Megatrend · Quantum Computing

วงจรไฟฟ้าจิ๋วที่เย็นกว่าอวกาศ — และเป็นม้าตัวเต็งของวงการควอนตัม

ในศึกควอนตัมที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะใช้ qubit แบบไหนชนะ มีสายหนึ่งที่นำอยู่ — qubit ที่ทำจากวงจรไฟฟ้าตัวนำยิ่งยวด แช่เย็นจัดที่ ~15 มิลลิเคลวิน (เย็นกว่าห้วงอวกาศ) แล้วสั่งงานด้วยพัลส์ไมโครเวฟ มันคือทางที่ IBM และ Google เลือกเดิมพัน เพราะ “เกตเร็วที่สุด” และผลิตบนสายการผลิตชิปได้ บทเรียนนี้พาเจาะลึกว่ามันทำงานยังไง ทำไมถึงนำ และราคาที่ต้องจ่ายคืออะไร

หมวด Quantum Computing ระดับ leaf ชั้น โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เวลาอ่าน ~13 นาที
ตู้เย็นเจือจางทรงโคมระย้าทองเหลืองห้อยลงมาเป็นชั้นๆ มีท่อและสายไฟพันรอบ ปลายล่างสุดเป็นชิปเล็กจิ๋วที่เรืองแสงจางๆ สื่อถึงวงจรควอนตัมที่แช่เย็นจัด
ภาพประกอบ (hero.webp)
โคมระย้าที่เย็นที่สุดในจักรวาล. qubit ตัวจริงเป็นชิปเล็กจิ๋วที่ก้นตู้เย็นเจือจาง ทุกชั้นที่ลงไปยิ่งเย็นขึ้น จนถึงจุดที่เย็นกว่าห้วงอวกาศ

01มันคืออะไร

ลองนึกภาพหุ้นกลุ่มควอนตัมเป็นการแข่งม้า มีม้าหลายตัวที่วิ่งเข้าหาเส้นชัยเดียวกัน — เครื่องที่ “คำนวณได้จริงโดยไม่เพี้ยน” — แต่แต่ละตัวสร้างจากเทคโนโลยีคนละแบบ บทเรียนนี้เจาะที่ม้าตัวที่ นำอยู่ในแง่จำนวน qubit และความเร็ว นั่นคือ Superconducting Qubits (คิวบิตตัวนำยิ่งยวด)

หัวใจของมันคือสิ่งที่ดูเรียบง่ายอย่างน่าตกใจ: วงจรไฟฟ้าเล็กจิ๋วบนชิป ที่ทำจากโลหะตัวนำยิ่งยวด (เมื่อเย็นพอ ไฟฟ้าจะวิ่งโดยไม่มีความต้านทานเลย) วงจรนี้ถูกออกแบบให้พฤติกรรมเหมือน “อะตอมเทียม” ที่มีระดับพลังงานเป็นขั้นๆ เราเลือกสองระดับล่างสุดมาแทน 0 กับ 1 — นั่นคือ qubit หนึ่งตัว แบบที่นิยมที่สุดเรียกว่า transmon

ศัพท์ที่ควรรู้
Transmon · Josephson junction

Transmon = แบบของ qubit ตัวนำยิ่งยวดที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด (IBM, Google, Rigetti ใช้แบบนี้) · หัวใจของมันคือ Josephson junction — รอยต่อบางเฉียบระหว่างตัวนำยิ่งยวดสองชิ้น ที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวเหนี่ยวนำไม่เชิงเส้น” ทำให้ระดับพลังงานของวงจรไม่เท่ากันทุกขั้น — เราจึงแยก “ขั้น 0→1” ออกจากขั้นอื่นได้ และสั่งมันด้วยคลื่นไมโครเวฟความถี่เฉพาะ (ราว 3–6 GHz) โดยไม่ไปกระตุ้นขั้นที่ไม่ต้องการ

ในแผนผังเมกะเทรนด์ node นี้เป็นสาขาย่อยของ Quantum Hardware — Pure-plays ภายใต้เทรนด์ใหญ่ Quantum Computing มันเป็น “ชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ลึกที่สุด” — คือคนสร้าง ตัวเครื่อง ที่อัลกอริทึมควอนตัมทุกตัวต้องรันอยู่บนนั้น พี่น้องที่อยู่ข้างกันคือสายเทคโนโลยีคู่แข่ง: Trapped-Ion (ใช้อะตอมมีประจุลอยนิ่ง), Quantum Annealing (เครื่องเฉพาะทาง) และ Photonic & อื่นๆ (ใช้อนุภาคแสง) — ถ้าทั้งสี่คือผู้เข้าแข่งขัน node นี้คือตัวที่ วิ่งนำในสนามอยู่ตอนนี้

02ทำไมถึงเป็นม้าตัวเต็ง

ในเมื่อมีหลายสายให้เลือก ทำไมยักษ์อย่าง IBM และ Google ถึงเทเดิมพันไปที่ตัวนำยิ่งยวด? คำตอบมีสองข้อหลัก และทั้งคู่เป็นข้อได้เปรียบที่จับต้องได้จริง

ข้อแรกคือ ความเร็ว เกต (gate — การสั่งให้ qubit ทำงานหนึ่งครั้ง) ของวงจรตัวนำยิ่งยวดทำงานในระดับ นาโนวินาที ขณะที่ trapped-ion ทำในระดับ ไมโครวินาที — ต่างกันราว 1,000 เท่า ในทางปฏิบัติ เครื่องตัวนำยิ่งยวดเดินรอบการแก้ไขข้อผิดพลาด (error-correction cycle) ได้ทุกๆ ~1 ไมโครวินาที เทียบกับ ~100 ไมโครวินาทีของ trapped-ion ยิ่งทำงานต่อวินาทีได้มาก ยิ่งมีโอกาสไปถึงคำตอบก่อน

ข้อสองคือ มันผลิตได้เหมือนชิป transmon ถูกพิมพ์ลายลงบนแผ่นเวเฟอร์ด้วยเทคนิคเดียวกับโรงงานชิปทั่วไป (lithography) แปลว่าวงการนี้ยืนอยู่บนไหล่ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่สั่งสมมาหลายสิบปี — เพิ่มจำนวน qubit ทำได้โดยเพิ่มพื้นที่บนชิป ไม่ต้องเริ่มสร้างเทคโนโลยีการผลิตใหม่จากศูนย์ นี่คือเหตุผลที่สายนี้ทำ qubit ได้ จำนวนมากที่สุด ในวันนี้

~1,000×
เกตของ qubit ตัวนำยิ่งยวดเร็วกว่า trapped-ion ราวพันเท่า (นาโนวินาที vs ไมโครวินาที) — บวกกับการผลิตแบบเดียวกับชิปทั่วไป คือสองเหตุผลที่ IBM และ Google เลือกเดิมพันสายนี้

ผลรวมของสองข้อนี้คือ ตัวนำยิ่งยวดกลายเป็น โมดอลิตีที่ครองตลาดและโตเร็วที่สุด ในบรรดาเทคโนโลยีควอนตัม นักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่าหมวด superconducting จะเติบโตเร็วที่สุด (ราว 36% ต่อปี) ภายในตลาดควอนตัมรวมที่คาดว่าจะขยายจาก ~$3,500 ล้านในปี 2025 ไปสู่ ~$20,000 ล้านในปี 2030 — แรงหนุนหลักมาจากเงินทุนของ IBM, Google และ Rigetti

ตลาดคอมพิวเตอร์ควอนตัม — โตเร็ว และตัวนำยิ่งยวดคือสายที่นำ
มูลค่าตลาดควอนตัมรวม (พันล้านดอลลาร์) — ปี 2030 เป็นประมาณการ ช่วงกว้างตามแต่ละสำนัก
ที่มา: MarketsandMarkets (ตลาดควอนตัมรวม $3.5B ปี 2025 → $20.2B ปี 2030, CAGR ~31%) · GMInsights (superconducting เป็นสายที่โตเร็วสุด)
นักวิ่งเพรียวลมที่วิ่งนำหน้าคู่แข่งบนลู่ แต่มีรอยร้าวเล็กๆ พาดผ่านตัว สื่อถึงข้อได้เปรียบเรื่องความเร็วที่มาคู่กับความเปราะบาง
ภาพประกอบ (speed.webp)
เร็วที่สุด แต่เปราะที่สุด. ข้อได้เปรียบเรื่องความเร็วและการผลิตแบบชิป ทำให้ตัวนำยิ่งยวดวิ่งนำ — แต่ความเร็วนั้นแลกมากับ qubit ที่เปราะบางและต้องแช่เย็นจัด

03มันทำงานยังไง (วงจร → ตู้เย็น → ไมโครเวฟ)

เรื่องที่ทำให้คนงงที่สุดคือ qubit ตัวจริงหน้าตาเป็นยังไง คำตอบคือ มันคือ ชิปเล็กๆ ที่ก้นตู้เย็นยักษ์ มาไล่ดูทีละก้าวว่าตั้งแต่ “วงจรเปล่า” ไปจนถึง “อ่านคำตอบ” เกิดอะไรขึ้นบ้าง

วิธีทำงานของ qubit ตัวนำยิ่งยวด วงจร transmon ถูกแช่เย็นในตู้เย็นเจือจางถึง ~15 มิลลิเคลวิน จากนั้นพัลส์ไมโครเวฟตั้งสถานะ qubit เชื่อม qubit เข้าด้วยกัน แล้ววัดผลลัพธ์ จากวงจรเปล่า → คำตอบ 1 วงจร transmon จุดกากบาท = junction 2 ตู้เย็นเจือจาง ~15 mK (เย็นกว่าอวกาศ) 3 พัลส์ไมโครเวฟ ตั้งสถานะ 0/1 4 entangle วัด → อ่านคำตอบ คลื่นไมโครเวฟ 3–6 GHz คือ “คำสั่ง” ของ qubit
สี่ก้าวของการคำนวณ. วงจร transmon → แช่เย็นถึง ~15 mK → พัลส์ไมโครเวฟตั้งสถานะ → เชื่อม qubit (entangle) แล้ววัดผล ทุกก้าวต้องนิ่งและเย็นจัดพอที่ qubit จะ “จำ” ข้อมูลไว้ได้

ทำไมต้องเย็นขนาดนั้น? เพราะสถานะควอนตัมเปราะบางสุดๆ ความร้อน การสั่นสะเทือน หรือคลื่นรบกวนนิดเดียว ทำให้ qubit “ลืม” ข้อมูลที่ถืออยู่ในเสี้ยววินาที — ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า decoherence ทางออกของสายตัวนำยิ่งยวดคือแช่มันใน ตู้เย็นเจือจาง (dilution refrigerator) ลงไปถึง ~15 มิลลิเคลวิน หรือราว 0.015 องศาเหนือศูนย์สัมบูรณ์ — เย็นกว่าห้วงอวกาศลึก เพื่อยืดเวลาให้ qubit อยู่นิ่งนานพอจะคำนวณ ความก้าวหน้าล่าสุดดันเวลาคงสถานะ (T1) ของ Google ขึ้นไปแตะ ~100 ไมโครวินาที — ฟังดูสั้น แต่ในโลกควอนตัมถือว่ายาวพอจะทำงานได้หลายพันเกต

มุมมอง
ตู้เย็นเจือจางที่เห็นเป็น “โคมระย้าทองเหลือง” ในรูปข่าวบ่อยๆ — ความจริงคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่ใช่ทั้งโคมนั้น qubit ตัวจริงคือชิปเล็กจิ๋วที่ก้นล่างสุด ส่วนโครงทองเหลืองทั้งหมดคือ “ระบบทำความเย็นและสายสัญญาณ” ที่ค่อยๆ ลดอุณหภูมิทีละชั้น และส่งพัลส์ไมโครเวฟลงไปสั่งงาน

04มันอยู่ตรงไหนในจักรวาลควอนตัม

qubit ตัวนำยิ่งยวดไม่ได้แข่งอยู่ลำพัง มันคือหนึ่งใน “สาย” ที่วิ่งเข้าหาเส้นชัยเดียวกัน และเชื่อมโยงกับส่วนอื่นของระบบนิเวศควอนตัมหลายทาง

  • คู่แข่งสายตรง — Trapped-Ion: ใช้อะตอมมีประจุลอยนิ่งเป็น qubit จุดแข็งคือ แม่นยำที่สุด (fidelity สูงสุด) และคงสถานะได้นานกว่ามาก เพราะอะตอมทุกตัวเหมือนกันเป๊ะ ไม่มีความคลาดเคลื่อนจากการผลิตเหมือนวงจร — แลกมากับความเร็วที่ช้ากว่าและการขยายจำนวนที่ยากกว่า สรุปสั้นๆ: ตัวนำยิ่งยวด เร็วและเยอะ, trapped-ion แม่นและนิ่ง
  • คู่แข่งสายเย็นน้อยกว่า — Photonic & อื่นๆ: ใช้อนุภาคแสง (โฟตอน) ข้อได้เปรียบใหญ่คือ ไม่ต้องแช่เย็นจัด — ตัดความซับซ้อนและต้นทุนของตู้เย็นเจือจางออกไปเลย หมวดนี้ยังรวม neutral-atom ที่ขยายจำนวนง่าย กำลังมาแรง
  • ต้องพึ่ง — Semiconductors และ Critical Materials & Supply Chain: เพราะ transmon ผลิตด้วยเทคนิคทำชิป มันจึงพึ่งห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โดยตรง รวมถึงฮีเลียม-3 ที่หายากสำหรับตู้เย็นเจือจาง และวัสดุตัวนำยิ่งยวดความบริสุทธิ์สูง
  • คุกคามการเข้ารหัส — Post-Quantum Cryptography: วันที่เครื่องตัวนำยิ่งยวดโตพอ (logical qubit หลายพันตัว) มันจะถอดรหัสที่ปกป้องธนาคารและอินเทอร์เน็ตทั้งโลกได้ — นี่คือเหตุผลที่วงการความมั่นคงไซเบอร์เร่งพัฒนา การเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม ไว้รับมือล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่เครื่องยังถอดรหัสไม่ได้จริง
  • ลูกค้าในอนาคต — Biotech และ AI: งานที่ควอนตัมจะเก่งคือจำลองโมเลกุลเพื่อคิดยาและออกแบบวัสดุ ส่วนกับ AI มันเป็น “เพื่อนร่วมงาน” คนละชนิด — ควอนตัมยัง ไม่ แข่งกับ GPU แต่แก้ปัญหาคนละแบบ
วิธีจำง่ายๆ
ในศึกของ modality ทั้งหลาย ตัวนำยิ่งยวดคือ “ตัวที่นำในตาราง” วันนี้ — qubit เยอะที่สุด เกตเร็วที่สุด และมีเงินทุนหนาที่สุดหนุนหลัง แต่ “นำในตอนนี้” ไม่เท่ากับ “ชนะแน่นอน” เพราะข้อเสียเรื่องความเปราะบางและการต้องแช่เย็นจัด อาจกลายเป็นกำแพงเมื่อต้องขยายไปถึง qubit ระดับล้านตัว

05ตอนนี้ไปถึงไหน + ผู้เล่นตัวจริง (2025–2026)

หมุดหมายที่สั่นสะเทือนวงการที่สุดคือปลายปี 2024 เมื่อ Google เปิดตัวชิป Willow (105 qubit) และทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้ — เมื่อขยายตารางกลุ่ม qubit ที่ใช้แก้ไขข้อผิดพลาด (จาก 3×3 เป็น 5×5 เป็น 7×7) อัตราข้อผิดพลาดกลับ ลดลงครึ่งหนึ่งทุกครั้ง แทนที่จะเพิ่มขึ้น เรียกว่าทำได้ “ต่ำกว่าเกณฑ์ (below threshold)” เป็นครั้งแรก นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญว่าการแก้ไขข้อผิดพลาดแบบ ขยายขนาดได้ เป็นไปได้จริง — และ Willow ยังทำโจทย์ทดสอบ (RCS) เสร็จใน 5 นาที ในงานที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดต้องใช้เวลานานเกินจินตนาการ

อีกฝั่ง IBM เดินเกม “จำนวนและสถาปัตยกรรม” — หลังทำชิป Condor ที่ 1,121 qubit (พร้อมสายไฟไครโอเจนิกยาวกว่า 1 ไมล์อัดในตู้เย็นเดียว) IBM กลับ เปลี่ยนทิศ มาเน้นชิป Heron (156 qubit) ที่คุณภาพดีกว่า เพราะพบว่าชิปเล็กกว่าแต่ผิดพลาดน้อยกว่ามีประโยชน์กว่าชิปยักษ์ที่ qubit เยอะแต่สัญญาณรบกวนกันเอง — บทเรียนสำคัญที่ว่า “จำนวน qubit” ไม่สำคัญเท่า “คุณภาพ qubit”

จำนวน qubit ของชิปตัวนำยิ่งยวดรุ่นเด่น
จำนวน physical qubit ต่อชิป — ตัวเลขมากไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอ คุณภาพสำคัญกว่า
ที่มา: Google Quantum AI (Willow, 2024) · IBM Quantum (Condor 1,121 / Heron R2 156) · Rigetti (Ankaa-3 84-qubit)

ในตลาดหุ้น ผู้เล่น pure-play สายตัวนำยิ่งยวดที่ลงทุนได้ตรงๆ มีไม่กี่ราย เด่นสุดคือ Rigetti Computing ซึ่งทำชิป Ankaa-3 ที่ 84 qubit แตะ fidelity 99%+ ความจริงที่ต้องพูดให้ชัดคือ รายได้ทั้งปี 2025 ของ Rigetti อยู่แค่ราว $7 ล้าน (และยัง หดตัว ~34%) ขณะที่มูลค่าหุ้นพุ่งไปถึงระดับหมื่นล้านดอลลาร์ — จุดแข็งของบริษัทตอนนี้คือ “เงินสดในมือ” กว่า $570 ล้านที่ระดมมาได้ ซึ่งซื้อเวลาให้อยู่ถึงวันที่เทคโนโลยีโตพอ

แต่ความจริงข้อใหญ่ของสายนี้คือ ผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดส่วนใหญ่เป็นแผนกในบริษัทยักษ์ ไม่ใช่หุ้นแยกตัว — IBM และ Alphabet (Google) คือผู้นำเทคโนโลยีตัวจริง การลงทุนในสายนี้ผ่านสองบริษัทนี้จึงเป็นการ “ถือควอนตัมไว้ในพอร์ตที่มีธุรกิจอื่นเลี้ยง” ต่างจาก Rigetti ที่เป็นเดิมพันล้วนๆ ส่วนผู้มาใหม่อย่าง Amazon (ชิป Ocelot แบบ cat-qubit), Microsoft และ IQM ของฟินแลนด์ ก็เร่งสร้างเครื่องตัวนำยิ่งยวดของตัวเองเช่นกัน

ผู้เล่นหลักในสนามนี้
IBMIBM · US
สหรัฐฯ · ผู้นำโรดแมป
เดิมพันใหญ่ที่สุดกับสายตัวนำยิ่งยวด มีปฏิทินสู่เครื่อง fault-tolerant ที่ชัดที่สุดในวงการ — ชิป Heron (156 qubit) วันนี้ มุ่งสู่ Starling (200 logical qubit, 100 ล้านเกต) ในปี 2029 — ทำควอนตัมเป็นแผนกหนึ่งในบริษัทที่มีรายได้มหาศาลจากที่อื่น
core · ผู้นำโรดแมป
สหรัฐฯ · เจ้าของ Willow
Google Quantum AI สร้างชิป Willow (105 qubit) ที่ทำการแก้ไขข้อผิดพลาด “ต่ำกว่าเกณฑ์” ได้เป็นครั้งแรกปลายปี 2024 — หมุดหมายเชิงวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของสายนี้ ลงทุนผ่าน Alphabet = ถือควอนตัมในบริษัทที่มีโฆษณาเลี้ยง
core · เจ้าของ Willow
สหรัฐฯ · pure-play สายตรง
บริษัทในตลาดหุ้นที่ “ทั้งบริษัท” คือการสร้างเครื่องตัวนำยิ่งยวด — ชิป Ankaa-3 ที่ 84 qubit แตะ fidelity 99%+ รายได้ปี 2025 ราว $7M (หดตัว ~34%) แต่มีเงินสดสำรองกว่า $570M ซื้อเวลาให้อยู่ถึงวันที่เทคโนโลยีโตพอ — เดิมพันล้วนๆ
core · pure-play
Amazon (AWS)AMZN · US
สหรัฐฯ · ผู้มาใหม่ cat-qubit
เปิดตัวชิป Ocelot ต้นปี 2025 (ร่วมกับ Caltech) ที่ใช้ “cat qubit” กดข้อผิดพลาดบางชนิดตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ เพื่อลด physical qubit สำรองที่ต้องใช้ — เป้าคือไปถึงเครื่องที่ใช้งานจริงด้วยจำนวน qubit ที่น้อยลง
core · cat-qubit
MicrosoftMSFT · US
สหรัฐฯ · หลายเดิมพันพร้อมกัน
ลงทุนทั้งสายตัวนำยิ่งยวด (ผ่านความร่วมมือและ Azure Quantum) และสาย topological (ชิป Majorana) — เล่นเกม “เปิดเครื่องของทุกสายให้เช่าผ่านคลาวด์” มากกว่าผูกกับ modality เดียว
core · คลาวด์ + หลายสาย
IQM Quantum Computersเอกชน
ฟินแลนด์ · แชมป์ยุโรป
สตาร์ตอัพตัวนำยิ่งยวดชั้นนำของยุโรป (สปินออฟจาก Aalto University/VTT) ระดมทุน Series A2 ได้ €128M — ชิป Emerald 54 qubit ถูกนำขึ้นให้เช่าผ่าน Amazon Braket ปี 2025 ยังเป็นบริษัทเอกชน ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น
core · เอกชน ยุโรป

06อนาคต — เส้นทางสู่เครื่องที่ใช้งานจริง

หมุดหมายที่ทั้งวงการจับตาคือเส้นทางของ IBM ที่ วางเป็นปฏิทินชัดเจน — เป้าหมายคือ Starling เครื่องตัวนำยิ่งยวด “ทนต่อข้อผิดพลาดขนาดใหญ่ (fault-tolerant)” เครื่องแรกในปี 2029 ที่จะรัน 100 ล้านเกตบน 200 logical qubit โดยมีหมุดหมายรายปีระหว่างทาง (Kookaburra 2026, Cockatoo 2027, การฉีด magic state 2028) ถ้าทำได้ตามแผน นี่จะเป็นครั้งแรกที่ควอนตัมก้าวจาก “พิสูจน์ในห้องแล็บ” ไปสู่ “เครื่องที่ทำงานจริงได้เสถียร”

ปฏิทินสู่เครื่อง fault-tolerant ของ IBM (สายตัวนำยิ่งยวด)
หมุดหมายตามแผน — ปี 2026 เป็นต้นไปเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ของที่เสร็จแล้ว
ที่มา: IBM Quantum roadmap (2025) — Starling 2029: 200 logical qubit, 100 ล้านเกต · Kookaburra เป็นโมดูลหน่วยความจำ qLDPC (แกน Y แสดง logical qubit โดยประมาณ)

ทิศทางสำคัญข้อที่สองคือ การลด “ภาษี” ของการแก้ไขข้อผิดพลาด ทุกวันนี้ logical qubit ที่ใช้งานได้จริง 1 ตัว อาจต้องใช้ physical qubit เป็นร้อยถึงพันตัว สายตัวนำยิ่งยวดจึงแข่งกันลดอัตราส่วนนี้ — Amazon ออกแบบชิป Ocelot โดยใช้ “cat qubit” ที่กดข้อผิดพลาดบางชนิดลงตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์ เพื่อให้ต้องใช้ qubit สำรองน้อยลง ใครลดภาษีนี้ได้มากที่สุด คนนั้นจะไปถึงเครื่องที่ใช้งานจริงด้วยจำนวน qubit ที่น้อยกว่า

บันไดที่ทอดยาวขึ้นไปในหมอก แต่ละขั้นมีป้ายปีกำกับ ขั้นบนสุดที่ยังเลือนรางคือเป้าหมายเครื่องที่ใช้งานจริง สื่อถึงเส้นทางหลายปีกว่าจะถึงเป้า
ภาพประกอบ (ladder.webp)
บันไดที่ยังทอดขึ้นไปในหมอก. ความก้าวหน้าเป็นจริงและวัดได้ทุกปี แต่ขั้นบนสุด — เครื่องที่ใช้งานจริงเต็มตัว — ยังอยู่ปลายทางอีกหลายปี

ภาพรวมคือ สายตัวนำยิ่งยวดมี โมเมนตัมและเงินทุนนำหน้าทุกสาย และเป็นสายเดียวที่มีปฏิทินสู่ fault-tolerance ที่บริษัทใหญ่กล้าผูกชื่อตัวเองไว้ แต่กุญแจไม่ได้อยู่ที่ “ใครมี qubit เยอะสุด” อีกต่อไป — มันอยู่ที่ “ใครทำ qubit คุณภาพดีพอจะแก้ข้อผิดพลาดได้ในจำนวนที่คุ้ม” ก่อน

07ความท้าทายและความเสี่ยง

ความเสี่ยงข้อแรกฝังอยู่ในตัวเทคโนโลยีเอง: ความเปราะบางและการต้องแช่เย็นจัด qubit ตัวนำยิ่งยวดคงสถานะได้แค่ระดับไมโครวินาที สั้นกว่า trapped-ion มาก และต้องอยู่ในตู้เย็นเจือจางที่ ~15 mK ตลอดเวลา — ตู้เย็นนี้แพง ใหญ่ ซับซ้อน และมีขีดจำกัดเรื่อง “จำนวนสายสัญญาณ” ที่อัดลงไปได้ ยิ่งเพิ่ม qubit ยิ่งต้องเพิ่มสาย จนการเดินสายกลายเป็นคอขวดจริงของการขยายขนาด (Condor ต้องใช้สายยาวกว่า 1 ไมล์ในตู้เดียว)

ความเสี่ยงข้อสองคือ “ภาษีแก้ข้อผิดพลาด” ที่ยังโหด งานที่นักลงทุนรอคอย เช่น การถอดรหัส อาจต้องใช้ logical qubit หลายพันตัว = physical qubit เป็น ล้านตัว ขณะที่ชิปที่ดีที่สุดวันนี้มี physical qubit แค่ระดับร้อยตัว ช่องว่างนี้กว้างมาก และไม่มีใครรับประกันได้ว่าสายตัวนำยิ่งยวดจะขยายไปถึงระดับล้าน qubit ได้โดยไม่ชนกำแพงทางวิศวกรรม

ความเสี่ยงข้อสามคือ เดิมพันผิดสาย (modality risk) สำหรับ pure-play อย่าง Rigetti — ถ้าวันหนึ่งโลกพบว่า trapped-ion หรือ photonic ขยายขนาดได้ดีกว่า เดิมพันที่ลงไปกับตัวนำยิ่งยวดก็อาจไม่คุ้ม ต่างจากยักษ์อย่าง IBM/Google ที่สายป่านยาวพอจะลองหลายทาง และต่อให้ควอนตัมไม่เวิร์ก ก็ยังมีธุรกิจหลักเลี้ยงบริษัทอยู่

ความเสี่ยงข้อสี่ — เฉพาะกับการลงทุน — คือ ระยะทางจากเทคโนโลยีถึงกำไร ผู้เล่น pure-play ส่วนใหญ่ยังขาดทุนและเผาเงินทุกไตรมาส รายได้จริงเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้น ราคาวิ่งตามข่าวหมุดหมายและอารมณ์ตลาดมากกว่าผลประกอบการ — ขึ้นแรงได้ ก็ลงแรงได้พอกัน ในกลุ่มนี้ “เงินสดที่อึดพอจะอยู่ถึงเส้นชัย” สำคัญพอๆ กับความล้ำของเทคโนโลยี

บรรทัดสรุปสำหรับนักลงทุน
Superconducting Qubits คือ ม้าตัวเต็งของศึกควอนตัม — qubit เยอะสุด เกตเร็วสุด เงินทุนหนาสุด และเป็นสายเดียวที่มีปฏิทินสู่ fault-tolerance ที่ยักษ์กล้าผูกชื่อ (IBM Starling 2029) กุญแจสามข้อ: (1) จับตา “คุณภาพ qubit” และอัตรา physical-ต่อ-logical มากกว่าจำนวน qubit ดิบ · (2) ผู้นำตัวจริงคือ IBM และ Alphabet (แผนกในยักษ์) ส่วน Rigetti คือ pure-play เดิมพันล้วนๆ ที่อยู่ได้ด้วยเงินสดสำรอง · (3) เทคโนโลยีคืบหน้าจริง แต่ราคาหุ้นวิ่งนำพื้นฐาน — แยก “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์” ออกจาก “ราคาที่สมเหตุสมผล” ให้ออก

สรุปสั้นๆ: node นี้คือสายเทคโนโลยีควอนตัมที่ นำที่สุดในวันนี้ — วงจรไฟฟ้าจิ๋วที่เย็นกว่าอวกาศ สั่งงานด้วยไมโครเวฟ ผลิตได้เหมือนชิป และมีทั้ง IBM กับ Google หนุนหลัง แต่ “นำอยู่” กับ “ชนะแน่” เป็นคนละเรื่อง ความเปราะบางที่ต้องแช่เย็นจัด และภาษีแก้ข้อผิดพลาดที่ยังโหด คือกำแพงที่จะตัดสินว่าม้าตัวนี้จะวิ่งถึงเส้นชัยจริงหรือไม่

ดูข้อมูล หุ้น และข่าวสดของธีมนี้ →