← Back

KGI Securities (Thailand) Public Company Limited

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์และอนุพันธ์ในประเทศไทยพร้อมกับบริษัทย่อย โดยให้บริการนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การซื้อขายหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน การจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ การยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ นายทะเบียนหลักทรัพย์ นายหน้าซื้อขายอนุพันธ์ และที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงอนุพันธ์ซื้อขายนอกตลาด และจำหน่ายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม บริษัทยังให้บริการซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ตราสารหนี้ กองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน ตราสารที่มีโครงสร้าง และใบรับฝากหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังให้บริการวาณิชธนกิจ ซึ่งรวมถึงการระดมทุน การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) การควบรวมและซื้อกิจการ หุ้นกู้ ตราสารทางการเงิน และที่ปรึกษาด้านองค์กร ตลอดจนบริการนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิต การลงทุน และการจัดการความมั่งคั่ง บริษัทเดิมชื่อบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ วัน จำกัด (มหาชน) และได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในเดือนพฤษภาคม 2544 บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2518 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

Country
Price · split & dividend adjusted
News & notes moving KGI.BK
KGI.BK

เคจีไอ ปรับกำไร KKP ปี 2570 ขึ้น 5% เป้าราคาใหม่ 145 บาท

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570 ของ KKP ขึ้นอีก 5% พร้อมขยับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 145 บาท จากเดิม 125 บาท โดยระบุว่าธุรกิจวาณิชธนกิจหรือ IB ของ KKP มีศักยภาพเติบโตและสร้างอัพไซด์ให้ประมาณการกำไรปี 2570 หลังจากชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพราะแนวโน้มดัชนี SET ไม่สดใส ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจ IB อยู่ที่ 145 ล้านบาทในครึ่งปีแรกปี 2569 ลดลง 16% จากช่วงเดียวกัน โดยใช้สมมติฐานค่าธรรมเนียม IB ปี 2569 และ 2570 ที่ 312 ล้านบาท และ 350 ล้านบาท ตามลำดับ บริษัทยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้เท่าเดิม แต่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2570 ขึ้น 5% เพื่อสะท้อนอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มเป็น 17% จากประมาณการเดิมที่ 8% พร้อม re-rate PE เป็น 14 เท่า จาก 12.5 เท่า หรือเท่ากับ P/BV ที่ 1.75 เท่า จากการขยับไปใช้ประมาณการปี 2570 คิดเป็น premium จาก fair PBV ประมาณ 30% ซึ่งสะท้อนความสามารถในการเกาะกุมโอกาสเพิ่ม ROE และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 7%
KGI.BK

DELTA ร่วง 6% หลัง DEISG เตรียมออกหุ้นกู้แลกเปลี่ยน 1.5 พันล้านดอลลาร์

หุ้น DELTA ร่วง 5.95% มาอยู่ที่ 237.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 11,600.56 ล้านบาท หลังบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ระบุว่า Delta Electronics Int'l (Singapore) Pte. Ltd. หรือ DEISG บริษัทย่อยในสิงคโปร์ที่ Delta Taiwan ถือหุ้นทั้งหมด เตรียมออกหุ้นกู้แลกเปลี่ยนประเภทไม่มีดอกเบี้ย มูลค่ารวม 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีหุ้น DELTA ที่บริษัทถืออยู่ในสัดส่วน 42.85% เป็นหุ้นอ้างอิง หุ้นกู้ดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรกมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครบกำหนดวันที่ 21 ก.ย.70 กำหนดราคาแลกเปลี่ยนที่ 266.80 บาทต่อหุ้น และชุดที่สองมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครบกำหนดวันที่ 21 ก.ย.74 กำหนดราคาแลกเปลี่ยนที่ 301.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็นส่วนเพิ่มจากราคาอ้างอิง 232 บาทต่อหุ้นที่ 15% และ 30% ตามลำดับ ธุรกรรมนี้ไม่มีการออกหุ้นใหม่ จึงไม่กระทบผู้ถือหุ้นเดิม และหากใช้สิทธิแลกเปลี่ยนทั้งหมดจะคิดเป็นหุ้น DELTA ประมาณ 172.1 ล้านหุ้น หรือ 1.38% ของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด ทิสโก้มองว่าอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะสั้นจากการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงของนักลงทุน รวมถึงปัจจัย Overhang จากหุ้นที่อาจถูกนำมาแลกเปลี่ยนในอนาคต ซึ่งอาจจำกัดการปรับขึ้นของราคาหุ้นบริเวณ 267-302 บาท จึงคงคำแนะนำ "ถือ" ให้มูลค่าเหมาะสม 268 บาท ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) คงคำแนะนำ "ซื้อ" และปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ขึ้นเป็น 320 บาท จากเดิม 290 บาท พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2570 ขึ้น 2-6%
Semiconductors

