Megatrend · Artificial Intelligence

สวิตช์ตัวเดียวที่ตัดสินว่า GPU หมื่นตัว จะ “คิดเป็นเครื่องเดียว” ได้หรือไม่

เวลาเราพูดถึงคลัสเตอร์ AI เรามักนึกถึง GPU แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่มัด GPU หลายหมื่นตัวให้กลายเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว คือ สวิตช์ — กล่องที่เป็นทางแยกจราจรของข้อมูล และหัวใจของมันคือ “ชิปสวิตช์” (switch silicon) ตัวเล็กๆ ที่กำหนดว่าทั้งคลัสเตอร์จะส่งข้อมูลถึงกันได้กว้างและเร็วแค่ไหน บทเรียนนี้เจาะเฉพาะชั้นนี้ — ชิปและระบบสวิตช์ฝั่งไฟฟ้า (Ethernet vs InfiniBand) ที่ Broadcom, Nvidia และ Arista กำลังชนกันด้วยเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ (ส่วนฝั่ง “แสง” อยู่ในบทพี่น้อง Optical Interconnect)

หมวด Artificial Intelligence ระดับ leaf ชั้น โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เวลาอ่าน ~13 นาที
ชิปสวิตช์ตัวเดียวตรงกลาง มีสายข้อมูลนับร้อยเส้นพุ่งเข้าออกจากทุกทิศทาง ร้อยแร็ค GPU จำนวนมากให้กลายเป็นโครงข่ายเดียวที่เรืองแสง
ภาพประกอบ (hero.webp)
ทางแยกจราจรของข้อมูล. ชิปสวิตช์ตัวเดียวรับ-ส่งข้อมูลจากสายนับพันเส้นพร้อมกัน เป็นจุดที่ตัดสินว่า GPU ทั้งคลัสเตอร์จะคุยกันได้เร็วแค่ไหน

01มันคืออะไร

ลองนึกภาพห้องที่มีคนหมื่นคนกำลังทำงานชิ้นเดียวกัน ทุกคนเก่งมาก แต่ทุกๆ ไม่กี่วินาที พวกเขาต้องหันไปบอกผลลัพธ์ของตัวเองให้ ทุกคนที่เหลือ รู้พร้อมกัน — ถ้าไม่มีระบบส่งข่าวที่เร็วและไม่ติดขัด คนทั้งห้องก็ได้แต่นั่งตะโกนทับกันจนงานไม่เดิน สวิตช์เครือข่าย คือระบบส่งข่าวนั้นของคลัสเตอร์ AI และ node นี้คือเรื่องของชิปและกล่องที่ทำหน้าที่นี้

เจาะลงไปอีกชั้น สวิตช์ AI มีสองส่วนที่ต้องแยกให้ออก: (1) ชิปสวิตช์ (switch silicon / switch ASIC) — ชิปตัวเดียวข้างในกล่องที่ทำหน้าที่ตัดสินใจว่าข้อมูลแต่ละก้อนต้องวิ่งออกพอร์ตไหน มันคือ “สมอง” ที่กำหนดเพดานความเร็วของสวิตช์ทั้งตัว · (2) ระบบสวิตช์ (switch system) — ตัวกล่องจริงพร้อมซอฟต์แวร์คุมเครือข่าย ที่เอาชิปนั้นมาประกอบเป็นอุปกรณ์ใช้งานได้ บางบริษัท (Broadcom) ขายแต่ชิป บางบริษัท (Arista) เอาชิปมาทำเป็นระบบขาย และบางบริษัท (Nvidia) ทำเองทั้งสองชั้น

ในแผนผังเมกะเทรนด์ node นี้เป็นใบย่อย (leaf) ภายใต้ AI Networking & Interconnect ในเทรนด์ใหญ่ Artificial Intelligence มันคือ “ชั้นไฟฟ้า” ของโครงข่าย — ส่งข้อมูลด้วยสัญญาณไฟฟ้าผ่านชิปและทองแดง ส่วนพี่น้องข้างกันคือ Optical Interconnect & DCI ที่ดูแล “ชั้นแสง” (แปลงข้อมูลเป็นแสงยิงผ่านเส้นใยแก้วเมื่อต้องส่งไกล) — สวิตช์ตัดสินใจว่าข้อมูลไปทางไหน แสงเป็นคนลำเลียงมันไปจริงเมื่อระยะไกลขึ้น

