ALT ปรับโครงสร้างธุรกิจสู่ดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ โบรกเกอร์ปรับมุมมองเป็นบวก

Analyst
สรุป · ทำไมข่าวนี้ถึงสำคัญ

ALT กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากบริษัทที่รายได้ขึ้นอยู่กับงานวางระบบและโครงการเป็นหลัก ไปสู่ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีรายได้ประจำมากขึ้น โดยมีทั้งโครงข่ายใยแก้วนำแสง ระบบเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เคเบิลใต้น้ำ และโครงข่ายรองรับ Data Center เป็นแรงขับเคลื่อนรอบใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ KGI Securities และ Beyond Securities หรือ BYD ที่เริ่มวิเคราะห์ ALT ด้วยคำแนะนำเชิงบวก โดย KGI ให้คำแนะนำ “Outperform” ราคาเป้าหมาย 3.00 บาท ขณะที่ BYD แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.10 บาท เทียบกับราคาหุ้นบริเวณ 1.80–1.84 บาทในช่วงจัดทำบทวิเคราะห์ ยังมี Upside ราว 63–69% จุดเด่นที่ทั้งสองโบรกเกอร์ให้ความสำคัญคือโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ 2 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 1,594 ล้านบาท ซึ่งจะเข้ามาเชื่อมโครงข่ายภายในประเทศกับระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสรองรับลูกค้ากลุ่ม Data Center และ Hyperscaler ในอนาคต โดยโครงการแรกคือโครงข่ายใยแก้วนำแสงกรุงเทพฯ–EEC ระยะทางรวมประมาณ 270 กิโลเมตร ซึ่ง KGI ระบุว่ามีสัญญาระยะยาว 15 ปี มูลค่าราว 2 พันล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ส่วนอีกโครงการคือ TalayLink ซึ่งเป็นระบบเคเบิลใต้น้ำและโครงข่ายที่เชื่อมต่อมายังสถานีชายฝั่งจังหวัดสตูล โดย KGI ระบุว่า TalayLink เป็นโครงการเคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทยกับออสเตรเลีย โดยมี Google เป็นลูกค้าหลัก เพื่อรองรับ Google Cloud Region และการพัฒนา Data Center ในอนาคต ภายใต้สัญญา 15 ปี พร้อมสิทธิต่ออายุอีก 5 ปี มูลค่าประมาณ 2.5 พันล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2571 ความน่าสนใจของสองโครงการนี้ไม่ได้อยู่แค่มูลค่าสัญญา แต่อยู่ที่รูปแบบการลงทุนร่วมกับลูกค้า โดย ALT สามารถเบิกเงินลงทุนตามความคืบหน้าของการก่อสร้างได้ ช่วยลดภาระการใช้เงินทุนก้อนใหญ่ และไม่จำเป็นต้องรับภาระต้นทุนก่อสร้างและต้นทุนทางการเงินทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว เมื่อโครงข่ายเริ่มให้บริการ รายได้ที่เข้ามาจะมีลักษณะต่อเนื่องมากกว่างานรับเหมา โดย KGI ประเมินว่าสัดส่วน Recurring income ของ ALT จะเพิ่มจากประมาณ 45% ในปี 2569 เป็น 50–53% ในช่วงปี 2570–2571 การเพิ่มขึ้นของรายได้ประจำมีความสำคัญ เพราะธุรกิจโครงข่ายมีต้นทุนคงที่จำนวนมากอยู่แล้ว เมื่อมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่ม รายได้ส่วนเพิ่มจึงไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับต้นทุนในสัดส่วนเดียวกัน ส่งผลให้การใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์หรือ Asset utilization สูงขึ้น และอัตรากำไรมีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย KGI คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มจาก 18.4% ในปี 2569 เป็น 18.7–19.5% ในช่วงปี 2570–2571 ขณะที่ BYD มองว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับดีขึ้นมาอยู่บริเวณ 19–20% ในช่วงปี 2569–2571 จากผลของการปรับโครงสร้างธุรกิจและการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดรายได้มากขึ้น อีกปัจจัยที่ช่วยให้ภาพผลประกอบการชัดเจนขึ้นคือการลดภาระจากธุรกิจที่ขาดทุน โดย ALT ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จาก 100% เหลือ 40% ทำให้ไม่ต้องรวมผลขาดทุนของบริษัทดังกล่าวเต็มจำนวนตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป หลังจากธุรกิจนี้เคยสร้างผลขาดทุนประมาณ 33 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2567–2568 นอกจากนี้ BYD ยังมองเห็นโอกาสจากธุรกิจ Smart Grid หลังบริษัทปรับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัท อีแมกซ์ หรือ EMAX เหลือ 39.87% ซึ่งช่วยลดผลขาดทุนจากธุรกิจเดิม ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ EMAX เพิ่มบทบาทในโครงการระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่าง Smart Meter และ Smart Grid หากประเทศไทยเดินหน้าเปลี่ยนระบบไฟฟ้าไปสู่โครงข่ายที่มีความซับซ้อนและบริหารจัดการได้แบบอัจฉริยะมากขึ้น ธุรกิจดังกล่าวอาจกลายเป็นอีกทางเลือกในการเติบโตของ ALT นอกเหนือจาก Data Center และโครงข่ายโทรคมนาคม ในด้านผลประกอบการ แม้ประมาณการของสองโบรกเกอร์จะแตกต่างกันบ้าง แต่มีทิศทางเดียวกันคือกำไรผ่านจุดต่ำและมีโอกาสเร่งตัวขึ้นในช่วงปี 2570–2571 โดย BYD คาดว่ากำไรสุทธิของ ALT จะอยู่ที่ 58 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 121 ล้านบาทในปี 2570 และ 141 ล้านบาทในปี 2571 หรือเติบโตประมาณ 110% และ 16% ตามลำดับ ขณะที่รายได้คาดเพิ่มจาก 1,586 ล้านบาท เป็น 1,712 ล้านบาท และ 1,937 ล้านบาท ส่วน KGI ประเมินกำไรสุทธิอย่างระมัดระวังกว่าที่ 44 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 64 ล้านบาทในปี 2570 และ 97 ล้านบาทในปี 2571 พร้อมคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 38% ต่อปีในช่วงปี 2569–2572 และ EBITDA เติบโตเฉลี่ยราว 15% ต่อปี แม้ตัวเลขกำไรจะแตกต่างกันตามสมมติฐาน แต่สาระสำคัญคือทั้งสองโบรกเกอร์มองตรงกันว่า ALT กำลังเปลี่ยนจากช่วงลงทุนและปรับโครงสร้าง ไปสู่ช่วงเก็บเกี่ยวรายได้จากสินทรัพย์ที่สร้างไว้