KCE-HANA พุ่งกว่า 2% เคจีไอชูเป้าราคาใหม่รับดีมานด์ AI-หุ่นยนต์

หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนเทคโนโลยีนำโดย KCE และ HANA ปรับขึ้นกว่า 2% โดยเมื่อเวลา 10.55 น. ราคาหุ้น KCE อยู่ที่ 67.25 บาท บวก 1.50 บาท หรือ 2.28% มูลค่าซื้อขาย 764.19 ล้านบาท ส่วน HANA อยู่ที่ 49.50 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 2.06% มูลค่าซื้อขาย 677.56 ล้านบาท หลังบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า KCE มีโอกาสต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจแผงวงจรพิมพ์หรือ PCB สำหรับหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หลังจาก KCE แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 ก.ย.69 ว่าอยู่ระหว่างเจรจาซื้อขายสินค้ากับบริษัทแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคจีไอเชื่อว่าอาจเป็น Tesla และสินค้าดังกล่าวอาจเป็น PCB สำหรับหุ่นยนต์ Tesla Optimus โดย Tesla ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตหุ่นยนต์จากประมาณ 10,000 ตัวในระยะแรก เป็นปีละ 1 ล้านตัว และเพิ่มขึ้นสู่ 10 ล้านตัวในระยะยาว เคจีไอประเมินเบื้องต้นว่ารายได้จากโครงการนี้อาจคิดเป็นประมาณ 0.3-1.3% ของรายได้รวม KCE ภายใต้สมมติฐานการผลิตหุ่นยนต์ 1 ล้านตัว ใช้ PCB มูลค่า 150-200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว และ KCE มีส่วนแบ่งคำสั่งซื้อประมาณ 1-3% จึงยังไม่รวมรายได้จากโครงการนี้ไว้ในประมาณการ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักปี 2569-2570 ขึ้น 6-25% แนะนำ “ถือ” KCE และปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ขึ้นเป็น 62 บาท จากเดิม 48 บาท อิง PER ที่ 40 เท่า ขณะที่ HANA คาดได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการยกระดับห่วงโซ่อุปทานเซิร์ฟเวอร์ AI ผ่าน 3 ธุรกิจสำคัญ ได้แก่ โซลูชันระบายความร้อนสำหรับ HBM และ GPU ผ่านความร่วมมือกับ Phononic อุปกรณ์ทดสอบ High-density PCBA และหม้อแปลงโซลิดสเตต SiC เคจีไอปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ HANA ขึ้น 6-11% คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ขึ้นเป็น 63 บาท จากเดิม 45 บาท อิง PER ที่ 40 เท่า โดยคาดกำไรจากการดำเนินงานปกติในปี 2570 จะเติบโต 44%
Smart City / Autonomous Infrastructure

เคจีไอและหยวนต้าคงแนะซื้อ BEM เป้า 8.40-10.50 บาท

โบรกเกอร์สองแห่งยังคงคำแนะนำซื้อหุ้น BEM โดยบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ให้ราคาเป้าหมาย SOTP ที่ 8.40 บาท และบล.หยวนต้าให้ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2569 ที่ 10.50 บาท หลังรายงานปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดือนสิงหาคม 2569 เฉลี่ย 444,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.0% YoY และ 4.2% MoM ขณะที่รายได้จากการขายตั๋วอยู่ที่ 13.2 ล้านบาท ส่วนปริมาณรถยนต์เฉลี่ยรายวันของผู้ใช้ทางด่วนอยู่ที่ 1.12 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 0.7% YoY และ 1.4% MoM คิดเป็นรายได้ 25.6 ล้านบาท สำหรับงวด 8 เดือนแรกปี 2569 ปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 424,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% YoY และปริมาณรถยนต์เฉลี่ย 1.1 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 0.8% YoY เคจีไอคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY และปี 2570 ที่ 4.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY โดยยังไม่รวมโอกาสจากรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนหยวนต้าคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ที่ 3,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% YoY และคาดกำไรไตรมาส 3 ปี 2569 ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ จากเงินปันผลรับจาก TTW จำนวน 221 ล้านบาท และการเริ่มประหยัดค่าซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีม่วง ทั้งนี้ รถไฟฟ้าสายสีส้มขบวนแรกจากทั้งหมด 32 ขบวนสำหรับทั้งสายจะจัดส่งถึงประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยฝั่งตะวันออกคาดเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ภายในมกราคม 2571 และฝั่งตะวันตกภายในกรกฎาคม 2573
KGI.BK