ศัพท์ที่ควรรู้
Switch ASIC · SerDes · Radix

Switch ASIC = ชิปเฉพาะทางที่เป็นแกนของสวิตช์ · SerDes (Serializer/Deserializer) = วงจรเล็กๆ ที่รับ-ส่งข้อมูลผ่านสายหนึ่งช่อง ยิ่งเร็วต่อช่อง (100G → 200G) ชิปยิ่งแรง · Radix = จำนวนพอร์ตที่สวิตช์ตัวเดียวต่อได้ ยิ่ง radix สูง ยิ่งใช้สวิตช์น้อยตัวก็ร้อย GPU ได้มาก = สายสั้นลง หน่วงน้อยลง ค่าไฟลดลง

02ทำไมถึงสำคัญ — “เครือข่ายคือคอมพิวเตอร์”

มีประโยคหนึ่งที่กลายเป็นความจริงทางวิศวกรรมของยุค AI: “the network is the computer” เหตุผลอยู่ที่วิธีฝึกโมเดล — โมเดลใหญ่ตัวหนึ่งถูกฝึกบน GPU หลายหมื่นตัวพร้อมกัน และในทุกๆ สเตปของการฝึก GPU ทุกตัวต้องเอาผลคำนวณของตัวเองมา “เฉลี่ยรวม” กับเพื่อนทุกตัว (ขั้นตอนที่เรียกว่า all-reduce) ก่อนจะไปสเตปถัดไป แปลว่าถ้าสวิตช์ช้าหรือติดขัดแม้แต่นิดเดียว GPU ราคาตัวละหลายหมื่นดอลลาร์ทั้งคลัสเตอร์ ต้องหยุดรอพร้อมกัน

นี่คือเหตุผลที่คลัสเตอร์ AI ถูกเรียกว่า “network-bound” — เพดานความเร็วไม่ได้อยู่ที่ชิปคำนวณเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่ามันแลกข้อมูลกันได้เร็วแค่ไหน ตัวเลขช่วยให้เห็นภาพ: คลัสเตอร์ GPU แค่ 1,000 ตัว ต้องการโครงข่ายแบบ ไม่มีคอขวด (non-blocking) ที่รองรับการส่งข้อมูลแบบทุกตัวคุยทุกตัว (all-to-all) รวมกันได้เกิน 400 Tbps โดยแทบไม่มีแพ็กเก็ตหล่นหาย และความหน่วงต้องนิ่งระดับไมโครวินาที — งานแบบนี้ไม่เคยมีในเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ยุคก่อน AI

> 400 Tbps
ปริมาณข้อมูลแบบ all-to-all ที่คลัสเตอร์ GPU แค่ 1,000 ตัว ต้องส่งถึงกันได้พร้อมกันโดยไม่มีคอขวด — และคลัสเตอร์จริงวันนี้ใหญ่กว่านั้นหลายสิบเท่า สวิตช์คือชั้นที่แบกภาระนี้ไว้ทั้งหมด

ผลทางเศรษฐกิจตามมาทันที เครือข่ายเคยเป็นแค่ “ส่วนเสริมเล็กๆ” ของศูนย์ข้อมูล แต่ในคลัสเตอร์ AI มันกลายเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่โตเร็วที่สุดส่วนหนึ่ง Dell'Oro Group ประเมินว่าเม็ดเงินที่ลงไปกับสวิตช์สำหรับ โครงข่ายหลังบ้านของ AI (AI back-end) จะทะลุ $100,000 ล้านต่อปีภายในปี 2030 และเฉพาะตลาด “ชิปสวิตช์” (switch silicon) อย่างเดียว — ก่อนจะประกอบเป็นกล่อง — ก็มีมูลค่าราว $3,800 ล้านในปี 2025 แล้ว

เม็ดเงินที่ไหลเข้าสวิตช์โครงข่ายหลังบ้านของ AI
มูลค่าตลาดสวิตช์ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI back-end (พันล้านดอลลาร์) — ปี 2030 เป็นประมาณการ
ที่มา: Dell'Oro Group / SDxCentral — AI back-end switch spending to pass $100B by 2030 (ค่ากลางของช่วงประมาณการ)

03มันทำงานยังไง (leaf/spine fabric)

หัวใจของการมัด GPU หมื่นตัวให้คุยกันได้ทั่วถึง คือโครงสร้างที่เรียกว่า leaf/spine (หรือ fat-tree) — แทนที่จะลากสายจาก GPU ทุกตัวถึงกันโดยตรง (ซึ่งเป็นไปไม่ได้เมื่อมีหลายหมื่นตัว) เราวางสวิตช์เป็นสองชั้น แล้วให้ข้อมูลวิ่งผ่านชั้นกลาง

ชั้นล่างคือ leaf switch — สวิตช์ที่ GPU เสียบตรงเข้าไป แต่ละ leaf ดูแล GPU กลุ่มหนึ่ง ชั้นบนคือ spine switch — สวิตช์ที่เชื่อม leaf ทุกตัวเข้าด้วยกัน เวลาที่ GPU ตัวหนึ่งจะส่งข้อมูลถึง GPU อีกตัวที่อยู่คนละ leaf ข้อมูลวิ่งแค่ สองช่วง: leaf → spine → leaf เสมอ ไม่ว่า GPU สองตัวนั้นจะอยู่ห่างกันแค่ไหน — นั่นทำให้ความหน่วง “นิ่ง” และคาดเดาได้ ซึ่งสำคัญมากตอน all-reduce

โครงข่าย leaf/spine ที่ร้อย GPU เข้าด้วยกัน GPU เสียบเข้า leaf switch ชั้นล่าง leaf ทุกตัวเชื่อมขึ้นไปที่ spine switch ชั้นบน ข้อมูลจาก GPU ตัวหนึ่งถึงอีกตัววิ่งผ่าน leaf ขึ้น spine แล้วลง leaf อีกฝั่ง รวมแค่สองช่วง ทำให้คุยกันแบบทุกตัวถึงทุกตัวด้วยความหน่วงที่นิ่ง SPINE · ร้อย leaf ทุกตัวเข้าด้วยกัน SPINE LEAF · GPU เสียบตรงเข้าตัวนี้ leaf 1 leaf 2 leaf N GPU GPU GPU 2 ช่วงเสมอ: leaf→spine→leaf
สองชั้น ร้อยทุกตัวถึงกัน. GPU เสียบเข้า leaf · leaf ทุกตัวเชื่อมขึ้น spine · ข้อมูลจาก GPU ใดถึง GPU ใดก็วิ่งแค่ leaf→spine→leaf ทำให้ความหน่วงนิ่งและคาดเดาได้

จุดที่ทำให้ชิปสวิตช์ “ยาก” คือคำว่า non-blocking (ไม่มีคอขวด) — โครงข่ายต้องออกแบบให้ทุก GPU ส่งข้อมูลเต็มความเร็วถึง GPU ตัวไหนก็ได้พร้อมกัน โดยชั้น spine ต้องมีแบนด์วิดท์ลงมารองรับเท่ากับที่ leaf รับเข้า (อัตราส่วน 1:1) ยิ่งชิปสวิตช์ตัวเดียวรับส่งได้กว้าง (radix สูง) ยิ่งใช้สวิตช์น้อยตัวก็สร้าง fabric แบบนี้ได้ — แปลว่าสายสั้นลง สวิตช์น้อยลง หน่วงน้อยลง และค่าไฟลดลง นี่คือเหตุผลที่ “ความกว้างของชิปตัวเดียว” กลายเป็นสนามแข่งสำคัญ

มีอีกชั้นที่ต้องไม่สับสน: การเชื่อม GPU ที่อยู่ ในแร็คเดียวกัน ให้เร็วสุดขีด (เรียก scale-up — Nvidia ใช้ NVLink) ต่างจากการเชื่อม ข้ามแร็ค เป็นคลัสเตอร์ใหญ่ (เรียก scale-out — ใช้ InfiniBand/Ethernet) leaf/spine ที่เราเพิ่งดูคือชั้น scale-out — และมันคือสมรภูมิหลักของบทนี้

04มันเชื่อมกับอะไรในระบบนิเวศ

ชั้นสวิตช์ไม่ได้ทำงานเดี่ยวๆ มันคือข้อต่อที่ร้อยหลายเทรนด์เข้าด้วยกัน

  • มัด GPU / AI accelerator ให้เป็นเครื่องเดียว: นี่คือความสัมพันธ์ที่ลึกที่สุด GPU จะเก่งแค่ไหนก็ไร้ค่าถ้าคุยกันไม่ได้ — ดีมานด์ของสวิตช์จึงผูกกับยอดขาย GPU โดยตรง ยิ่งซื้อ GPU มาก ยิ่งต้องซื้อสวิตช์ตาม
  • คู่กับ Optical Interconnect เสมอ: สวิตช์ตัดสินใจว่าข้อมูลไปทางไหน (ชั้นไฟฟ้า) แต่เมื่อต้องส่งไกลเกินกว่าทองแดงจะไหว ต้องแปลงเป็นแสง (ชั้นแสง) — สองชั้นนี้ต้องเร็วขึ้นพร้อมกัน ไม่งั้นอีกฝั่งกลายเป็นคอขวด และเส้นแบ่งกำลังเลือนลงด้วย co-packaged optics ที่เอาแสงไปติดกับชิปสวิตช์เลย
  • เป็นชิ้นส่วนของ เซิร์ฟเวอร์/แร็ค AI: สวิตช์ leaf จำนวนมากถูกติดตั้งระหว่างประกอบแร็คและคลัสเตอร์ — มันคือชิ้นส่วนมาตรฐานที่ขาดไม่ได้ในทุกการสร้างศูนย์ข้อมูล AI
  • พึ่ง เซมิคอนดักเตอร์: switch ASIC ก็คือชิปที่ต้องผลิตในโรงหล่อขั้นสูง (TSMC) — ชิปสวิตช์รุ่นบนๆ ใช้เทคโนโลยีระดับเดียวกับ GPU
  • กิน พลังงาน มหาศาล: สวิตช์ความเร็วสูงและ SerDes กินไฟมาก — นี่คือเหตุผลที่ radix สูงและ co-packaged optics สำคัญ เพราะช่วยลดพลังงานต่อบิตได้
มุมมอง
วิธีจำง่ายๆ คือ GPU = “สมอง” · สวิตช์ (node นี้) = “ระบบประสาท” ที่ทำให้สมองหลายหมื่นก้อนคิดเป็นหนึ่งเดียว · แสง = “เส้นเลือด” ที่ลำเลียงไปไกลๆ — ทั้งสามต้องโตไปด้วยกัน ทุกครั้งที่คลัสเตอร์ใหญ่ขึ้น จำนวนสวิตช์และความกว้างที่ต้องการก็เพิ่มเร็วกว่าจำนวน GPU เสียอีก

05ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (2025–2026)

เรื่องใหญ่ที่สุดของวงการนี้ในปี 2025 คือ Ethernet พลิกแซง InfiniBand ขึ้นเป็นโครงข่าย scale-out หลักของ AI เป็นครั้งแรก ย้อนไปแค่สองปีก่อน InfiniBand เคยครองยอดขายสวิตช์หลังบ้านของ AI ถึงราว 80% เพราะมันเสถียรและหน่วงต่ำ แต่พอถึงไตรมาส 4 ปี 2025 Ethernet กลับกินสัดส่วนไปแล้ว กว่าสองในสาม ของยอดขายสวิตช์ในคลัสเตอร์ AI — Dell'Oro รายงานว่า Ethernet มีขนาดตลาด “มากกว่าสองเท่า” ของ InfiniBand สำหรับงาน scale-out ในปีนั้น

Ethernet พลิกแซง InfiniBand ในคลัสเตอร์ AI
ส่วนแบ่งยอดขายสวิตช์โครงข่ายหลังบ้านของ AI ตามชนิดโครงข่าย (โดยประมาณ)
ที่มา: Dell'Oro Group (2025–2026) — Ethernet >2/3 ของยอดขายสวิตช์ในคลัสเตอร์ AI ไตรมาส 4/2025 (จาก InfiniBand ~80% เมื่อสองปีก่อน)

ทำไมถึงพลิก? เพราะ hyperscaler รายใหญ่ไม่อยากผูกกับเจ้าเดียว — Amazon, Microsoft, Meta, Oracle และ xAI ต่างหันมาใช้ Ethernet ที่เป็นมาตรฐานเปิด ถูกกว่า และมีผู้ขายหลายราย คนที่ได้อานิสงส์เต็มๆ คือ Broadcom เจ้าตลาดชิปสวิตช์ ที่กลางปี 2025 เปิดตัวชิป Tomahawk 6 ทำความเร็วได้ถึง 102.4 Tbps ในชิปตัวเดียว (เป็นเท่าตัวของรุ่นก่อน รองรับพอร์ต 1.6T ได้ 64 พอร์ต) และเข้าสู่การผลิตจริงต้นปี 2026 — เป็นชิปสวิตช์ตัวแรกของโลกที่แตะระดับนี้

ความกว้างของชิปสวิตช์ Broadcom Tomahawk เพิ่มเป็นเท่าตัวทุกรุ่น
ความจุรับ-ส่งข้อมูลของชิปสวิตช์หนึ่งตัว (Tbps)
ที่มา: Broadcom — Tomahawk 6 = 102.4 Tbps, double Tomahawk 5 (2025; production 2026)
ถนนสองสายขนานกัน สายมาตรฐานเปิดที่กว้างกว่ากำลังแซงหน้าสายเฉพาะทางที่แคบกว่า มีข้อมูลไหลผ่านทั้งสองเส้น
ภาพประกอบ (battle.webp)
มาตรฐานเปิดแซงทางด่วนเฉพาะกิจ. Ethernet (เปิด ถูกกว่า ผู้ขายหลายราย) กำลังแซง InfiniBand (เฉพาะทาง หน่วงต่ำ) ขึ้นเป็นโครงข่าย scale-out หลักของ AI

แต่ Nvidia ไม่ยอมง่ายๆ — มันเลิกขายแค่ GPU แล้วขาย “ทั้งระบบ” รวมโครงข่ายของตัวเองทั้ง InfiniBand (จากการซื้อ Mellanox) และ Ethernet รุ่นใหม่ชื่อ Spectrum-X ที่ออกแบบมาสู้ Ethernet ฝั่ง Broadcom โดยเฉพาะ ในปี 2025 Spectrum-X เพียงรุ่นเดียวทำรายได้ทะลุระดับ run-rate กว่า $10,000 ล้านต่อปี และรายได้ฝั่งเครือข่ายทั้งหมดของ Nvidia แตะระดับ $8,000–11,000 ล้านต่อไตรมาส — โตกว่า 160% เทียบปีก่อน ส่วน Arista ที่เน้นขาย “ระบบสวิตช์” Ethernet ระดับไฮเอนด์ให้ cloud titans ก็ทำรายได้ทั้งปี 2025 ถึง $9,000 ล้าน (+29%) และตั้งเป้ารายได้เฉพาะ AI ปี 2026 ไว้ที่ $2,750 ล้าน

ผู้เล่นหลักในสนามนี้
หมายเหตุ
เราจัดวางผู้เล่นตามบทบาทในห่วงโซ่และส่วนแบ่งตลาด มากกว่ามูลค่าตลาดดิบ — เพื่อสะท้อนว่าใครคุมชั้นไหนของชั้นสวิตช์จริงๆ · ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
BroadcomAVGO · US
สหรัฐฯ · เจ้าตลาดชิปสวิตช์
เจ้าตลาดชิปสวิตช์ Ethernet (Tomahawk 6 = 102.4 Tbps ในชิปเดียว, Jericho สำหรับ scale-out ระยะไกล) — ขายชิปให้ผู้ผลิตกล่องทั้งวงการ และเป็นหัวหอกค่าย Ultra Ethernet ที่กำลังแซง InfiniBand
core · ผู้นำชิปสวิตช์
NvidiaNVDA · US
สหรัฐฯ · เจ้าของทั้งระบบ
คุมทั้งแนวตั้ง — GPU + โครงข่ายของตัวเอง: InfiniBand (จาก Mellanox), NVLink สำหรับ scale-up และ Spectrum-X Ethernet ที่ทำ run-rate ทะลุ $10B/ปี จุดแข็งคือ “ขายเป็นแพ็กเกจ” ล็อกลูกค้าทั้งชิปและสวิตช์
core · เจ้าของแพลตฟอร์ม
Arista NetworksANET · US
สหรัฐฯ · ผู้นำระบบสวิตช์
ผู้นำ “ระบบสวิตช์” Ethernet ระดับไฮเอนด์สำหรับ AI (EtherLink) ลูกค้าหลักคือ cloud titans — รายได้ทั้งปี 2025 แตะ $9.0B (+29%) ตั้งเป้ารายได้เฉพาะ AI ปี 2026 ที่ $2.75B
core · ผู้นำระบบ Ethernet
MarvellMRVL · US
สหรัฐฯ · ชิปสวิตช์คู่แข่ง
ผู้เล่นชิปสวิตช์และ DSP ที่เป็นคู่แข่งหลักของ Broadcom ในซิลิคอนต้นน้ำ เด่นทั้งชิปเครือข่ายและซิลิคอนสั่งทำ (custom XPU) ให้ hyperscaler — ตัวเลือกที่สองของวงการเมื่อต้องการกระจายความเสี่ยง
core · ชิปสวิตช์
CiscoCSCO · US
สหรัฐฯ · ระบบเครือข่ายดั้งเดิม
ยักษ์เครือข่ายดั้งเดิมที่เร่งบุกตลาดสวิตช์ AI back-end ด้วยซิลิคอน Silicon One — เริ่มได้ดีลกับ hyperscaler รายใหญ่ เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Arista ในชั้นระบบ
core · ระบบสวิตช์
ไต้หวัน · ผู้ผลิตกล่องต้นน้ำ
ผู้ผลิตสวิตช์ “white-box” รายใหญ่ของไต้หวัน ที่เอาชิปของ Broadcom มาประกอบเป็นกล่องให้ hyperscaler ใช้เอง — สะท้อนว่าห่วงโซ่ฮาร์ดแวร์จริงพึ่งโรงงาน ODM ของเอเชีย
core · ODM กล่องสวิตช์

06อนาคตข้างหน้า — 1.6T และมาตรฐานเปิด

ทิศทางแรกคือ การไล่ความเร็วที่ไม่หยุด วันนี้มาตรฐานหลักคือพอร์ต 800G (ซึ่งทะลุ 20 ล้านพอร์ตภายในแค่ 3 ปีหลังเริ่มส่งของ) และรุ่นถัดไป 1.6T กำลังไหลเข้าตลาด ชิปอย่าง Tomahawk 6 ออกแบบมารองรับ 1.6T โดยตรงแล้ว ทุกครั้งที่ความเร็วต่อช่องเพิ่ม ทองแดงยิ่งหมดสภาพเร็วขึ้น (ยิ่งเร็วยิ่งร้อนและส่งได้ใกล้ลง) ทำให้ชั้นสวิตช์กับ ชั้นแสง ยิ่งต้องหลอมรวมกันผ่าน co-packaged optics (CPO) — เอาเลเซอร์ไปติดข้างชิปสวิตช์เลย ปี 2026 ถูกมองว่าเป็นปีแรกที่ CPO เริ่มผลิตจริงทั้งบน Ethernet และ InfiniBand

ชิปสวิตช์ตรงกลางมีลำแสงพุ่งออกจากขอบโดยตรงแทนสายทองแดง สื่อถึง co-packaged optics ที่ย้ายแสงเข้ามาติดกับชิป
ภาพประกอบ (cpo.webp)
แสงขยับเข้ามาติดชิป. เมื่อทองแดงไปต่อไม่ไหวที่ความเร็วสูง โลกย้ายเลเซอร์เข้ามาไว้ข้างชิปสวิตช์โดยตรง (co-packaged optics) เพื่อลดพลังงานและเพิ่มความเร็ว

ทิศทางที่สองคือ มาตรฐานเปิดจะกินส่วนแบ่งต่อ ค่าย Ethernet รวมตัวกันเป็น Ultra Ethernet Consortium และออกสเปก 1.0 กลางปี 2025 เพื่อปรับ Ethernet ให้หน่วงต่ำและไม่ทำแพ็กเก็ตหล่นพอจะสู้ InfiniBand ได้ในงาน AI โดยตรง Dell'Oro คาดว่ารายได้สวิตช์ AI back-end จะทะลุ $100,000 ล้านต่อปีภายในปี 2030 โดยส่วนใหญ่เป็น Ethernet — แต่ InfiniBand จะไม่หายไป มันยังครองงานที่ต้องการความหน่วงต่ำสุดและความแน่นอนสูงสุด (คลัสเตอร์ฝึกระดับ frontier)

ทิศทางที่สามคือ สมรภูมิรอบใหม่ที่ชั้น scale-up วันนี้การเชื่อม GPU ในแร็คเดียว (scale-up) เป็นของ Nvidia เจ้าเดียวผ่าน NVLink แต่กำลังมีความพยายามดัน Ethernet ลงมาเล่นในชั้นนี้ด้วย (เช่นมาตรฐาน scale-up แบบเปิด) ถ้าสำเร็จ มันจะเปิดสนามให้ Broadcom, Marvell และผู้เล่นชิปสวิตช์รายอื่นเข้ามาแข่งในชั้นที่ Nvidia เคยผูกขาด — เป็นชั้นที่มูลค่าต่อพอร์ตสูงที่สุดของทั้งคลัสเตอร์

07ความท้าทายและความเสี่ยง

ความเสี่ยงข้อแรกคือ Nvidia ครองแนวตั้ง เพราะ Nvidia คุมทั้ง GPU และโครงข่าย มันสามารถ “ขายเป็นแพ็กเกจ” แล้วล็อกลูกค้าให้ซื้อสวิตช์ของตัวเองไปพร้อมชิป — ทำให้ผู้เล่นที่ขายแต่สวิตช์ (Broadcom, Arista) ต้องสู้กับแรงดึงให้ลูกค้าอยู่ในระบบปิดของ Nvidia แม้ Ethernet จะแซงในภาพรวม แต่ในคลัสเตอร์ที่ใช้ GPU Nvidia ล้วน การแทรกเข้าไปก็ยากขึ้น

ความเสี่ยงข้อสองคือ สงครามมาตรฐานที่ยังไม่จบ ศึก InfiniBand vs Ethernet, การเปิด scale-up, และการมาของ CPO หมายความว่าผู้นำวันนี้อาจถูกมาตรฐานหรือสถาปัตยกรรมใหม่ดิสรัปต์ได้ การเดิมพันผิดมาตรฐานในธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วและลงทุน R&D หนักแบบนี้ มีราคาแพงมาก

ความเสี่ยงข้อสามคือ การผูกกับวงจรลงทุน AI และลูกค้าไม่กี่ราย ดีมานด์ของสวิตช์ผูกกับการสร้างคลัสเตอร์ GPU โดยตรง และลูกค้าก้อนใหญ่ก็มีแค่ไม่กี่ราย (กลุ่ม hyperscaler) ถ้าการลงทุน AI ชะลอลง หรือมีช่วง “ลงทุนเกิน” ออเดอร์สวิตช์ก็สะดุดทันที — เป็นธุรกิจที่โตเร็วมากในขาขึ้น แต่อ่อนไหวต่อจังหวะการใช้จ่ายของลูกค้าหยิบมือ

บรรทัดสรุปสำหรับนักลงทุน
ชั้นสวิตช์คือ “ทางแยกจราจร” ที่ตัดสินว่าคลัสเตอร์ AI จะคิดเป็นเครื่องเดียวได้เร็วแค่ไหน — กุญแจสามข้อ: (1) Ethernet (Broadcom/Arista/Nvidia Spectrum-X) จะกิน InfiniBand ต่อแค่ไหน และ Ultra Ethernet จะสุกงอมเมื่อไหร่ · (2) ใครคุมชั้นไหน — ชิปสวิตช์ (Broadcom เจ้าตลาด, Marvell), ระบบ (Arista, Cisco), หรือทั้งแนวตั้ง (Nvidia) · (3) scale-up จะเปิดให้ผู้เล่นอื่นเข้าแข่งเมื่อไหร่ — มูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ “ใครคุมชิปที่ทำให้ GPU หมื่นตัวคุยกันได้กว้าง เร็ว และประหยัดไฟที่สุด”

สรุปสั้นๆ: node นี้คือชั้นที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่ “สายกับกล่อง” แต่กลายเป็นหนึ่งในคอขวดและสมรภูมิสำคัญที่สุดของยุค AI — เพราะ GPU ที่แพงที่สุดในโลกจะไร้ค่าทันที ถ้าไม่มีสวิตช์ที่กว้างและเร็วพอจะร้อยมันเข้าด้วยกัน ส่วนการลำเลียงข้อมูลระยะไกลด้วยแสง อ่านต่อได้ที่บทพี่น้อง Optical Interconnect & DCI

ดูข้อมูล หุ้น และข่าวสดของธีมนี้ →