ผลกระทบต่อหุ้น 5

Cloud & Digital Infrastructure · 3 หุ้น
Financials · 2 หุ้น

ผลกระทบต่อธีม 1

บริษัทนอก coverage 1

Energy Max Company Limitedเอกชน± ผสม
ความเกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดิจิทัล เรียลตี้ เปิดตัว ServiceFabric MCP ครอบคลุมศูนย์ข้อมูล 800 แห่ง

ดิจิทัล เรียลตี้ เปิดให้บริการ ServiceFabric MCP เมื่อวันที่ 15 กันยายน ซึ่งเป็นชั้นซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้เอเจนต์ AI ออกแบบ ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ในศูนย์ข้อมูลกว่า 800 แห่ง รวมถึงไซต์ของบุคคลที่สาม การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังผลประกอบการไตรมาสสองที่รายงานเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ซึ่ง Core FFO ต่อหุ้นที่ไม่รวม net promote เพิ่มขึ้นเป็น 2.13 ดอลลาร์ จาก 1.87 ดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขหลักที่ 2.65 ดอลลาร์นั้นรวม net promote จำนวน 188 ล้านดอลลาร์ สัญญาเช่าต่ออายุในไตรมาสดังกล่าวลงนามในอัตราที่สูงขึ้น 25.4% เมื่อคิดตามเกณฑ์เงินสด และสัญญาเช่าที่ลงนามแล้วรอเริ่มคิดเป็นงานในมือมูลค่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ของค่าเช่าพื้นฐานต่อปีที่สัดส่วน 100% ฝ่ายบริหารได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ Core FFO ต่อหุ้นปี 2026 ที่ไม่รวม net promote เป็น 8.15 ถึง 8.20 ดอลลาร์ แม้ว่าบริษัทจะมีหนี้สินราว 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 และกำหนดคาดการณ์การใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาปี 2026 สุทธิจากเงินสมทบของพันธมิตรไว้ที่ 4.25 พันล้านถึง 4.75 พันล้านดอลลาร์ ดิจิทัล เรียลตี้ เรียก MCP ว่ามาตรฐานเกิดใหม่ที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง และประกาศดังกล่าวไม่ได้ระบุตัวเลขเป็นดอลลาร์ว่าอาจเพิ่มรายได้เท่าใด
Insider Monkey·4hอ่านต่อ →
impact 5

ไฮเปอร์สเกลเลอร์สหรัฐฯ เตรียมใช้จ่ายสูงถึง 7.25 แสนล้านดอลลาร์กับโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปี 2026

ไฮเปอร์สเกลเลอร์รายใหญ่ห้ารายของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าเงินลงทุนรวม (capex) ในปี 2026 จะอยู่ที่ 6.6 แสนล้านถึง 7.25 แสนล้านดอลลาร์ หรือเกือบสองเท่าของการใช้จ่ายในปี 2025 เนื่องจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังเปลี่ยนจากซอฟต์แวร์มาสู่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ไมโครซอฟต์คาดการณ์เงินลงทุนปรับปรุง (adjusted capital expenditure) ประมาณ 1.75 แสนล้านดอลลาร์ทั้งในปีงบประมาณ 2026 และ 2027 โดยสองในสามของการใช้จ่ายรายไตรมาสจะไปที่สินทรัพย์อายุสั้นอย่างซีพียูและจีพียู ส่วนที่เหลือไปที่โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลอายุยาว และบริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ 2026 ซึ่งทำให้ขนาดโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกเป็นสองเท่าภายในสองปี ด้านอเมซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินลงทุนปี 2026 ขึ้นเป็นประมาณ 2.2 แสนล้านดอลลาร์ โดยแอนดี แจสซี ซีอีโอ กล่าวว่ากำลังการผลิต AI คาดว่าจะยังคงตึงตัวไปจนถึงปี 2027 และอุปสงค์ที่มีสัญญารองรับจะขยายไปถึงปี 2028 ขณะที่เมตาเผชิญกำไรลดลง 14% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 แม้รายได้เพิ่มขึ้น 28% เนื่องจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงศูนย์ข้อมูลขนาด 1 กิกะวัตต์ในรัฐโอไฮโอและสิ่งอำนวยความสะดวกในรัฐลุยเซียนาที่อาจขยายได้ถึง 5 กิกะวัตต์ กดดันอัตรากำไร ขณะที่อัลฟาเบตปรับเพิ่มคาดการณ์เงินลงทุนปี 2026 ขึ้นเป็นสูงสุด 2.05 แสนล้านดอลลาร์ และงานในมือ (backlog) ของกูเกิล คลาวด์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปีเป็น 2.4 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนกิจการร่วมค้าสตาร์เกตซึ่งประกอบด้วยออราเคิล โอเพนเอไอ และอื่น ๆ ตั้งเป้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูงสุด 5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 และเงินลงทุนของออราเคิลในปีงบประมาณ 2026 อยู่ที่ 5.57 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปีก่อนหน้า
Yahoo Finance·5hอ่านต่อ →
impact 4

ซิตี้: การต่อต้านศูนย์ข้อมูลยังไม่ทำให้แผนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI อ่อนแอลง

ซิตี้ระบุว่า การต่อต้านทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นต่อโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน ยังไม่ได้ทำให้แผนการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ การพัฒนาศูนย์ข้อมูลได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งสองพรรคการเมืองให้ความสนใจ โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้ออกมาตรการระงับการก่อสร้างชั่วคราว และมีสภานิติบัญญัติของรัฐอย่างน้อย 15 แห่งเสนอมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น แต่การใช้จ่ายยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ยังคงสนับสนุนการพัฒนา ผลกระทบส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในโครงการเก็งกำไรและโครงการระยะเริ่มต้น ซึ่งล่าช้าหรือถูกยกเลิกมากขึ้นในกระบวนการอนุมัติของท้องถิ่น ขณะที่โครงการระยะท้ายซึ่งมีที่ดินและเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าแล้วยังคงเดินหน้าต่อไป บริษัทไฮเปอร์สเกลเลอร์กำลังหาทางเลี่ยงข้อจำกัดด้านพลังงานและกฎระเบียบท้องถิ่น โดยแอมะซอนมุ่งลงทุนโดยตรงในโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับโดมินเนียนเอเนอร์จี และเมต้าบรรลุข้อตกลงซื้อไฟฟ้านิวเคลียร์ฉบับใหญ่กับคอนสเตลเลชันเอเนอร์จี ซิตี้ไม่คาดว่าจะเกิดภาวะตลาดสั่นสะเทือนอีกครั้งเทียบเท่ากับการเกิดขึ้นของดีพซีค โดยให้เหตุผลว่านักลงทุนได้ปรับตัวต่อแนวโน้มโมเดลจีนที่มีประสิทธิภาพสูงแล้ว อย่างไรก็ตาม ซิตี้ชี้ว่าอาจมีความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าจากการที่รัฐบาลจำกัดโมเดลที่เห็นว่าอันตรายเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดกำลังการประมวลผลส่วนเกินขึ้นอย่างฉับพลัน
Investing.com·6hอ่านต่อ →