เคจีไอคงแนะนำซื้อ BEM เป้า 8.40 บาท คาดกำไรครึ่งปีหลังแกร่ง

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM จะมีกำไรในช่วงครึ่งปีหลังแข็งแกร่ง โดยเดือนสิงหาคม 2569 มีปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ย 444,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4.2% จากเดือนก่อน ขณะที่รายได้จากการขายตั๋วโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 13.2 ล้านบาทต่อวัน ส่วนธุรกิจทางพิเศษมีปริมาณรถยนต์ใช้ทางด่วนเฉลี่ย 1.12 ล้านคันต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน และมีรายได้เฉลี่ย 25.6 ล้านบาทต่อวัน สำหรับงวด 8 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 424,500 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% และปริมาณรถยนต์ใช้ทางด่วนเฉลี่ย 1.10 ล้านคันต่อวัน เพิ่มขึ้น 0.8% เคจีไอคาดว่าไตรมาส 3/2569 ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าและรายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-1.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11-12% จากไตรมาสก่อน โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 3.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และปี 2570 ที่ 4.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% พร้อมคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายแบบรวมส่วนธุรกิจที่ 8.40 บาท แบ่งเป็นมูลค่าธุรกิจหลัก 6.30 บาท เงินลงทุนใน TTW และ CKP จำนวน 0.75 บาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มอีก 1.35 บาท
KGI.BK2

AOT ลุ้นกำไรปี 70 หลัง AOTGA ชนะประมูลงานสุวรรณภูมิ 6.7 หมื่นล้าน

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ บริษัท บริการภาคพื้นท่าอากาศยานกรุงเทพ หรือ AOTGA เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการให้บริการคลังสินค้า ลานจอดอากาศยาน และบริการภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายใต้รูปแบบ PPP Net Cost โดย AOTGA จะเป็นผู้ให้บริการรายที่ 3 โครงการประกอบด้วยสัญญาหลัก 2 โครงการ ได้แก่ การให้บริการคลังสินค้า และการให้บริการลานจอดอากาศยาน อุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้น และผู้โดยสาร มีระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี และมูลค่ารวมมากกว่า 67,000 ล้านบาท AOTGA เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง AOT ถือหุ้น 49% และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส หรือ SAL ถือหุ้น 51% โดย SAL เป็นบริษัทย่อยของ สกาย ไอซีที หรือ SKY บล.เคจีไอประเมินว่า AOTGA จะบริหารจัดการสินค้าประมาณ 400,000-600,000 ตันต่อปี สร้างรายได้ประมาณ 4,000-6,000 ล้านบาทต่อปี และคาดว่า AOT จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรประมาณ 400-600 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นโอกาสเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปีงบประมาณ 2570 ประมาณ 1.5-2.2% บล.เคจีไอยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปีงบประมาณ 2570 ที่ 71 บาท
KGI.BK

CPAXT ลุ้น TFP ดันกำไร เคาะราคาพื้นฐาน 15 บาท

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า CPAXT เริ่มเปิดโครงการ “The Happitat” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2026 ภายใต้แนวคิด “Happiness-Led Destination” ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 1.5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการนี้แบ่งเป็นสามตึกหลัก มีพื้นที่ค้าปลีกรวมประมาณ 43,000 ตารางเมตร และพื้นที่สำนักงานรวมประมาณ 24,000 ตารางเมตร คาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการประมาณ 19 ล้านคนต่อปี และคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนจากโครงการนี้ 500 ล้านบาทในปีนี้ ในการเข้าซื้อหุ้นสามัญของ The Food Purveyor Sdn. Bhd. Group (TFP) ราคาสุดท้ายอยู่ที่ MRR1,597 ล้าน หรือประมาณ 13,095 ล้านบาท โดย 80% ของแหล่งเงินทุนมาจากสินเชื่อธนาคาร บริษัทคาดว่ายอดขายของ TFP จะคิดเป็นประมาณ 4% ของยอดค้าปลีก และจะหนุนให้กำไรเพิ่มขึ้นจากปี 2570 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม กำไรของ CPAXT คาดว่าจะลดลงในไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้ เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลและค่าใช้จ่ายในการขยายธุรกิจ โดยยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้ที่ 8.8 พันล้านบาท และคงคำแนะนำ “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ที่ 15.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0 เท่า
KGI.BK

CPAXT ปิดดีลซื้อ The Food Purveyor มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท

ซีพี แอ็กซ์ตร้า หรือ CPAXT ประกาศปิดดีลเข้าซื้อกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย The Food Purveyor มูลค่า 1,660 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 13,483 ล้านบาท โดยบริษัทย่อย Lotuss Stores (Malaysia) ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมด 100% เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 หลังปฏิบัติตามเงื่อนไขและได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว ทำให้ The Food Purveyor กลายเป็นบริษัทย่อยทางอ้อม ซึ่งดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ Village Grocer B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant รวม 50 สาขา โดยบล.เคจีไอ คาดว่ากำไรของ TFP จะอยู่ที่ประมาณ 38 ล้านริงกิต หรือ 300 ล้านบาทต่อปี จากส่วนแบ่งตลาด 31% ในตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมของมาเลเซียที่มีมูลค่า 4.1 พันล้านริงกิต และอัตรากำไรสุทธิ 3% ขณะที่ CPAXT อาจก่อหนี้ 60-70% ของมูลค่าการลงทุน และใช้เงินสดบางส่วนราว 4-5 พันล้านบาท ทำให้หนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นจาก 0.4 เท่าเป็น 0.42-0.43 เท่า โดยมองกลางๆ เนื่องจาก synergy จำกัด และคาดว่ากำไรไตรมาสสามจะลดลงจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลและค่าใช้จ่ายขยายธุรกิจ คงคำแนะนำถือราคาเป้าหมาย 15 บาท
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย·16dอ่านต่อ →
KGI.BK

KGI กำไร Q2 โต 167% แตะ 398 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 397.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 167.48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 148.75 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากกำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ 205 ล้านบาท และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้น 11% มาอยู่ที่ 332 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมในไตรมาสดังกล่าวอยู่ที่ 1,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน และค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 771 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีอยู่ที่ 499 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144% สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 716.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106.82% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้นที่ 0.36 บาท
KGI.BK2

MMM ปลดล็อก KGI พ้นพอร์ต งบ Q2 โตฉ่ำ

บมจ.เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล (MMM) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผล 0.06 บาทต่อหุ้น หลังผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองอย่าง KGI ขายหุ้นทั้งหมด 12.96 ล้านหุ้นที่ถือมาตั้งแต่ปลายปี 2568 ออกจากพอร์ต โดยซีอีโอ ณิชา โรจน์วัฒนา กำลังเร่งทรานส์ฟอร์มบริษัทสู่การเป็นพร็อพเพอร์ตี้ ไฟแนนซ์เต็มรูปแบบ เพื่อสร้าง New S-Curve และขยายสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
KGI.BK

โบรกเกอร์มองบวก CRC เข้าซื้อ MaxValu หนุนอัพไซด์เพิ่ม

โบรกเกอร์กรุงศรีและเคจีไอมีมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าซื้อ MaxValu 30 สาขาของเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ CRC โดยกรุงศรีระบุว่าดีลนี้ช่วยเร่งขยายธุรกิจอาหารและเพิ่มฐานลูกค้ากว่า 9 แสนราย คาดปิดดีลในไตรมาส 4 ปี 2569 และทยอยเปลี่ยนชื่อเป็น TOP ทั้งหมด เงินลงทุนต่อสาขาคาดต่ำกว่าการเปิดใหม่ และตั้งเป้าพลิก EBIT เป็นบวกในปี 2570 จากปี 2568 ที่ MaxValu มียอดขาย 3.82 พันล้านบาทและขาดทุนสุทธิ 266 ล้านบาท กรุงศรีคาดดีลนี้เพิ่มยอดขาย CRC ในปี 2570 ราว 1.7% และมีอัพไซด์ต่อกำไรปกติราว 1-2% จึงคงคำแนะนำซื้อให้ราคาเป้าหมาย 27.50 บาท ด้านเคจีไอมองว่างบดุลของ CRC ได้รับผลกระทบน้อยมากจากดีลนี้เพราะหนี้สินไม่ได้มากอย่างมีนัยสำคัญ ในระยะสั้นอาจต้องแบกผลขาดทุนจากค่าใช้จ่ายรีแบรนด์ แต่ระยะกลางถึงยาวเป็นบวกจากส่วนแบ่งยอดขายและมาร์จิ้นที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการประหยัดต้นทุนจากศูนย์กระจายสินค้าและโลจิสติกส์ เคจีไอคงคำแนะนำซื้อให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2570 ที่ 23.80 บาท โดยมองว่าแนวโน้มบวกอาจส่งผลให้มีการ re-rate PER ได้บ้าง
thunhoon.com·40dอ่านต่อ →
KGI.BK5

MMM ประกาศทรานส์ฟอร์มสู่ Property Finance เต็มรูปแบบ พร้อม GENCO ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2

บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM ประกาศเปลี่ยนผ่านธุรกิจครั้งสำคัญสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน Property Finance เต็มรูปแบบ โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านการขายอสังหาริมทรัพย์เข้ากับบริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพื่อสร้างระบบนิเวศการเติบโตใหม่ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องจากดอกเบี้ย ลดความผันผวนของรายได้ และเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว นางสาวณิชา โรจน์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่ากลยุทธ์นี้จะเปลี่ยนผลประกอบการให้มั่นคงและเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมกันนี้ ภายหลังการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุด บมจ.บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ GENCO ได้ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ MMM ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพธุรกิจ ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI หลุดจาก 10 อันดับแรก ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตามกลไกปกติหลังสิ้นสุดช่วงเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน