเหมาะสม 23 บาท ด้านกลุ่มวัสดุก่อสร้างมองว่า SCC, SCCC และ TASCO เป็นผู้ได้รับประโยชน์ โดย TASCO จะได้แรงหนุนจากงบซ่อมบำรุงถนนและโครงข่ายทางหลวง ขณะที่ บล.พาย มีมุมมองสอดคล้องกันว่าเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกของงานประมูลภาครัฐรอบใหม่ โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 CK มีการลงนามงานใหม่ในลักษณะงานเพิ่มเติมจากโครงการเดิมเพียงประมาณ 870 ล้านบาท ทำให้ Backlog ลดลงจากกว่า 168,000 ล้านบาท ในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 146,000 ล้านบาท ณ สิ้นครึ่งแรกปี 2569 แต่ทิศทางงานใหม่เริ่มชัดเจนขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 อนุมัติเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง มูลค่ารวมกว่า 1.06 แสนล้านบาท ประกอบด้วย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี มูลค่า 36,892 ล้านบาท ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ มูลค่า 61,534 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ มูลค่า 8,371 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ในช่วงต้นปี 2570 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ซึ่งมีทั้งหมด 6 โครงการ และ บล.พาย มองว่าการเปิดประมูลโครงการรถไฟทางคู่มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เป็นโอกาสให้ CK เข้าร่วมประมูลทั้งหมด โดยคาดว่า 3 โครงการดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นประมาณ 5 สัญญา ซึ่งหากได้รับงานใหม่ จะเป็น Upside ต่อประมาณการรายได้ปี 2570 ที่ บล.พาย ประเมินไว้ที่ 42,134 ล้านบาท เนื่องจากยังไม่ได้รวมงานใหม่ที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ CK ยังมีโอกาสได้รับงานขนาดใหญ่อีก 2 โครงการที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ได้แก่ งานวางระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ มูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท และโครงการทางด่วน Double Deck มูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท โดย บล.พาย ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" CK ให้มูลค่าเหมาะสม 23.10 บาท อิง 1.3 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 2569
Thailand▼
DELTA กดดันหุ้นไทยหลุด 1,600 จุด หลังหุ้นกู้แปลงสภาพ 1.5 พันล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นไทยช่วงวันที่ 14-18 กันยายน 2026 แกว่งตัวลงและหลุดระดับ 1,600 จุด โดยมี DELTA เป็นหุ้นหลักที่กดดันดัชนี หลังบริษัทแม่ออกหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแลกเป็นหุ้น DELTA ได้ โดยราคาแปลงสภาพกำหนดที่ premium 15-20% สำหรับอายุ 1 ปี คิดเป็น 289-302 บาท และ 30-40% สำหรับอายุ 5 ปี คิดเป็น 327-353 บาท ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นกู้ขายชอร์ตหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา โดยหุ้นกู้ดังกล่าวแบ่งเป็น tranche อายุ 1 ปี มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอายุ 5 ปี มูลค่า 1.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่ง Delta ไต้หวันออกเพื่อนำเงินไปขยายกิจการ ขณะที่การประชุม Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดคาด และ Dot Plot ประเมินอัตราดอกเบี้ยสิ้นปี 2026F และ 2027F ที่ 4.1% ทั้งสองปี ด้านกลุ่มท่องเที่ยวอย่าง AOT MINT และ CENTEL ถูกกดดันจากการเลื่อนมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสจากปลายปี 2026 ไปเป็นปี 2027F ส่วนกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่นอย่าง TOP SPRC และ BCP ถูกกดดันจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาที่ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลง 4.00 บาทต่อลิตร จากเดิมลด 2.40 บาทต่อลิตร ขณะที่กลุ่มธนาคารอย่าง KBANK KTB และ BBL รวมถึงกลุ่มประกันอย่าง BLA และ TLI ปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น
Thailand▲
ปตท. เดินหน้าวาง LNG เป็นทางเลือก มุ่งสู่การเป็น Physical LNG Delivery Hub ของภูมิภาค
นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ก๊าซธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะ Transition Fuel และ Destination Fuel โดยเฉพาะในเอเชียที่ความต้องการพลังงานยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งจากภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และความต้องการใหม่ ๆ เช่น Data Center และ AI พร้อมระบุว่ารูปแบบการจัดหา LNG กำลังเปลี่ยนจาก Point-to-Point LNG System ไปสู่ Connected Flexible Network ที่เชื่อมโยงแหล่งจัดหา เส้นทางขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดปลายทางเข้าด้วยกัน ปตท. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐานก๊าซและ LNG และ LNG Portfolio ควบคู่กัน โดยมีแนวทางสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงและยืดหยุ่นมากขึ้น จากการมี Capacity ไปสู่การมี Connectivity และ Flexibility ผ่านการเพิ่มความสามารถด้าน Storage, Reload, Re-export, Break-bulk และ Ship-to-Ship รวมถึงแนวทาง Virtual Inventory และการสร้าง LNG Portfolio ที่ Diversified และ Flexible โดยกระจายความหลากหลายทั้งแหล่งจัดหา ภูมิภาค ผู้ขาย รูปแบบสัญญา การขนส่ง และตลาดปลายทาง พร้อมสร้างสมดุลระหว่างสัญญาระยะยาวซึ่งเป็นฐานของ Supply Security กับการจัดหาระยะสั้นและ Spot Market จากการพัฒนา Connected Infrastructure ควบคู่กับ Flexible LNG Portfolio ปตท. มุ่งยกระดับศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็น Physical LNG Delivery Hub ของภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบพลังงานไทย
Thailand
กพช. ไฟเขียวขยายโซลาร์ภาคประชาชนรวม 10,000 เมกะวัตต์ รับซื้อ 2.20 บาท 20 ปี
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบมาตรการสำคัญด้านพลังงาน 2 ประเด็น ได้แก่ แนวทางลดภาระค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 และการขยายโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับภาคประชาชน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กกพ. เห็นชอบค่า Ft ขายปลีกที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รับภาระคงค้างสะสมแทนประชาชนไปพลางก่อน และให้นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่เก็บรักษาไว้จำนวน 16,127.17 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าผ่านค่า Ft รวมถึงคิดราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามราคาที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินประมาณการเฉลี่ยราคาควบคุมที่ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู สำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยจะทยอยเรียกเก็บส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่รอบเดือนพฤษภาคม 2570 เป็นต้นไป ภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ. ด้านการส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขยายทั้งแบบบนหลังคา ภาคพื้นดิน และลอยน้ำ ในรูปแบบ Net Billing โดยขยายเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งรวมเป้าหมายเดิม 500 เมกะวัตต์ กำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ และกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี พร้อมกันนี้ผู้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเดิมตั้งแต่โครงการตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 และมติ กพช. เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 เป็นต้นมา รวมถึงโครงการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ภายใต้เป้าหมาย 500 เมกะวัตต์ จะได้รับการปรับระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ กพช. มอบหมายให้ กกพ. ออกและปรับปรุงระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคส่งข้อมูลการจำหน่ายและรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบเป็นปัจจุบันให้ กฟผ. เพื่อติดตามและบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ
Thailand▲
EGCO ซื้อหุ้น 45.0549% โรงไฟฟ้าก๊าซ Astoria Energy II ขนาด 615 MW ในนิวยอร์ก
บริษัท ผลิตไฟฟ้า หรือ EGCO ประกาศเข้าซื้อหุ้นทางอ้อมสัดส่วน 45.0549% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ Astoria Energy II หรือ AE II กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทย่อย EGCO New York, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด โดยลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Gulf Pacific Power, LLC หรือ GPP กองทุน Private Equity ซึ่งบริหารโดย Harbert Power หน่วยงานด้านการลงทุนในธุรกิจพลังงานของ Harbert Management Corporation เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Asset Recycling ที่นำเงินทุนจากการหมุนเวียนสินทรัพย์ที่เติบโตเต็มที่แล้วเข้าสู่สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับพรีเมียมที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทันที โรงไฟฟ้า AE II ตั้งอยู่ในเขตควีนส์ ห่างจากสนามบินลาการ์เดียไม่ถึง 2 ไมล์ ในพื้นที่ศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า Zone J ของ New York Independent System Operator หรือ NYISO และจำหน่ายไฟฟ้าภายใต้สัญญาจ้างผลิตไฟฟ้าระยะยาวหรือ Tolling Agreement กับ New York Power Authority หรือ NYPA องค์กรไฟฟ้าสาธารณะของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้ EGCO รับรู้รายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิง นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้จะผนึกรวมกับพอร์ตสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วในสหรัฐฯ ทั้งโรงไฟฟ้า Linden Cogen, Compass Portfolio และกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Apex Clean Energy และ Pinnacle II เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตจากเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานการเติบโตอันดับ 2 ของบริษัท
Thailand▲
PLANB ได้ 2 ที่นั่งบอร์ด COM7 ดาโอชี้รับรู้ Equity Method ทันที
บล.ดาโอ ระบุว่า COM7 แจ้งมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ board seat 2 ที่นั่งสำหรับ PLANB ทำให้โครงสร้างคณะกรรมการของ COM7 เพิ่มจาก 7 ที่นั่งเป็น 9 ที่นั่ง โดย PLANB ได้ 2 ที่นั่ง คิดเป็นสัดส่วน 22% ถือว่ามีอำนาจในการควบคุม ส่งผลให้ PLANB เปลี่ยนการรับรู้ผลตอบแทนจากเดิมเพียงเงินปันผลมาเป็น Equity Method ทันที ทำให้กำไรเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นบวกต่อดีล COM7 ซึ่งปัจจุบัน PLANB ถือหุ้นอยู่ที่ 11.01% เพราะช่วยเพิ่ม media capacity และขยายฐานลูกค้า ต่อยอดการเติบโตของรายได้ OOH ในระยะยาว โดยคาด net carry ภายใต้ equity method ปี 2569E อยู่ที่ 53 ล้านบาท ก่อนพลิกเป็น 422 ล้านบาท ในปี 2570E ทั้งนี้ assumptions ของฝ่ายวิจัยยังไม่รวม upside จาก synergy โดย new target price สำหรับปี 2569E อยู่ที่ 7.40 บาท และปี 2570E ที่ 10.5 บาท อิง PE 26x ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569E ที่ 1,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% YoY แต่ยังไม่รวมดีล COM7 ในประมาณการ พร้อมคงแนะนำซื้อ และคงราคาเป้าหมายที่ 7.10 บาท อิง 2569E PER 26x ปัจจุบัน PLANB เทรดอยู่ที่ 2569E PER 22.7x ฝ่ายวิจัยยังชอบ PLANB จากความเป็นผู้นำธุรกิจสื่อ OOH และคาดว่าจะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเม็ดเงินโฆษณา
Thailand▲
หยวนต้าคงแนะนำซื้อ TASCO เป้า 19.40 บาท แม้ Q3/69 อ่อนแอ
บล.หยวนต้า ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO โดยระบุว่าการกลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาเปิด Upside ระยะยาว แต่แนวโน้มไตรมาส 3/2569 ยังท้าทาย บริษัทให้มุมมองว่าปริมาณยอดขายยางมะตอยจะชะลอตัวทั้ง QoQ และ YoY จากยอดขายในประเทศที่อ่อนแอเพราะเข้าสู่ฤดูฝนและจังหวะเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐปลายปีงบ 2569 ชะลอลง แม้งบลงทุนคงเหลือรอเบิกจ่ายยังสูงถึง 239,000 ล้านบาท หรือ 31% ของวงเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่ยอดขายต่างประเทศทรงตัวถึงอ่อนตัวเล็กน้อย เพราะราคายางมะตอยต่างประเทศปรับขึ้นเหนือ 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน สูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้ลูกค้าชะลอสั่งซื้อ บริษัทยังคงเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 1.1-1.2 ล้านตัน โดยครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 0.53 ล้านตัน คิดเป็นราว 44-48% ของเป้าทั้งปี ด้านธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคาดทรงตัวจากไตรมาส 2 โดยผู้บริหารคงเป้ารับรู้รายได้ครึ่งปีหลัง 2569 ราว 2,500 ล้านบาท เพิ่ม 88% HoH และ 117% YoY และ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 มี Backlog 6,200 ล้านบาท สำหรับการนำเข้าน้ำมันดิบเวเนซุเอลา บริษัทนำเข้า Lot ที่ 1 ปริมาณ 6-7 แสนบาร์เรล ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 และ Lot ที่ 2 ปริมาณ 8-9 แสนบาร์เรล กลางเดือนสิงหาคม 2569 ทั้งสองครั้งยังเป็นสัญญาแบบ Lot-by-Lot ผ่านคนกลาง ไม่ใช่สัญญาระยะยาวโดยตรงกับ PDVSA โดยการกลับมานำเข้าจะหนุน Asphalt Yield สูงขึ้นราว 10-15% เทียบกับการใช้น้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 1,563 ล้านบาท เพิ่ม 57.3% YoY และปี 2570 ที่ 1,935 ล้านบาท เพิ่ม 23.8% YoY พร้อมคงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2570 ที่ 19.40 บาท คาดจ่ายปันผลปี 2569 ที่ 1.00 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.9% จึงคงคำแนะนำ ซื้อ
Thailand▲
รัฐบาลต่อเวลาไทยช่วยไทยพลัสถึงสิ้นปี หนุนหุ้นอุปโภคบริโภค NEO-CBG-OSP เด่น
รัฐบาลเตรียมขยายระยะเวลามาตรการไทยช่วยไทยพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเฟสใหม่ออกไปอีก 2 เดือน เป็นช่วง พ.ย.-ธ.ค. 2569 จากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2569 โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 22 ก.ย. นี้ การต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสครั้งนี้จะใช้งบประมาณ 200,000 ล้านบาทแรกที่จัดสรรสำรองไว้สำหรับสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยไม่มีการโยกย้ายงบประมาณจากส่วนอื่น และยังคงสัดส่วนการร่วมจ่ายที่ 60:40 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ขณะที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังคงได้รับสิทธิช่วยเหลือ 100% ตามเดิม โดยรัฐบาลจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิในวันที่ 30 ก.ย. 2569 และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 26 ล้านคน ผู้ผ่านคุณสมบัติสวัสดิการแห่งรัฐ 9.5 ล้านคน และอยู่ระหว่างการขอทบทวนสิทธิราว 5 ล้านคน รวมผู้ลุ้นได้สิทธิ 40 ล้านคน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่ามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นต่อมาตรการดังกล่าว เนื่องจากไทม์ไลน์มีความชัดเจนขึ้น และมองว่าหุ้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุดตามสัดส่วนรายได้ในประเทศ ได้แก่ NEO ให้ราคาเป้าหมาย 31.00 บาท CBG เป้า 67.00 บาท และ OSP เป้า 20.00 บาท
Thailand▲
บล.พาย คงแนะนำซื้อ CK เป้า 23.1 บาท หลังครม.อนุมัติรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง 1.06 แสนล้าน
บล.พาย ประเมินหุ้น CK ว่ากำลังเริ่มเห็นสัญญาณงานประมูลใหม่ หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการเซ็นสัญญางานใหม่เพียง 870 ล้านบาท ทำให้ Backlog ลดลงจากกว่า 168,000 ล้านบาทเมื่อต้นปี 26 เหลือ 146,000 ล้านบาท ณ สิ้น 1H26 ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ย. คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้เดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง มูลค่ารวมกว่า 1.06 แสนล้านบาท ประกอบด้วยเส้นทางชุมพร-สุราษฎร์ธานี 36,892 ล้านบาท สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ 61,534 ล้านบาท และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 8,371 ล้านบาท โดยคาดว่าจะจัดการประกวดราคาได้ในช่วงต้นปี 27 ทั้งนี้ โครงการรถไฟทางคู่ 3 เส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟทางคู่เฟส 2 ซึ่งมีทั้งสิ้น 6 โครงการ การเดินหน้า 3 โครงการจึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะมีโครงการอื่นๆ ออกตามมา ฝ่ายวิจัยมองว่าด้วยจำนวนสัญญาที่คาดว่าจะแบ่งเป็น 5 สัญญาใน 3 โครงการ จะทำให้ CK มีโอกาสชนะการประมูลได้ในบางสัญญา และจะช่วยหนุนรายได้ปี 27 ให้ดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 42,134 ล้านบาท เนื่องจากเดิมยังไม่ได้รวมงานใหม่เข้าไป สำหรับแนวโน้มผลประกอบการงวด 3Q26 คาดยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจาก 2Q26 จากการเป็นช่วง High Season ของ CKP นอกจากนี้ยังมีงานใหญ่อีก 2 โครงการที่มีโอกาสสูงที่ CK จะได้รับ เพราะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทย่อยอย่าง BEM คืองานวางระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงตอนใต้ มูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท และงานทางด่วน Double Deck มูลค่า 35,000 ล้านบาท ฝ่ายวิจัยจึงคงคำแนะนำซื้อ โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 23.1 บาท
Thailand▲
WEH ปิดขายหุ้นกู้ 7,000 ล้านบาทเต็มจำนวน ค้ำประกันโดย CGIF ใหญ่สุดในไทย
บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ WEH ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมรายใหญ่ที่สุดของไทย ประสบความสำเร็จในการปิดการระดมทุนผ่านหุ้นกู้มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาทได้เต็มจำนวน โดยแบ่งเป็นหุ้นกู้ทั่วไปและหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับ Investment Grade รวม 4 ชุด เสนอขายแก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AAA แนวโน้มคงที่ จากทริสเรทติ้ง ภายใต้การค้ำประกันของ Credit Guarantee and Investment Facility หรือ CGIF ซึ่งจัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asian Development Bank (ADB) หุ้นกู้ออกโดยบริษัทย่อยของ WEH จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ทรอปิคอล วินด์ จำกัด และ บริษัท เค.อาร์.เอส. ทรี จำกัด เป็นหุ้นกู้แบบทยอยชำระคืนเงินต้น หรือ Amortising Bond อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.56 ต่อปี อายุ 9 ปี 9 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2579 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ และธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นนายทะเบียนหุ้นกู้และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ธุรกรรมครั้งนี้นับเป็นธุรกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก CGIF ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบัน WEH มีโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เปิดดำเนินงานแล้ว 8 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 717 เมกะวัตต์ และมีโครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์แบบมีระบบกักเก็บพลังงานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและพัฒนาอีก 4 โครงการ รวมกำลังการผลิตทั้งสิ้น 1,106 เมกะวัตต์ พร้อมตั้งเป้าขยายสู่ 2,000 เมกะวัตต์ โดยบริษัทมีรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาทและกำไรสุทธิสูงกว่า 5,000 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นแล้วรวมกว่า 11,000 ล้านบาท
Thailand
ผู้ร่วมก่อตั้งแอร์เอเชียมั่นใจดีมานด์เดินทางยังแกร่ง รับมือน้ำมันแพงเบากว่ายุคโควิด
โทนี เฟอร์นานเดส ผู้ร่วมก่อตั้งสายการบินแอร์เอเชีย เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 กันยายนว่า ความท้าทายที่สายการบินโลว์คอสต์รายนี้เผชิญจากราคาน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้นนั้นรุนแรงน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับวิกฤตช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยความต้องการเดินทางทางอากาศที่ยังแข็งแกร่งต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนการดำเนินธุรกิจ เฟอร์นานเดสกล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่ฮ่องกงว่าไตรมาส 2 เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดสำหรับสายการบิน และคาดการณ์ว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นหลังแอร์เอเชียทยอยปรับขึ้นราคาค่าโดยสารเพื่อสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวเมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า รัฐบาลมาเลเซียได้สอบถามสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สและสายการบินบาติกแอร์ว่าจะรองรับเส้นทางบินและผู้โดยสารเที่ยวบินภายในประเทศแทนแอร์เอเชียได้หรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนรับมือระหว่างที่ทางการจับตาดูฐานะทางการเงินของแอร์เอเชีย สายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ แอร์เอเชียได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาน้ำมันอากาศยานที่พุ่งขึ้นจากสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับฝ่ายอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันอากาศยานเฉลี่ยในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นถึง 66% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 183 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
Thailand▲
บัวหลวงคงคำแนะนำ TRADING BUY KCE เป้า 70 บาท ชี้โอกาสขึ้นราคาต่อถึงปี 2027
บล.บัวหลวงระบุประเด็นใหม่ของหุ้น KCE คือโอกาสที่รอบการปรับราคาขายอาจต่อเนื่องไปถึงปี 2027 แม้ตลาดรับรู้การขึ้นราคาช่วงเดือน ก.ค. และอีกครั้งใน 4Q26 ไปแล้ว โดยปัจจัยสำคัญไม่ใช่ความต้องการแผงวงจร AI โดยตรง แต่เป็นต้นทุน E-glass มาตรฐานซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของ CCL ที่ยังเพิ่มขึ้น หลังผู้ผลิตทยอยโยกกำลังผลิตไปยังวัสดุเกรดสูงสำหรับ AI ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ดัชนีราคาเส้นใย E-glass มาตรฐานของ Morgan Stanley เพิ่มจาก 1.0 เท่าในเดือน ก.ย. 2025 เป็น 3.7 เท่าในเดือน ส.ค. 2026 และ 4.1 เท่าในเดือน ก.ย. 2026 ขณะที่ราคาซื้อ Fiberglass ของ KCE เพิ่มจาก 0.49 เหรียญสหรัฐต่อเมตรใน 2Q25 เป็น 0.74 เหรียญสหรัฐต่อเมตรใน 2Q26 หรือเพิ่มขึ้น 51% YoY ซึ่งยังเพิ่มน้อยกว่าราคาวัตถุดิบต้นน้ำมาก จึงยังมีความเสี่ยงที่แรงกดดันต้นทุนจะส่งผ่านเข้ามาเพิ่มเติม ทางฝ่ายวิจัยยังไม่ใส่การขึ้นราคาครั้งที่สามในปี 2027 ไว้ในประมาณการกรณีฐาน เพราะตลาด CCL เกรดทั่วไปยังไม่ได้ขาดแคลนทั้งหมด โดยคงสมมติฐานการขึ้นราคาเดือน ก.ค. และ 4Q26 ตามเดิม และคงคำแนะนำ TRADING BUY ราคาเป้าหมาย 70 บาท พร้อมมองการขึ้นราคาเพิ่มเติมในปี 2027 เป็น Upside มากกว่ากรณีฐาน ขณะที่กำไรหลักคาดอยู่ที่ 1.44 พันล้านบาทในปี 2026 เพิ่มขึ้น 78% YoY, 2.07 พันล้านบาทในปี 2027 เพิ่มขึ้น 43.9% และ 2.30 พันล้านบาทในปี 2028 เพิ่มขึ้น 11.1%
Thailand▲
คลังต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 อัดฉีด 7.1 หมื่นล้านบาท
กระทรวงการคลังเตรียมต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ออกไปอีก 2 เดือน ครอบคลุมเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569 ด้วยสูตรเดิม 60:40 โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าจะใช้งบประมาณที่เหลืออยู่และไม่โยกงบส่วนที่สองสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พร้อมเตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 กันยายน 2569 ฝ่ายนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ ประเทศไทย มองเป็นบวกมากขึ้นหลังไทม์ไลน์ชัดเจนขึ้น โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากสัดส่วนรายได้ในประเทศ ได้แก่ NEO แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 31 บาท CBG แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 67 บาท และ OSP แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 20 บาท ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินว่ามาตรการเฟส 2 จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมราว 3.5 ถึง 7.1 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 4/2569 ช่วยหนุนการบริโภคและยอดขายสาขาเดิมให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยคาดกำไรไตรมาส 3/2569 ของ DOHOME และ COM7 เติบโตประมาณ 35 ถึง 45% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มพาณิชย์ที่ NEUTRAL พร้อมเลือก BJC และ COM7 เป็นหุ้น Top Picks
Thailand▲
ฟิลลิปชี้กลุ่มอาหารฟื้น หมู-ไก่ราคาขึ้น BTG-GFPT ออเดอร์ล่วงหน้าแน่นถึงสิ้นไตรมาส 4/2569
บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่าภาพรวมกลุ่มอาหารในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในภาคตะวันออกช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 79 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นราว 41% จากจุดต่ำสุดของปีที่ 56 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่มขึ้นประมาณ 8% YoY ซึ่งเป็นการกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส ขณะที่ราคาเฉลี่ยไตรมาส 3/2569 ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้ากว่า 12% โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากอุปทานที่ลดลงหลังเกษตรกรรายย่อยทยอยลดจำนวนแม่พันธุ์สุกร ส่งผลให้คาดว่าปริมาณสุกรรวมทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ไม่เกิน 20 ล้านตัว ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 21–22 ล้านตัว ด้านราคาไก่เนื้อในประเทศปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2569 โดยราคาหน้าฟาร์ม ณ วันที่ 7 กันยายน 2569 อยู่ที่ 46 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นราว 21% จากจุดต่ำสุด และเติบโตประมาณ 10% YoY ซึ่งเป็นการเติบโต YoY ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบปี จากความต้องการส่งออกที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ยุโรป และเกาหลี ส่งผลให้คำสั่งซื้อล่วงหน้าของ BTG และ GFPT เต็มไปจนถึงสิ้นไตรมาส 4/2569
Thailand▲
หยวนต้า ปรับเป้าน้ำมันดูไบปี 2026-2027 ขึ้นเป็น 90 และ 75 ดอลลาร์ ชู BANPU หุ้นเด่น
บล.หยวนต้า ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2026-2027 ขึ้นเป็น 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อกว่าที่เคยคาดไว้เดิมว่าจะทยอยคลี่คลายในครึ่งหลังปี 2026 โดยสถานการณ์ตึงเครียดกลับมาเร่งตัวตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน จากที่สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง หลังหยุดยิงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และความขัดแย้งยังขยายไปสู่ซาอุฯ กับกลุ่มฮูตี ซึ่งโจมตีโรงกลั่นและท่อขนส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่ขนส่งราว 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 4-5% ของอุปทานโลก โดยซาอุฯ ระบุว่าจะฟื้นฟูการใช้งานได้บางส่วนราว 50% ในไม่กี่วันข้างหน้า แต่การกลับมาเต็มกำลังอาจใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ฝ่ายวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิหุ้น PTTEP ปี 2026-2027 ขึ้น 5-12% เป็น 7.7 หมื่นล้านบาท และ 7.2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ พร้อมคงน้ำหนักลงทุนกลุ่มพลังงาน "เท่ากับตลาด" และมองหุ้นพลังงานต้นน้ำ PTT PTTEP BANPU เป็นตัวเลือกหลักสำหรับการลงทุนช่วงนี้ โดยให้ BANPU เป็นหุ้นเด่นด้วยคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 19.00 บาท จากธุรกิจก๊าซในสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ และธุรกิจถ่านหินที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์ทดแทน LNG ในภูมิภาคที่ตึงตัวจากสงคราม ขณะที่นักลงทุนรับความเสี่ยงน้อยสามารถลงทุน PTT ด้วยคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 45.00 บาท จากธุรกิจครบวงจรที่ผันผวนน้อยและจ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ
Thailand▲
ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง DPC คดี 1.2 พันล้าน ADVANC ยังเหลือ 2 คดี
ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ยกฟ้อง บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ DPC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ADVANC ในคดีหมายเลขดำที่ 1651/2558 มูลค่า 1.2 พันล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในสามคดีที่ บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT ยื่นฟ้องทั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. และ DPC ตั้งแต่ปี 2558 โดยทั้งสามคดีมีมูลค่ารวม 3.2 พันล้านบาท และเป็นการเรียกร้องค่าตอบแทนจากการใช้เครื่องอุปกรณ์และโครงข่ายโทรคมนาคมในช่วงเยียวยาการใช้คลื่น 1800MHz ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2557 ถึง 25 พฤศจิกายน 2558 หลังสัมปทานของ NT สิ้นสุดลง ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้ DPC ไม่ต้องชำระเงิน 1,223 ล้านบาท ตามข้อเรียกร้องของ NT และถือว่าคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังเหลืออีกสองคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน คือคดีหมายเลขดำที่ 918/2558 และ 741/2559 มูลค่ารวม 1.98 พันล้านบาท ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด โดยในกรณีแย่ที่สุด หากแพ้ทั้งสองคดีจะกระทบต่อกำไรต่อหุ้นเพียง 0.67 บาทต่อหุ้น บล.เอเชีย พลัส ยังคงคำแนะนำ Buy สำหรับหุ้น ADVANC พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 428 บาท โดยคาดว่ากำไรปกติจะเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปีในช่วงปี 2569 ถึง 2570 และคาดว่าจะจ่ายปันผลในอัตราที่น่าสนใจราว 0% ถึง 5.1% สำหรับปี 2569 ถึงปี 2570 ตามลำดับ ขณะที่ราคาหุ้น ADVANC ปรับขึ้นมา 12% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ TRUE ปรับขึ้นมาแล้ว 17% นับตั้งแต่ต้นปี
Thailand▲
FSS ปรับคำแนะนำ DELTA เป็นซื้อ เป้า 290 บาท ลุ้นกำไร Q4 นิวไฮ
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ปรับคำแนะนำหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ขึ้นเป็น "ซื้อ" พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 290 บาท โดย FSS คาดว่ากำไรของ DELTA ในไตรมาส 3/69 จะกลับมาเร่งตัวขึ้นแตะ 8.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัวหลังปัญหาวัตถุดิบเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่ความต้องการผลิตภัณฑ์สำหรับ AI Data Center ยังแข็งแกร่ง สำหรับแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/69 คาดว่าจะทำจุดสูงสุดใหม่มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากการส่งมอบคำสั่งซื้อที่ล่าช้ามาจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรสุทธิปี 2569 แตะระดับ 3.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน ส่วนปี 2570 FSS คาดกำไร DELTA เติบโตต่ออีก 41% จากปีก่อน สู่ระดับ 4.5 หมื่นล้านบาท โดยการชะลอตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต ด้านปัจจัยทางเทคนิคประเมินแนวรับ DELTA ที่ 235-232 บาท แนวต้านที่ 248-250 บาท และแนวต้านถัดไปที่ 259 บาท
Thailand▲
กรุงศรีชี้ COM7 กำไร 3Q26F มี Upside แตะ 1.3–1.4 พันลบ. จากยอดขาย iPhone เกินคาด
บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า COM7 เป็น Conviction Call ในกลุ่มค้าปลีกสินค้าไอที โดยมองบวกมากขึ้นต่อโมเมนตัมกำไรปกติใน 2H26F ต่อเนื่องถึงปี 2027F หลังยอดขาย 3QTD เติบโตมากกว่า 20% y-y สูงกว่าสมมติฐานของบริษัทที่ 16% y-y ประกอบกับยอดจอง iPhone 18 Pro/Pro Max ยังแข็งแกร่ง แม้ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8–11% y-y ทำให้กำไรปกติ 3Q26F มีโอกาสเกิด Upside จากประมาณการปัจจุบันที่ 1.1 พันลบ. สู่ 1.3–1.4 พันลบ. ด้านธุรกิจสินเชื่อ Ufund Capital มีแผนเพิ่มทุนแบบ PP ให้กับกลุ่มพันธมิตรบางส่วน โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 600 ลบ. เป็น 2,040 ลบ. แล้ว คาดช่วยผ่อนคลายข้อจำกัดด้าน D/E ที่ปัจจุบันอยู่ใกล้เงื่อนไขเงินกู้ที่ 2.5 เท่า และเพิ่มความสามารถรองรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ UFUND ระยะถัดไป ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026–27F จากปัจจุบันที่คาดโต 13% และ 9% y-y โดยทุกยอดขายที่สูงกว่าสมมติฐาน 1% จะเพิ่มกำไรปกติราว 2% และราคาเป้าหมายประมาณ 0.75 บาท/หุ้น พร้อมคงคำแนะนำ ซื้อ และคงราคาเป้าหมายปี 2027F ที่ 35.0 บาท.
Thailand▲
SCC กลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์ ROC แล้ว โบรกฯ คงแนะนำซื้อ เป้า 332 บาท
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งว่าบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC ได้กลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ย.69 หลังจากหยุดเดินโรงงานชั่วคราวจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยนายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC ระบุว่า ROC ได้เริ่มกระบวนการเดินเครื่องโรงงานสำเร็จหลังประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว ด้านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง มองเป็นบวกต่อข่าวดังกล่าว เพราะการกลับมาเดินเครื่องของ ROC จะช่วยทดแทนกำลังการผลิตโอเลฟินส์ของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ หรือ MOC ที่จะลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาส 4/69 ทำให้ปริมาณการผลิตโอเลฟินส์ในไตรมาส 4/69 ทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 3/69 และช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 332 บาท
Thailand▲
ITEL คว้างาน USO3 มูลค่าราว 1.7 พันล้านบาท ดันแบ็กล็อกพุ่งเฉียด 4 พันล้านบาท
บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า คณะกรรมการกิจการและโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ประกาศรายชื่อผู้เสนอราคาต่ำที่สุดสำหรับโครงการจัดหาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล เฟสที่ 3 หรือ USO3 ซึ่ง ITEL ร่วมกับพาร์ตเนอร์เข้ารับงานรวมทั้งหมด 3 สัญญา แบ่งเป็นสัญญาที่ร่วมกับไทยคม จำนวน 2 สัญญา และสัญญาที่ร่วมกับ TKC ในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 1 สัญญา คิดเป็นมูลค่าโครงการเฉพาะในส่วนของ ITEL ราว 1.7 พันล้านบาท โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับการเซ็นสัญญาในช่วงไตรมาส 4/2569 มูลค่าสัญญารวมของโครงการ USO3 ทั้งหมดอยู่ที่ 5.42 พันล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ หลังรับงานครั้งนี้ส่งผลให้งานในมือหรือแบ็กล็อกของบริษัทเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 2.2 พันล้านบาท เป็น 3.9 พันล้านบาท โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการราว 5 ปี และคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปี 2574 ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 บริษัทคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งแรกปีแรก ซึ่งในช่วงครึ่งแรกปีนี้มีรายได้แล้วราว 1.36 พันล้านบาท และทั้งปี 2569 บริษัทยังคงเป้ารายได้รวมไว้ที่ประมาณ 3.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ราว 2.86 พันล้านบาท ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำซื้อหุ้น ITEL ราคาเป้าหมาย 2.00 บาท คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/2569 และช่วยสนับสนุนให้กำไรปี 2570 กลับมาเติบโตมากขึ้น
Thailand▲
เคจีไอชู AWC-CENTEL เด่น รับท่องเที่ยวฟื้นครึ่งปีหลัง
ฝ่ายนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มภาคการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังมีความยืดหยุ่น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงแรมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-12 กันยายน 2569 อยู่ที่ 21.72 ล้านคน ลดลง 3.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและวันหยุดยาว Golden Week จะเพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 250,000 คน ฝ่ายวิจัยคาดว่า RevPAR จะเร่งตัวขึ้นในไตรมาส 3/2569 โดยพลิกกลับมาเติบโตเป็นบวก จากไตรมาส 2/2569 ที่ติดลบ 10% และคาดว่า RevPAR ของโรงแรมในไทยจะเติบโตตั้งแต่ระดับเลขหลักเดียวจนถึงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน สำหรับหุ้นกลุ่มโรงแรม คาดว่า บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC จะเป็นหนึ่งในผู้นำการฟื้นตัว โดยคาด RevPAR เติบโต 24% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL คาด RevPAR เติบโตในระดับเลขสองหลักกลาง ๆ และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW คาดเติบโตในระดับเลขหลักเดียว ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มโรงแรม “มากกว่าตลาดฯ” โดยเลือก AWC ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท และ CENTEL ราคาเป้าหมาย 49.00 บาท เป็นหุ้นที่ชื่นชอบ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ ERW ราคาเป้าหมาย 4.30 บาท, MINT ราคาเป้าหมาย 30.00 บาท และ SHR ราคาเป้าหมาย 1.90 บาท
Thailand▲
การบินไทยรับอานิสงส์โลว์คอสต์ลดเที่ยวบิน เปิดบินกรุงเทพฯ–ดานัง 1 ธันวาคมนี้
การบินไทย หรือ THAI มองวิกฤติสภาพคล่องของสายการบินโลว์คอสต์เป็นโอกาสเข้าไปแทนเส้นทางที่เที่ยวบินลดลง โดยนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าณ สิ้นไตรมาส 2/2569 จนถึงปัจจุบัน บริษัทมีกระแสเงินสดมากกว่า 1.2 แสนล้านบาท และได้ทำการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้แล้วมากกว่า 40% ของความต้องการใช้ตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจะนำเครื่องบินที่มีอยู่และเครื่องบินที่รับเข้ามาปรับปรุงแล้ว เช่น B787 และ A321 มาหมุนเวียนบินชดเชย พร้อมเพิ่มความถี่และเมืองใหม่ในภูมิภาคเอเชีย ทั้งอินเดีย จีน และเวียดนาม โดยเฉพาะเส้นทางจีนเพิ่มความถี่เที่ยวบินตรงเข้าเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และกวางโจว เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ต่อเส้นทาง พร้อมกลับมาเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ–เซี่ยเหมิน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน และเพิ่มเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ–ดานัง สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2569 สำหรับตารางการบินฤดูหนาว ปี 2569/2570 ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ถึง 27 มีนาคม 2570 การบินไทยจะให้บริการรวม 66 เส้นทาง ครอบคลุมทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ โดยเพิ่มความถี่เส้นทางกรุงเทพฯ–มิวนิก เป็นสัปดาห์ละ 10 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ–ซูริก สัปดาห์ละ 11 เที่ยวบิน และกรุงเทพฯ–ปารีส สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน ขณะที่กลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มเส้นทางกรุงเทพฯ–เวียงจันทน์ และกรุงเทพฯ–ย่างกุ้ง เป็นสัปดาห์ละ 21 เที่ยวบินต่อเส้นทาง ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์คาดรายได้งวดไตรมาส 3/2569 ฟื้นตัวทั้งเทียบไตรมาสก่อนหน้าและเทียบปีก่อน สอดคล้องกับการฟื้นตัวของ Load Factor พร้อมคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2570 ที่ 8 บาท
Thailand▲
STA คาดยอดขายยาง EUDR ไตรมาส 4/2569 เพิ่มเท่าตัวแตะ 6 หมื่นตัน
บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA รับอานิสงส์ราคายางพาราขาขึ้น หลังฝนตกหนักในพื้นที่เพาะปลูกกดดันซัพพลายตึงตัว ดันราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้าทั้งตลาดโตเกียวและตลาดสิงคโปร์ยืนในระดับสูง เจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์ของ STA เปิดเผยกับทันหุ้นว่า หากกฎระเบียบ EUDR ไม่มีการประกาศเลื่อนการบังคับใช้ปลายปีนี้ บริษัทพร้อมเร่งกำลังการผลิตยาง EUDR ได้ทันที โดยคาดยอดขายไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 30,000 ถึง 40,000 ตัน และไตรมาส 4/2569 จะเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว กลับสู่ระดับเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 60,000 ตันต่อไตรมาส หลังจากไตรมาส 2/2569 ยอดจำหน่ายยางประเภทนี้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 17,000 ตัน จากเดิมทั้งปี 2568 เคยสูงถึงประมาณ 233,000 ตัน ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่ากำไรไตรมาส 3/2569 มีโอกาสอ่อนตัวเทียบไตรมาส 2/2569 จากปริมาณขายและกำไรขั้นต้นที่ปรับลงจากฐานสูง แต่ปรับกรอบ SICOM TSR20 ในครึ่งปีหลัง 2569 ขึ้นเป็น 215 ถึง 235 เซ็นต์ต่อกก. จากเดิม 190 ถึง 220 เซ็นต์ต่อกก. ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุราคายาง SICOM พุ่งทะลุ 240 เซ็นต์ต่อกก. ทำจุดสูงสุดในรอบเกือบ 10 ปี แนะนำเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 23 บาท
Thailand▲
PLANET เผยศูนย์ข้อมูลใน EEC ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทย-ต่างชาติ เร่งขยายกำลังไฟรวมสู่ 6.8 MW
บมจ.แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย หรือ PLANET เปิดเผยว่าศูนย์ข้อมูลในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้ประกอบการติดต่อเข้ามาเจรจาขอใช้บริการและร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนมาจากความต้องการใช้งานข้อมูล คลาวด์ และเทคโนโลยี AI ในภูมิภาคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านการปรับเปลี่ยนกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการจูงใจด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC ปัจจุบัน PLANET ให้บริการศูนย์ข้อมูลในรูปแบบ Co-location ภายใต้ชื่อ STP Planet DC ในอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งรองรับการใช้งานสูงสุดหรือ IT Load ที่ 600 kW ต่อ Data Hall และมีแผนรองรับการขยายกำลังไฟฟ้ารวมหรือ Gross Load สูงถึง 6.8 MW เพื่อตอบสนองความต้องการและรองรับการเติบโตของลูกค้าองค์กรและผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ในอนาคต
Thailand▼
DSI รับสอบสวน BCPG ซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านบาท โบรกฯ แนะเลี่ยงหุ้นโรงไฟฟ้าอื่น
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า DSI แถลงรับสืบสวนคดีพิเศษกรณีที่ BCPG ซื้อคลังน้ำมันเพชบุรีเมื่อปี 2023 ในราคา 9 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่ BCP เคยสนใจเสนอซื้อเดิมที่ 3 พันล้านบาท โดยจะมีการตรวจสอบและขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมในระยะถัดไป ทั้งนี้มองเป็น Negative Sentiment ต่อ BCPG แม้ระยะสั้นคาดว่าการสืบสวนรวมถึงคดีความจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1-3 ปี ทว่ามองเป็นหนึ่งใน Overhang กดดันราคาหุ้นต่อจากกรณีการถูกบังคับขายโครงการ Hamilton ในสหรัฐและอยู่ระหว่างหาโครงการใหม่ทดแทน รวมถึงกรณีผู้ถือหุ้นกองทุน CAI ซึ่งถูกปปง. อายัติและคดีอยู่ในชั้นศาล ทางโบรกฯ คงคำแนะนำ Neutral ที่ประเมินราคาเป้าหมายปี 70 ที่ 7.5 บาทต่อหุ้น และแนะสลับไปลงทุนโรงไฟฟ้าอื่นๆ ในกลุ่มที่มีความปลอดภัยและมีแนวโน้มได้ประโยชน์จาก PDP มากกว่า
Thailand▼
กรุงศรีชี้แอร์เอเชียแจงคลายกังวล แต่ยังไม่แนะนำลงทุน AAV เหตุมีลูกหนี้ระหว่างกัน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) สรุปประเด็นงานแถลงข้อมูลสถานการณ์ AirAsia ที่มาเลเซียโดยคุณโทนี่ เฟอร์นานเดส ว่า AirAsia ปฏิเสธข่าวที่ระบุว่าเตรียมหาแหล่งเงินทุน 3 พันล้าน USD โดยยืนยันว่ามีแผนหาแหล่งเงินทุนเพียง 1 พันล้าน USD เพื่อนำมา Re-finance หนี้เดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงซึ่งกู้มาในช่วงวิกฤติ COVID-19 คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ขณะที่หนี้ที่สูงกว่า 4-5 พันล้าน USD ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากการทำสัญญาเช่าเครื่องบินตามมาตรฐานบัญชี ด้านสถิติการบินในปี 2026 ยังแข็งแรง โดยอัตราบรรทุกผู้โดยสารช่วง ม.ค. - ส.ค.26 อยู่ที่ระดับ 70% ปลาย ๆ ถึง 80% ต้น ๆ และคาดว่าสถานการณ์จะมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งหลังปี 69 หลังปรับราคาตั๋วเพิ่มโดย Demand การเดินทางไม่ลดลง ทั้งนี้ประเมินว่าการแถลงข้างต้นช่วยให้ตลาดคลายความกังวลต่อข่าวสถานการณ์ AirAsia ที่มาเลเซีย แต่มองแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่กลับมาเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อธุรกิจ Low-cost Airline ที่ต้องติดตามใกล้ชิด ขณะที่ฝั่ง AAV (Thai AirAsia) ยังมองสถานการณ์ทางธุรกิจไม่น่ากังวลเท่าที่มาเลเซีย แต่อาจมีความเสี่ยง Downside กรณี Worst case ในประเด็นมีรายการลูกหนี้ระหว่างกันจากรายได้ขายตั๋วผ่าน website AirAsia และความร่วมมือต่าง ๆ จึงยังคงมุมมองระมัดระวังและยังไม่แนะนำเข้าลงทุนในช่วงนี้ แม้ราคาหุ้น AAV จะต่ำกว่าราคาเป้าหมายที่ประเมินแล้วก็ตาม
Thailand▲
MBK รับซื้อ Big Lot หุ้น VIH 20.03% ลุยธุรกิจการแพทย์
บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK เข้าซื้อหุ้นบิ๊ก ล็อตของบริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) หรือ VIH จำนวน 125.66 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 20.03% จากบริษัท บีบีทีวี เอ็คควิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 และเป็นบริษัทของตระกูลรัตนรักษ์ เจ้าของช่อง 7HD ที่ถือหุ้น VIH มาตั้งแต่ปี 2557 ก่อนหน้านั้น 2 วัน หุ้น VIH ราคาพุ่งขึ้น 10.71% ปิดตลาดที่ 9.30 บาท ท่ามกลางการรายงานบิ๊ก ล็อตดังกล่าว โดย VIH ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาล 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร และโรงพยาบาลวิชัยเวช แยกไฟฉาย พร้อมทั้งมีโรงเรียนศรีวิชัยอาชีวศึกษา และมีผลการดำเนินงานมีกำไรสม่ำเสมอ จ่ายเงินปันผลทุกปี โดยดิวิเดนด์ยีลด์ล่าสุดอยู่ที่ 4.24% การเข้าซื้อครั้งนี้ถือเป็นการรุกคืบสู่ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพของ MBK ซึ่งมีธุรกิจหลัก 6 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายข้าวสาร ธุรกิจรับจ้างผลิต ธุรกิจศูนย์อาหาร ธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจพลังงาน โดยคาดว่าจะเกิดการ Synergy ตั้งแต่การเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจรหรือคลินิกเฉพาะทางในพื้นที่ศูนย์การค้าในเครือ เช่น MBK Center พาราไดซ์ พาร์ค และเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ การต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กับโรงแรมในเครืออย่างโรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส ไปจนถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลลูกค้าและระบบ Loyalty Program ระหว่างกลุ่มธุรกิจ
Thailand▲
โบรกแนะ "เคาะ" GULF คงเป้ารายได้และ EBITDA ปี 2026 โต 12-15%
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์แนะนำ "เคาะ" หุ้น GULF โดยคาดผลการดำเนินงานงวดครึ่งหลังปี 2026 จะเติบโตต่อเนื่อง และยังคง Guidance รายได้และ EBITDA ปี 2026 เติบโตราว 12-15% โดยมีแรงหนุนจากกำลังการผลิตใหม่ราว 700 MW ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในจำนวนนี้รวมโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 623 MW ที่คาดสร้างกำไรเพิ่มราว 600 ล้านบาทต่อปี และโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ 10 MW ที่คาดสร้างกำไรราว 120 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ธุรกิจ LNG Import และ Optimization คาดสร้างกำไรราว 1.5 พันล้านบาทในปีนี้ ด้านโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐฯ ได้ประโยชน์แล้วจาก Capacity Payment ที่เพิ่มจาก 270 เป็น 329 ดอลลาร์/MW-day ตาม Demand จาก Data Center ในตลาด PJM ส่วน GSA01 ขนาด 25 MW มีลูกค้าใช้ Capacity เต็มตั้งแต่เดือน มิ.ย. ทำให้รับรู้กำไรเต็มในครึ่งหลังปี 2026 และ Data Center ราว 200 MW แรกที่ Commit แล้วคาดเปิดดำเนินการครบในปี 2027 ก่อนขยาย Capacity สู่ระดับประมาณ 1,000 MW ช่วงปลายปี 2028 บริษัทยังเดินหน้าขยาย Digital Infrastructure ให้ครบวงจร โดยมีแผน Equity Investment 5 ปีราว 1.3-1.4 แสนล้านบาท และจัดสรรประมาณ 10% ให้ GULF Edge ซึ่งมีโอกาสเพิ่มเป็น 15% ตามการเติบโตของ Data Center ด้าน Sentiment มองว่าราคาที่ปรับตัวลงในประเด็น Share Overhang จาก Singtel ใกล้คลี่คลายแล้ว หลัง Singtel ขายหุ้น GULF จำนวน 416 ล้านหุ้น หรือ 2.8% ของหุ้นทั้งหมดในเดือน มิ.ย. 2026 ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นลดลงจาก 7.73% เหลือ 4.95% โดยมีเงื่อนไข Lock-up ห้ามขายหุ้นส่วนที่เหลือเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในช่วง 21-22 ก.ย. ทางด้านปัจจัยเทคนิคระบุว่าหุ้นปรับทดสอบยืนแนวรับจิตวิทยา 60.00 และกลับตัวขึ้นด้วยแท่งเทียนสัญญาณบวก โดยมีแนวต้านที่ 61.25 และ 63-63.25 สำหรับผู้ที่ถือหุ้นแนะนำให้ถือหรือซื้อเพิ่ม ส่วนผู้ที่ไม่มีหุ้นแนะนำให้ซื้อระยะสั้นโดยเน้นยืนแนวรับ 60/59 และไม่ควรต่ำกว่า
Thailand▲
เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หุ้นแบงก์เด่น ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่ง ก.ล.ต. พักงานชญานี
ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามคาด 0.25% พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจจะปรับขึ้นอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปีนี้ โดยตลาดหุ้นไทยรับทราบข้อมูลนี้ไปแล้ว และเมื่อมีความชัดเจนทำให้หุ้นดีดขึ้นรับข่าวและเป็นการดีดทางเทคนิคด้วย แต่ยังมีนักวิเคราะห์บางส่วนเตือนให้นักลงทุนระวังการปรับฐานของตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง โดยมองว่าดัชนีที่ลงมาก่อนหน้าที่บริเวณ 1,560 จุด ยังไม่ใช่จุดต่ำสุดและน่าจะลงได้อีก ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารที่นำโดย KBANK KTB SCB BBL และ TTB ยังคงยืนเด่นอย่างท้าทาย สะท้อนว่าต่างชาติที่เข้ามาพักเงินในหุ้นกลุ่มแบงก์ยังเลือกถือต่อไป และเมื่อราคาลงมาก็เข้าซื้อสะสมเพิ่ม โดย TTB ราคาขึ้นมาที่บริเวณ 3.14 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับเดียวกับแนวต้านครั้งก่อนที่ 3.16-3.18 บาท และยังไม่ผ่าน โดยราคาเป้าหมายล่าสุดสูงสุดอยู่ที่ 3.50 บาท เป็นของ บล.กรุงศรี รองลงมาคือ 3.30 บาท ที่ให้ไว้โดย บล.ทิสโก้ แต่ราคาเฉลี่ยหรือ Consensus อยู่ที่ 2.95 บาท หรือต่ำกว่าราคากระดาน จึงอาจต้องระวังการเข้าเก็งกำไรในช่วงที่ราคายืนเหนือ 3.00 บาท ด้าน GULF หลังพิงกำแพงยืนสู้น่าดูเพื่อไม่ให้หลุด 60.00 บาท ล่าสุดวานนี้ลงมาต่ำสุด 60.25 บาท มีแรงฮึดในช่วงบ่ายพยุงราคาไว้ได้ทำให้กลับมาที่ 61 บาท แต่กราฟและสัญญาณเทคนิคเหมือนต้องการลงมาต่ำกว่า 60 บาท โดยแนวรับถัดไปคือ 58.50 บาท และแนวรับลึกสุดใจคือ 56.00-54.50 บาท เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่พักการปฏิบัติหน้าที่บุคลากรในตลาดทุนของ นางสาวชญานี โปขันเงิน ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูง บล.คิงส์ฟอร์ด เป็นเวลา 1 ปี โดยวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้สืบเนื่องจาก ก.ล.ต. เห็นว่านางสาวชญานีให้ถ้อยคำที่ขัดต่อความจริงระหว่างการตรวจสอบกรณีใช้ข้อมูลภายในซื้อหุ้น BSEC จึงมีคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2560 ถึง 3 สิงหาคม 2561 ส่วนประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือจะมีการฟ้องกลับ ก.ล.ต. หรือเปล่า เพราะแว่ว ๆ มาว่าหากฟ้องกลับค่าเสียหายอาจมากถึง 300 ล้านบาท
Thailand▲impact 4
Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี สู่ 3.75-4.00% ฉุดดาวโจนส์ร่วง 631 จุด
ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75 ถึง 4.00% ด้วยมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน หรือ FOMC ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 พร้อมส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอีกในปีนี้ เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อสูงที่เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นตามสถานการณ์สงครามอิหร่าน-สหรัฐ การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ฉุดให้ดัชนี Dow Jones ปิดที่ 51,461.90 จุด ลดลง 631.21 จุด หรือ 1.21% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,551.81 จุด ลดลง 33.92 จุด หรือ 0.45% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,978.42 จุด ลดลง 3.15 จุด หรือ 0.01% ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัว โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ดีดตัวขึ้น 0.6% เป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้บริหารบริษัท AI ออกมาเตือนให้ชะลอการพัฒนา โดยหุ้น Intel พุ่งขึ้น 4% หลังมีรายงานว่า SK Hynix ของเกาหลีใต้กำลังเจรจากับ Intel เรื่องการผลิตชิปหน่วยความจำในสหรัฐ ซึ่งข่าวดังกล่าวยังหนุนหุ้น SK Hynix ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐให้ปรับตัวขึ้น 0.6% สำหรับตลาดหุ้นไทย คาดว่าดัชนีมีโอกาสรีบาวด์ทางเทคนิคในระยะสั้น หลังผลการประชุม Fed มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามคาด โดยหุ้นที่น่าติดตามในวันนี้คือ GULF หลังเดินหน้าลงทุนกว่าแสนล้านบาทพัฒนานิคม Data Center Park กำลังการผลิตกว่า 1,000 เมกะวัตต์ คาดสรุปแผนได้ภายในปีนี้ พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและน้ำรองรับลูกค้ารายใหญ่
Thailand▲
รัฐลุ้นขยาย Solar Rooftop เป็น 1.5 ล้านครัวเรือน หนุนงาน EPC และโครงข่ายไฟฟ้า
ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาขยายโครงการ One Million Solar Roofs จาก 1 ล้านครัวเรือนเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน โดยยังคงเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน และโควตา 500MW เท่าเดิม ภายใต้วงเงิน 2 แสนล้านบาทตาม พ.ร.ก. ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยหากขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน จะใช้งบประมาณรวมประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังอยู่ภายในกรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย ทีม Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าการขยายโครงการดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะธุรกิจ EPC และการจำหน่ายอุปกรณ์ รวมถึงการลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย GUNKUL ได้รับประโยชน์โดยตรงจากงานก่อสร้างและจำหน่ายอุปกรณ์ มี Backlog งานดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 4.2–4.5 พันล้านบาท ขณะที่แหล่งเงินทุนผ่าน On-bill Financing จาก GSB, GHB และ BAAC ช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเริ่มต้น และระยะเวลาอนุมัติสินเชื่อลดลงจากเดิมอาจใช้เวลาถึง 1 ปี เหลือประมาณ 7–30 วัน ส่วน GPSC และ BGRIM ได้รับประโยชน์ทางอ้อมมากกว่าผ่านการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงข่ายและระบบกักเก็บพลังงาน ขณะที่ GULF คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเงินอุดหนุนมาจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่ได้ส่งผ่านต้นทุนผ่านค่าไฟฟ้าหรือค่า Ft จึงไม่กดดันอัตรากำไรจาก PPA ที่มีอยู่
Thailand▲
หุ้นอาหารรับอานิสงส์บาทอ่อน TU-CPF-BTG-GFPT เด่นเป้า 16-25.50 บาท
นักวิเคราะห์ชี้แนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าชัดเจน หลังธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนกันยายน 2569 และธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.25% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่เพียง 1% ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสร้างความเสี่ยงเงินทุนไหลออกและกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงอีก นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านรายการ MorningBrain ช่องทันหุ้น เมื่อวันที่ 17 กันยายนว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินในภูมิภาค ขณะที่นักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ชี้ว่าการอ่อนค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มอาหารที่มีการส่งออก โดยเฉพาะ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG และ บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำซื้อหุ้น TU เป้าหมาย 16.00 บาท คาดกำไรครึ่งหลังปี 2569 เติบโตต่อเนื่องจากครึ่งแรกที่มาร์จิ้นราว 19.8% หลังบริษัทเพิ่มเป้ายอดขายปีนี้เป็นเติบโต 4-6% จากเดิม 3-4% และคาดมาร์จิ้นทั้งปี 2569 เพิ่มเป็น 19.5-20.5% ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำซื้อหุ้น CPF เป้าหมาย 24.20 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 3/2569 เติบโตกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน จากธุรกิจหมูและไก่ในประเทศฟื้นตัว การส่งออกไก่เติบโตดี และค่าเงินบาทอ่อนค่า พร้อมให้คำแนะนำซื้อหุ้น BTG เป้าหมาย 25.50 บาท ประมาณกำไรปกติไตรมาส 3/2569 ราว 1.4-1.6 พันล้านบาท เติบโตโดดเด่นจากไตรมาสก่อนหน้า หลังราคาหมูและไก่ฟื้นตัวแรงแบบ V-shape และเข้าสู่ไฮซีซันการส่งออก และให้คำแนะนำซื้อหุ้น GFPT เป้าหมาย 14.80 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 3/2569 เติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะราคาไก่ในประเทศเพิ่มขึ้นชัดเจน โดยราคาไก่มีชีวิตของกรมการค้าภายในล่าสุดเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงทรงตัว
Thailand▲
KGEN รับ RWI ถือหุ้น 7.68% เดินหน้าห่วงโซ่ EV เป้ายอดผลิตสิ้นปี 40,000 คัน
บริษัท คิงเจน จำกัด (มหาชน) หรือ KGEN เปิดเผยว่า บริษัท ระยองไวร์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RWI ได้เข้าถือหุ้นใน KGEN ผ่านการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน PP วงเงินไม่เกิน 250 ล้านบาท ในราคาไม่เกิน 1.35 บาทต่อหุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 7.68% หลังการเพิ่มทุน โดยใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 252 ล้านบาท และ RWI จะได้รับสิทธิจองซื้อ KGEN-W3 ตามสัดส่วนผู้ถือหุ้นเดิมในวงเงินไม่เกิน 2,000,000 บาท ขนาดรายการสูงสุดเท่ากับ 24.67% เข้าข่ายรายการประเภทที่ 3 ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 โดยกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2569 ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานที่ปรึกษา KGEN กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศ สอดคล้องกับนโยบายเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ความร่วมมือกับแบรนด์ CHERY โดย RWI เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเหล็กกล้าดึงเย็นซึ่งนำไปใช้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ปัจจุบัน KGEN ผลิตยานยนต์แล้ว 20,000 คัน ด้วยกำลังการผลิตอีวีประมาณ 5,000 คันต่อเดือน และคาดว่าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีจะมีกำลังการผลิตเพิ่มอีก 15,000–20,000 คัน ทำให้ยอดผลิตรวมสิ้นปีแตะระดับประมาณ 40,000 คัน ขณะที่ยอดจองปลายปีคาดว่าจะเร่งตัวจากงาน Motor Expo ในเดือนธันวาคม ซึ่งจะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เพิ่มอีก 2–3 รุ่น และบริษัทได้เซ็นสัญญาสนับสนุนฟลีตรถขนส่งให้แก่ J&T Express รวมถึงการใช้รถกระบะไฟฟ้าสำหรับการขนส่งระยะทางไม่เกิน 400 กิโลเมตร
Thailand▲
เดลต้าผสานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการระบายความร้อนสำหรับโรงงาน AI แบบ DSX ของ NVIDIA
เดลต้าอิเล็กทรอนิกส์ประกาศความคืบหน้าการพัฒนาเพื่อเร่งการติดตั้งโรงงาน AI ที่สร้างบนแพลตฟอร์ม NVIDIA DSX AI Factory โดยผสานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการระบายความร้อนตั้งแต่วัตถุดิบพลังงานในพื้นที่ไปจนถึงแร็ค AI บริษัทระบุว่าตนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความพร้อมของพลังงานและผลิตภาพทางการประมวลผล ด้วยการเชื่อมโยงพลังงานในพื้นที่ พลังงานของศูนย์ข้อมูล ระบบจ่ายไฟและการระบายความร้อนระดับแถวและระดับแร็ค ตลอดจนโซลูชันระดับชิป โดยมุ่งช่วยลูกค้าเร่งการผลิตโทเคนและสร้างผลตอบแทน AI ที่สูงขึ้นจากทุกเมกะวัตต์ที่มีอยู่ สถาปัตยกรรมจ่ายไฟ 800 VDC ของเดลต้าลดขั้นตอนการแปลงไฟระหว่างระบบจ่ายไฟของศูนย์ข้อมูลและการประมวลผล และให้ประสิทธิภาพการแปลงไฟสูงสุดถึง 98% ขณะที่ระบบ In-Row ความหนาแน่นสูงจ่ายไฟได้สูงสุดถึง 800 กิโลวัตต์ในแร็คจ่ายไฟเดียว ส่วนในระดับบอร์ด เทคโนโลยีกระจายไฟ DC-DC 800 VDC ของบริษัทลดแรงดันลงตรงสู่ 50 VDC หรือ 12 VDC ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดถึง 98.5% ด้านการระบายความร้อน พอร์ตโฟลิโอของเดลต้าครอบคลุมชุดจ่ายน้ำหล่อเย็นแบบของเหลวต่อของเหลวขนาด 2.4 เมกะวัตต์ และ 3 เมกะวัตต์ ระบบระบายความร้อนในแร็ค และโซลูชันระบายความร้อนสำหรับแร็ค AI รุ่นถัดไป เดลต้ายังใช้การผลิตสำเร็จรูปและการออกแบบโมดูลาร์ โดยโซลูชันศูนย์ข้อมูล AI แบบโมดูลาร์สำเร็จรูปของบริษัทผสานระบบจ่ายไฟ In-Row 800 VDC และความสามารถระบายความร้อนด้วยของเหลว 3 เมกะวัตต์เข้าเป็นบล็อกโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบและทดสอบในโรงงาน ออสติน เจิง ประธานเดลต้าอิเล็กทรอนิกส์อเมริกา กล่าวว่าคุณภาพพลังงาน ความผันผวนของโหลด GPU และความร้อนต้องได้รับการออกแบบร่วมกันไปจนถึงภายในแร็ค ขณะที่วลาดิเมียร์ ทรอย รองประธานฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ NVIDIA กล่าวว่าความเชี่ยวชาญของเดลต้าในด้านการจ่ายไฟ 800 VDC และการระบายความร้อนด้วยของเหลวจะช่วยให้ลูกค้าติดตั้งโรงงาน AI บนพื้นฐาน NVIDIA DSX ได้เร็วขึ้น
Thailand▲
ASAP เล็งตั้งโรงงานประกอบรถ MAXUS ในไทยกลางปี 70
บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP เตรียมจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ MAXUS ในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในช่วงกลางปีหน้า นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่าปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงงาน 3-4 แห่ง และอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตร MAXUS จากประเทศจีนเพื่อสรุปโครงสร้างการลงทุนและสัดส่วนการถือหุ้น โดยจะเริ่มประกอบรถยนต์ EV ในรูปแบบ CKD หลังระยะแรกใช้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 100% มาทำตลาดในประเทศก่อน แผนดังกล่าวอยู่ภายใต้แบรนด์ MAXUS ซึ่งบริษัท อีแวนเต้ จำกัด (Evante) ในเครือเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV และลดการพึ่งพาการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป ขณะที่บริษัทประเมินว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
Thailand▲
SFLEX รับออเดอร์พุ่ง ลุยเพิ่มเครื่องจักร Spout Pouch 10 เครื่อง ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 2.1 พันล้านบาท
บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่าแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3-4/2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2569 ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้ลงทุนเพิ่มเครื่องจักรสำหรับผลิตและติดจุกสเปาต์อีก 10 เครื่อง จากเดิมที่มีอยู่ 11 เครื่อง เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ด้านการร่วมทุนกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ภายใต้ Star Union Packaging ซึ่ง SFLEX ถือหุ้น 51% ล่าช้ามาประมาณ 6 เดือนจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปัจจุบัน TU ได้อนุมัติคำสั่งซื้อทั้งหมดแล้ว และจะเริ่มทยอยส่งคำสั่งซื้อเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 โดย SKU แรกในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์แซลมอน คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับปี 2569 SFLEX ยังคงตั้งเป้ารายได้ที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีรายได้ประมาณ 1,900 ล้านบาท
Thailand▲
GPSC คว้าสัญญา PPA โซลาร์ 6 โครงการ กำลังผลิตรวม 105 MW
บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC ได้รับคัดเลือกและลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน จำนวน 6 โครงการ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมกำลังการผลิตตามสัญญาและตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 105 เมกะวัตต์ ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff ปี 2565–2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง นายมนัสชัย คงรักษ์กวิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและดีคาร์บอไนเซชัน GPSC เปิดเผยว่า โครงการทั้ง 6 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ตามสัญญา หรือ SCOD ในปี 2571 ประกอบด้วยโครงการเฮลิออส 1 กำลังการผลิต 24 เมกะวัตต์ โครงการเฮลิออส 2 กำลังการผลิต 31 เมกะวัตต์ โครงการนาทับพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการ 1 ของบริษัท ไออาร์พีซี คลีน พาวเวอร์ จำกัด กำลังการผลิต 38 เมกะวัตต์ ซึ่งจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และโครงการเฮลิออส 4.2 กำลังการผลิต 4 เมกะวัตต์ ส่วนกลุ่มที่สองมีกำหนด SCOD ในปี 2573 จำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ประกอบด้วยโครงการเฮลิออส 3 กำลังการผลิต 4 เมกะวัตต์ และโครงการเฮลิออส 4.1 กำลังการผลิต 4 เมกะวัตต์ ความสำเร็จครั้งนี้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของ GPSC ในการขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตให้ได้มากกว่า 50% เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2593
Thailand▲
การบินไทยลุยขยายฝูงบินและเส้นทางเอเชีย ลุ้นรายได้ปี 69 แตะ 2 แสนล้านบาท
การบินไทย หรือ THAI เปิดเผยแผนครึ่งปีหลังว่าจะเดินหน้าบริหาร Yield ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพฝูงบินและขยายเส้นทางบินในเอเชีย โดยมองว่าปัญหาของสายการบินต้นทุนต่ำในอุตสาหกรรมเป็นโอกาสที่จะเข้าไปบินทดแทนในเส้นทางที่คู่แข่งถอนตัวหรือลดการให้บริการลง นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวในงานแถลงข่าว THAI TALK ว่า บริษัทมีเงินสดในมือกว่า 120,000 ล้านบาท และไม่จำเป็นต้องดัมพ์ราคาเพื่อเอาเงินสดเข้าบริษัท แต่เน้นบริหาร Yield ให้สูงขึ้น หลังไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาท แม้เป็นช่วงโลซีซั่น สำหรับเป้าหมายรายได้รวมทั้งปี 2569 คาดมีโอกาสทำได้ถึงระดับ 200,000 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกมีรายได้รวมอยู่ที่ 99,650 ล้านบาท ส่วนการจ่ายเงินปันผลในปีหน้ายังต้องรอพิจารณาตามเกณฑ์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องก่อน ด้านนายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ระบุว่าในตารางการบินฤดูหนาว ปี 2569/2570 ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ถึง 27 มีนาคม 2570 การบินไทยจะให้บริการรวม 66 เส้นทาง ครอบคลุมทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ โดยเปิดเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ–ดานัง สัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2569 พร้อมเพิ่มความถี่เส้นทางในกลุ่ม CLMV และยุโรป รวมถึงกลับมาให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ–เซี่ยเหมิน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ส่วนกรณีการเปิดรับสมัคร CEO รอบใหม่ระหว่างวันที่ 7–27 กันยายน 2569 นายชายกล่าวว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงสมัครอีกครั้งหรือไม่
Thailand▲
หยวนต้าคงแนะนำซื้อ SMT เป้า 7.60 บาท ชู Optical โต กำไรปี 70 เพิ่ม 70%
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์หลังเข้าเยี่ยมชมโรงงานของบริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ว่าแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจชัดเจนขึ้น โดยผลประกอบการไตรมาส 2/69 สะท้อนการฟื้นตัวทั้งรายได้ อัตราการใช้กำลังการผลิต และอัตรากำไร และคาดว่าไตรมาส 3-4/69 จะดีขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน SMT มีคำสั่งซื้อล่วงหน้ารองรับการผลิตประมาณ 8-12 เดือน และตั้งเป้ารายได้ปี 69 ไม่น้อยกว่า 2.6 พันล้านบาท ส่วนปี 70 คาดเติบโตมากกว่า 10% หรือเหนือระดับ 3 พันล้านบาท โดยหยวนต้ามองว่าประมาณการปัจจุบันยังอยู่บนสมมติฐานค่อนข้างระมัดระวัง และยังมี Upside หากคำสั่งซื้อเปลี่ยนเป็นรายได้เร็วกว่าคาด โดยเฉพาะในส่วนของ Wafer Dicing ซึ่งมีข้อจำกัดด้านอุปทานในตลาด หยวนต้ามองว่าธุรกิจ Optical จะเป็น Growth Engine ใหม่ของ SMT จากการเติบโตของ AI เนื่องจากกลุ่ม Optical และ OSAT ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจดั้งเดิม โดยรายได้จากลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ของ SMT ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีสัดส่วนต่ำกว่า 5% ของรายได้รวม แต่มีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10% ในปีหน้า ขณะที่ความร่วมมือกับ Lumentum ซึ่งเป็นผู้เล่นรายสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน Optical ทั่วโลก ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ครอบคลุมถึงการลงทุนและการพัฒนางานร่วมกัน หยวนต้าคาดรายได้ SMT ปี 69 ที่ 2.67 พันล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 3.11 พันล้านบาทในปี 70 และคาดกำไรปกติปี 69 อยู่ที่ 150 ล้านบาท เพิ่มเป็น 256 ล้านบาทในปี 70 หรือเติบโตประมาณ 70% จากปีก่อน โดย Valuation ปี 70 ซื้อขายที่ PER ราว 19 เท่า ยังต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มที่ซื้อขายประมาณ 28-58 เท่า ทั้งนี้ หยวนต้าคงคำแนะนำซื้อ SMT ราคาเป้าหมาย 7.60 บาท อิง PER 25 เท่า เทียบกับราคาปิดวันที่ 15 ก.ย.69 ที่ 5.85 บาท คิดเป็น Upside ประมาณ 29.9%